...คุยกับ ‘สังศิต พิริยะรังสรรค์’ คาดการณ์จัดตั้ง รบ.ใหม่ ‘พปชร.-พท.’ ใครคือผู้นำ? "...
( เขียนวันอังคาร ที่ 26 มีนาคม 2562 เวลา 12:53 น. เขียนโดย isranews )
คุยกับ ‘สังศิต พิริยะรังสรรค์’ นักวิชาการ ม.รังสิต คาดการณ์อนาคตการเมืองไทย จับขั้วตั้งรัฐบาล -นายกฯ คนที่ 30 ‘พปชร.-พท.’ ใครครองเกม พร้อมวิเคราะห์จุดพ่ายของ ปชป.
ยังไม่รู้ว่า แกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะออกหัวหรือก้อย หลังจาก 2 ขั้ว
“พลังประชารัฐ-เพื่อไทย” ต่างออกมาประกาศชิงความเป็นผู้นำ อ้างคะแนนเสียงชอบธรรมสูงสุดกันคนละชุด
"พรรคเพื่อไทย" ยกคะแนนเสียง ส.ส. แบบแบ่งเขตที่ได้สูงถึง 137 ที่นั่ง ขณะที่ "พรรคพลังประชารัฐ" ได้ 97 ที่นั่ง ซึ่งตามธรรมเนียม พรรคใดได้ที่นั่ง ส.ส. มากที่สุด จะต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
หากอีกด้านหนึ่ง พรรคพลังประชารัฐ ยกคะแนนป๊อบปูล่าโหวตสูงสุด 7.9 ล้านเสียง เป็นอันดับ 1 เดินหน้าสู้ชิงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
นาทีนี้จึงต้องลุ้น ‘
สูตรจับขั้วทางการเมือง’ จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่รูปแบบใด
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org พูดคุยถึงทิศทางการเมืองไทยในห้วงเวลาฝุ่นตลบนี้กับ
รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต
รศ.ดร.สังศิต คาดการณ์ว่า นาทีนี้ไม่ว่าจะเป็น ‘พลังประชารัฐ’ หรือ ‘เพื่อไทย’ ต่างฝ่ายต่างตั้งรัฐบาลไม่ได้ทั้งคู่ ต้องปล่อยเวลาออกไประยะหนึ่ง เพื่อให้นักการเมืองทุกคนค่อย ๆ ตั้งสติ
“เพื่อไทยตั้งรัฐบาลไม่ผ่าน ส่วนพลังประชารัฐ แม้ตั้งรัฐบาลได้ แต่จะบริหารประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขอให้รอเวลาอีกระยะหนึ่ง ให้นักการเมืองทุกคนค่อย ๆ ตั้งสติกัน แล้วจะมีการปรับตัวเข้าหากันเอง เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ แต่หากต่างฝ่ายต่างดื้อแพ่ง ไม่ยอมกัน เชื่อว่า ในที่สุด จะไม่มีพรรคใดได้อะไรเลย”
ส่วน
พรรคภูมิใจไทยที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นหัวหน้าพรรค ถูกสปอตไลต์จับจ้องจะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลและมีสิทธิเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้น นักวิชาการม.รังสิต เห็นต่าง โดยมองว่า เป็นไปไม่ได้ที่นายอนุทินจะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งเพียงจำนวนหนึ่ง แม้จะจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยก็ตาม แต่ไม่มีทางที่จะผ่าน ส.ว. 250 เสียงไปได้
“ตอนนี้คาดการณ์ว่า ไม่มีใครเป็นได้ นอกจากทุกคนตั้งสติกัน หรือมีอีกทางหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ ต้องหาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับ และไม่ใช่เป็นคนของพรรคใดพรรคหนึ่งมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน”
ทั้งนี้ รศ.ดร.สังศิต บอกว่า วันนี้จึงไม่อยากให้คิดไปว่า รัฐบาลในอนาคตจะบริหารประเทศไม่ได้ จนต้องยุบสภา แต่เราต้องพยายามทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ทุกคนในประเทศจะเสียผลประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย ฉะนั้นต้องช่วยกันประคับประคองให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้
