......"การปฏิรูปศาสนา” ถ้าบ้าจี้ตามพุทธะอิสระ พุทธศาสนายิ่งจะน่าเป็นห่วง...

ในสมัยพุทธกาล....พระเทวทัตได้เคยถวายการปฏิรูปต่อพระพุทธเจ้ามาแล้ว   ว่าด้วยการให้พระสงฆ์เคร่งขึ้น  เช่นให้อยู่ตามโคนต้นไม้  ไม่ฉันเนื้อสัตว์  แล้วจนถึงขั้นให้พระพุทธเจ้าทรงเกษียณเพื่อที่ตัวท่านเทวทัตจะทำหน้าที่แทน เป็นต้น....พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าอย่าเลยเทวทัต...แล้วนั่นก็เป็นเหตุให้เทวทัตโกรธพระองค์หัวฟัดหัวเหวี่ยง  จนต้องออกมาท้าทายพระพุทธเจ้าบ่อยครั้ง  ผลลงเอยอย่างไรนั้นทุกท่านทราบดี


ผมมองว่าการเข้าไปทูลขอให้พระพุทธเจ้าปฏิรูปของเทวทัตนั้นแม้จะอหังการไปแต่ก็อยู่ในสิทธิ์อันพึงจะทำได้    แต่การเรียกร้องให้ “รัฐบาล” เข้ามาปฏิรูป “ศาสนจักร” ของนายสุวิทย์ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่าเขายังไม่เข้าพุทธศาสนาโดยถ่องแท้   ห่มเหลืองแล้วอวดอ้างตนว่าเป็นพระ  คนประเภทนี้เขาเรียกว่า “ทัพพีไม่รู้รสแกง”   


สาเหตุหลักๆ ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปเห็นจะเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่แต่ละวัดหรือพระสงฆ์แต่ละรูปมีและครอบครองมากมาย   จนถึงขั้นจะมีการเก็บภาษีกันเลยทีเดียว  ต้องถือว่าเป็นเรื่องดี...ที่ทั้งวัดและพระไม่ควรมีเงินทองหลักร้อยหรือพันล้านอย่างที่เป็นในตอนนี้  แต่การปฏิรูปเพื่อที่จะเข้าไปแก้ตรงนี้นั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุซะมากกว่าที่ต้นเหตุ    ที่นายสุวิทย์ออกมาโย้วๆ นั้นอาจจะอิจฉาวัดธรรมโกย   ที่โกยเงินเข้าวัดได้มากกว่าตัวเอง  อิจฉาวัดหลวงพ่อโสธร และเคยอิจฉาเณรคำ...อันนี้ผมพูดทีเล่นทีจริงนะ!!
   
-พูดเล่นตรงที่ว่าทั้งนายสุวิทย์และนายธัมมะชโยต่างก็เป็นพ่อค้า(สายพุทธพานิชย์)เหมือนกัน   จะแปลกอะไรที่เมื่อพ่อค้าคนหนึ่งค้าขายได้กำไรมากกว่าอีกคนหนึ่ง  พ่อค้าที่ได้กำไรน้อยกว่าจะหาหนทางที่จะเตะตัดขาพ่อค้าอีกคน....
-และพูดจริงตรงที่ว่านายสุวิทย์อิจฉานั้นก็มีมูลอยู่ไม่น้อย   เพราะตัวนายสุวิทย์เองเคยพยายามที่จะอุปโลกน์ตัวเองเป็นทั้งพระโพธิสัตว์  เป็นหลวงปู่  และโกงพรรษาเพื่อที่จะเป็นพระครู....และตำแหน่งเหล่านี้สามารถดึงดูด “ศรัทธา” ของชาวพุทธโง่ๆ ที่มีมากมายก่ายกองในประเทศไทยให้ลุ่มหลงได้  ตำแหน่งหลวงปู่  พระโพธิสัตว์  พระครูเจ้าคณะ ที่นายสุวิทย์พยายามอุปโลกน์ให้ตัวเอง...สามารถดึงศรัทธาเข้ามาถึงบันไดกุฏิโดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร....ในเมืองไทย “ศรัทธา” คือเงิน  เงินเป็นตัวแทนศรัทธาอยู่แล้ว....คนที่อยู่ในวงการอย่างนายสุวิทย์นายไพบูลย์(ธัมมชโย)ทำไมจะไม่รู้เรื่องนี้ดี?   และหากศึกษาประวัตินายสุวิทย์ในเชิงลึก..โยมเงินหนาคนหนึ่งเคยเป็นศิษย์สุวิทย์มาก่อนๆ ที่จะผละจากนายสุวิทย์หันไปศรัทธาเณรคำ  ในระยะสามสี่ปีที่ผ่านมาจึงเห็นนายสุวิทย์พยายามรุมตื้บเณรคำมาตลอด   ก็เพราะแย่ง “ลูกค้า”กันนั่นเอง



