"เจิมศักดิ์" ร้องรัฐบาล "นายกฯ อนุทิน" ผ่าตัดใหญ่โครงสร้างสงฆ์ ชี้ "Fake Monk" ร้ายกว่า Fake News ชง 5 ข้อแก้วิกฤตศรัทธา
.
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ออกโรงเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และ รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เร่งดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารของคณะสงฆ์ไทยอย่างเร่งด่วน โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาพระสงฆ์ที่ประพฤติมิชอบ หรือ "Fake Monk" สร้างผลกระทบและอันตรายต่อสังคมยิ่งกว่าข่าวปลอม (Fake News)
.
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ระบุว่า วิกฤตศรัทธาจากคดีเงินทอนวัด ปัญหาพุทธพาณิชย์ และเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับพระเถระและพระชื่อดังในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าระบบการปกครองสงฆ์ในปัจจุบันล้มเหลวในการคัดกรองและขัดเกลาบุคคล เมื่อศาสนจักรอ่อนแอจนไม่อาจชำระตนเองได้ จึงเป็นหน้าที่ของ "อาณาจักร" หรือรัฐบาลที่ต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการเข้ามาจัดการ เพื่อพยุงกงล้อแห่งธรรมให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
.
ทั้งนี้ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ได้เสนอแนวทางเชิงวิเคราะห์ 5 ประเด็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ดังนี้:
.
1. ยกระดับการ "คัดกรอง" ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์: รัฐบาลและมหาเถรสมาคมต้องกำหนดมาตรฐานใหม่ในการบวช โดยต้องมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและสุขภาพจิตอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ต้องมีระบบ "ค่ายเตรียมบวช" เพื่อทดสอบความตั้งใจ (Sincerity Test) คัดกรองผู้ที่ต้องการลดกิเลสออกจากกลุ่มที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และต้องมีพระอุปัชฌาย์ดูแลอย่างน้อย 5 พรรษา
.
2. ฟื้นฟูระบบ "สอบไล่" และบังคับศึกษาพระธรรมวินัย: พระภิกษุทุกรูปต้องผ่านการศึกษาและสอบนักธรรมหรือบาลีตามระยะเวลาที่กำหนด หากไม่ผ่านเกณฑ์หรือไม่มีผลงานด้านการปฏิบัติธรรมที่จับต้องได้ ต้องให้ลาสิกขา เพื่อป้องกันไม่ให้พระสงฆ์เป็นเพียง "นักพิธีการทางศาสนา"
.
3. ปฏิรูปทรัพย์สินสงฆ์ ตัดวงจร "มรดกส่วนตัว": อุดช่องโหว่ทางกฎหมาย โดยกำหนดให้ทรัพย์สินที่ได้มาขณะบวช (เช่น เงินกิจนิมนต์ เงินบริจาค) ต้องตกเป็นของวัด 100% ห้ามโอนเป็นมรดกให้เครือญาติ พร้อมรื้อฟื้นข้อห้ามพระสงฆ์จับเงิน โดยให้มีระบบไวยาวัจกรที่มีธรรมาภิบาลเข้ามาจัดการแทน
.
4. กระจายอำนาจการบริหารวัด: ยกเลิกการให้เจ้าอาวาสมีอำนาจเบ็ดเสร็จเป็นนิติบุคคลเพียงผู้เดียว โดยให้ดึงตัวแทนชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิ และเจ้าหน้าที่รัฐ มาร่วมเป็น "คณะกรรมการบริหารวัด" (Lay Management Board) ดูแลเรื่องบัญชีและทรัพย์สิน เพื่อให้พระสงฆ์ได้กลับไปทำหน้าที่ "ผู้นำทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Leader) อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะวงเรื่องการบริหารเงินแบบ CEO
.
5. ขจัดค่านิยมการแสวงหาสมณศักดิ์: ลดสิ่งจูงใจที่ทำให้พระสงฆ์มุ่งหวังแต่ยศฐาบรรดาศักดิ์จากส่วนกลาง จนละเลยการให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นรอบวัด และเน้นแต่การสร้างถาวรวัตถุเพื่อตอบสนองเกณฑ์ของส่วนกลาง
.
ในตอนท้าย รศ.ดร.เจิมศักดิ์ เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาด้วยวิธีระยะสั้น เช่น การให้สำนักพระพุทธศาสนาเข้ามาควบคุม หรือการทำบัญชีออนไลน์ เป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ ตราบใดที่พระสงฆ์ยังสามารถรับเงินและบริหารผลประโยชน์ทางธุรกิจของวัดได้ ความเสื่อมเสียก็จะกลับมาซ้ำรอยเดิม รัฐบาลจึงต้องเร่งกระจายอำนาจการจัดการทรัพย์สินของวัดให้องค์กรชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อคืนพระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์ และทำให้วัดกลับมาเป็นที่พึ่งทางใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่แหล่งแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินอีกต่อไป
.
#เจิมศักดิ์ปิ่นทอง #ปฏิรูปสงฆ์ #สำนักพุทธศาสนา #รัฐบาลอนุทิน #อนุทิน #พุทธพาณิชย์ #มารศาสนา
Fake Monk" ร้ายกว่า Fake News
.
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ออกโรงเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และ รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เร่งดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารของคณะสงฆ์ไทยอย่างเร่งด่วน โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาพระสงฆ์ที่ประพฤติมิชอบ หรือ "Fake Monk" สร้างผลกระทบและอันตรายต่อสังคมยิ่งกว่าข่าวปลอม (Fake News)
.
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ระบุว่า วิกฤตศรัทธาจากคดีเงินทอนวัด ปัญหาพุทธพาณิชย์ และเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับพระเถระและพระชื่อดังในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าระบบการปกครองสงฆ์ในปัจจุบันล้มเหลวในการคัดกรองและขัดเกลาบุคคล เมื่อศาสนจักรอ่อนแอจนไม่อาจชำระตนเองได้ จึงเป็นหน้าที่ของ "อาณาจักร" หรือรัฐบาลที่ต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการเข้ามาจัดการ เพื่อพยุงกงล้อแห่งธรรมให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
.
ทั้งนี้ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ได้เสนอแนวทางเชิงวิเคราะห์ 5 ประเด็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ดังนี้:
.
1. ยกระดับการ "คัดกรอง" ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์: รัฐบาลและมหาเถรสมาคมต้องกำหนดมาตรฐานใหม่ในการบวช โดยต้องมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและสุขภาพจิตอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ต้องมีระบบ "ค่ายเตรียมบวช" เพื่อทดสอบความตั้งใจ (Sincerity Test) คัดกรองผู้ที่ต้องการลดกิเลสออกจากกลุ่มที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และต้องมีพระอุปัชฌาย์ดูแลอย่างน้อย 5 พรรษา
.
2. ฟื้นฟูระบบ "สอบไล่" และบังคับศึกษาพระธรรมวินัย: พระภิกษุทุกรูปต้องผ่านการศึกษาและสอบนักธรรมหรือบาลีตามระยะเวลาที่กำหนด หากไม่ผ่านเกณฑ์หรือไม่มีผลงานด้านการปฏิบัติธรรมที่จับต้องได้ ต้องให้ลาสิกขา เพื่อป้องกันไม่ให้พระสงฆ์เป็นเพียง "นักพิธีการทางศาสนา"
.
3. ปฏิรูปทรัพย์สินสงฆ์ ตัดวงจร "มรดกส่วนตัว": อุดช่องโหว่ทางกฎหมาย โดยกำหนดให้ทรัพย์สินที่ได้มาขณะบวช (เช่น เงินกิจนิมนต์ เงินบริจาค) ต้องตกเป็นของวัด 100% ห้ามโอนเป็นมรดกให้เครือญาติ พร้อมรื้อฟื้นข้อห้ามพระสงฆ์จับเงิน โดยให้มีระบบไวยาวัจกรที่มีธรรมาภิบาลเข้ามาจัดการแทน
.
4. กระจายอำนาจการบริหารวัด: ยกเลิกการให้เจ้าอาวาสมีอำนาจเบ็ดเสร็จเป็นนิติบุคคลเพียงผู้เดียว โดยให้ดึงตัวแทนชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิ และเจ้าหน้าที่รัฐ มาร่วมเป็น "คณะกรรมการบริหารวัด" (Lay Management Board) ดูแลเรื่องบัญชีและทรัพย์สิน เพื่อให้พระสงฆ์ได้กลับไปทำหน้าที่ "ผู้นำทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Leader) อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะวงเรื่องการบริหารเงินแบบ CEO
.
5. ขจัดค่านิยมการแสวงหาสมณศักดิ์: ลดสิ่งจูงใจที่ทำให้พระสงฆ์มุ่งหวังแต่ยศฐาบรรดาศักดิ์จากส่วนกลาง จนละเลยการให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นรอบวัด และเน้นแต่การสร้างถาวรวัตถุเพื่อตอบสนองเกณฑ์ของส่วนกลาง
.
ในตอนท้าย รศ.ดร.เจิมศักดิ์ เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาด้วยวิธีระยะสั้น เช่น การให้สำนักพระพุทธศาสนาเข้ามาควบคุม หรือการทำบัญชีออนไลน์ เป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ ตราบใดที่พระสงฆ์ยังสามารถรับเงินและบริหารผลประโยชน์ทางธุรกิจของวัดได้ ความเสื่อมเสียก็จะกลับมาซ้ำรอยเดิม รัฐบาลจึงต้องเร่งกระจายอำนาจการจัดการทรัพย์สินของวัดให้องค์กรชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อคืนพระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์ และทำให้วัดกลับมาเป็นที่พึ่งทางใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่แหล่งแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินอีกต่อไป
.
#เจิมศักดิ์ปิ่นทอง #ปฏิรูปสงฆ์ #สำนักพุทธศาสนา #รัฐบาลอนุทิน #อนุทิน #พุทธพาณิชย์ #มารศาสนา