ในศาสนาจักรมีพระธรรมวินัย  มีพรบ.สงฆ์  มีมหาเถรสมาคมกำกับในส่วนของเขาอยู่แล้ว....แน่นอนว่าทุกองค์กรมีการคอร์รัปชั่นเรื่องเงินทองและตำแหน่ง   แต่ในศาสนจักรจะแตกต่างจากฝ่ายบ้านเมืองตรงที่ตัวเงินส่วนใหญ่หรือแทบจะทั้งหมดมาจาก “ศรัทธา” ของประชาชน  ส่วนฝ่ายบ้านเมืองเงินมาจาก”ภาษี”.....เงินที่มาจาก “ศรัทธา” โง่ๆ ของพุทธศาสนิกชนที่เชื่อว่าถวายเงินคือการ “ทำบุญ” อันยิ่งใหญ่  ถวายมากยิ่งได้บุญมาก....ตรงนี้ต่างหากที่ควรจะปฏิรูป....คือปฏิรูป “มุมมอง” ของการทำบุญของคนไทยที่เรียกตัวเองว่าเป็นพุทธ  เพียงเพราะล้วงธนบัตรใส่ซอง  หย่อนเงินลงตู้บริจาค  หรือแห่ไปทอดผ้าป่า กฐิน ให้ได้หลักล้าน   เหล่านี้เป็นศรัทธาที่ควรปฏิรูป   เป็นศรัทธาที่ทำให้พระสงฆ์ย่ามใจในการครอบครองเงินทอง   ได้เงินทองที่ญาติโยมถวายมาก็สร้างอะไรต่อมิอะไรดึงดูดใจ   บางวัดถึงขั้นสร้างโถส้วมเป็นทองคำ  ติดแอร์เย็นฉ่ำเป็นข่าวโด่งดังมาแล้ว    เงินเหล่านี้มาจากไหน??  มาจากศรัทธาอันโง่ เขลา  เบาปัญญาของคนพุทธนั่นแหละ....เช่นนี้แล้ว   แล้วเราจะไปปฏิรูปตรงไหนล่ะครับ?



ฝ่ายบ้านเมืองก็ควรปฏิรูปที่ประชาชนว่าด้วยการทำบุญตามหลัก “บุญกิริยาวัตถุ10”  เช่นการรู้จักให้อภัยกันได้บุญได้กุศลมากกว่าถวายพระเป็นร้อยล้านพันล้านบาท  การทำงานตามหน้าที่โดยสุจริตก็ถือว่าทำบุญแล้วไม่ต้อง(จำใจ)เอาเงินใส่ซองยกมือท่วมหัวภาวนาขอสิ่งตอบแทน...ส่วนฝ่ายสงฆ์เขาก็มีพระวินัยบัญญัติ  มีพรบ.สงฆ์ คอยดูแลอยู่แล้ว  และอยู่กันมาได้อย่างยาวนานถึงสองพันห้าร้อยกว่าปี   ทั้งๆ ที่มีเหตุการณ์เลวร้ายกว่านี้  เช่นสมัยพระเจ้าอโศก   ที่มีอลัชชีอย่างนายสุวิทย์เข้ามาบวชในพุทธศาสนามากมายเรือนหมื่นเรือนเพื่อหวังลาภยศ   ในสมัยสุโขทัยพระสงฆ์แตกกันแยกเป็นฝ่ายอรัญญวาสี  คามวาสี   หรือแม้แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์พระสงฆ์ก็แยกนิกายธรรมยุต  มหานิกายกัน   ก็อยู่กันได้  โดยยึดเอาพระธรรมวินัย


ถ้าขืนนายมีชัยบ้าจี้ไปตามนายสุวิทย์ผู้ที่เคยสร้างมลทินให้กับทั้งตัวเองและศาสนา   ใช้อำนาจฝ่ายบ้านเมืองไปปฏิรูปฝ่ายศาสนจักรอย่างไม่ถูกทางแล้ว.....ยิ่งจะทำให้อะไรต่อมิอะไรที่เลวร้ายอยู่แล้วเลวร้ายหนักขึ้นไปอีก....สู้ที่จะมาปฏิรูป “ศรัทธา” อันผิดๆ พุทธศาสนิกชนไม่ดีกว่าหรือ?  แล้วเหล่า “พ่อค้า” อย่างนายสุวิทย์  นายไพบูลย์ หรือใครต่อใครที่อ้างตัวว่าเป็น “เถรานุเถระ” ชั้นผู้ใหญ่จะได้รู้สถานะการเป็น “นักบวช” ของตัวเองดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่