รศ.ดร.สังศิต ยังมองต่อภายใต้วิกฤตที่รัฐบาลมีความเสี่ยงสูง ยังมีข้อดีอย่างหนึ่ง เพราะจะเกิดการพิถีพิถันในการเลือกคนมาเป็นรัฐมนตรี ที่เป็นคนดีพอประมาณ มีความสามารถพอประมาณ จะเกิดปรากฎการณ์นี้ แม้บางพรรคได้รับคะแนนเสียงไม่เยอะ แต่มีคนเก่งเรื่องนั้นอยู่ อาจจะได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีได้
“เสียงคุณไม่เยอะ แต่คุณต้องพูดเก่งจริง ๆ จะปรองดองได้มากที่สุด ทุกคนจะรู้ ถ้าเราไม่ปรองดอง คุณจะแพ้กันทุกคน วิกฤตนี้จะมีโอกาสดีได้เหมือนกัน”
ขัดเเย้งภายใน-มาร์คทิ้งไพ่ผิด ต้นเหตุ ปชป.พ่าย
เมื่อถามถึงการแพ้แทบล้มกระดานในสนามเลือกตั้งของ
‘ประชาธิปัตย์’ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม เชื่อว่า เกิดจากความขัดแย้งกันภายใน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้น จะเห็นว่า เมื่อเลือกหัวหน้าพรรคและแข่งขันนโยบายเสร็จ ยังไม่เลิกแล้วต่อกัน คนชนะยังไปรังแกคนแพ้ ในที่นี้หมายถึง ไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ทำให้คนจำนวนหนึ่งลาออกไป
ส่วนคนที่อยู่ได้ก็ไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือสนับสนุน เหมือนทำงานกันอยู่ครึ่งพรรค อีกครึ่งพรรคไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรเลย เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็น
ความอ่อนแอภายในพรรค กลายเป็นปมปัญหาสำคัญในการแพ้ครั้งนี้
ขณะที่
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ยังทิ้งไพ่ผิดใบ ประกาศไม่สนับสนุน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้สมาชิกพรรคที่เคยเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กกปส.) ตัดสินใจโยนไพ่ไปให้พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้คะแนนเสียงพลิกขึ้นมา
เพราะทุกคนคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะแพ้ เลยลงคะแนนเสียงช่วย ประกอบกับภายใน 24 ชั่วโมง เกิดปรากฎการณ์
‘ฮ่องกง’ ทำให้คนเกรงว่า เพื่อไทยจะได้คะแนนดีขึ้นมาด้วย
“ในอนาคตประชาธิปัตย์จะฟื้นขึ้นมาได้นั้น ในอดีตเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรก คือ แพ้พรรคประชากรไทย แบบยกกรุงเทพฯ และอีกครั้ง แพ้พรรคพลังธรรม แต่ในที่สุดกลับมาได้ เพราะประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีความเป็นสถาบัน หลังจากชำระสะสางปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรคใหม่แล้ว เพราะฉะนั้นระยะยาวจะกลับมาได้ อาจเป็นคราวหน้า หมายถึงต้องจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส ได้คนที่ขึ้นมาเป็นผู้นำที่ทุกคนยอมรับว่าสามารถเรียกร้องความสามัคคีของทุกคนในพรรค และเสนอนโยบายทีดีได้”
สุดท้าย รศ.ดร.สังศิต กล่าวถึงคะแนนเสียงที่ล้มหลามเทให้กับ
พรรคอนาคตใหม่ด้วยว่า เนื่องจากมีการชิงจังหวะอย่างรวดเร็ว ภายหลังพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ทำให้คะแนนเสียงพรวดขึ้นมา 2 ล้านเสียง จนเกิดปรากฎการณ์
แลนด์สไลด์
ที่มา :
https://www.isranews.org/isranews-article/75046-news-75046.html
...คุยกับ ‘สังศิต พิริยะรังสรรค์’ คาดการณ์จัดตั้ง รบ.ใหม่ ‘พปชร.-พท.’ ใครคือผู้นำ? "...
( เขียนวันอังคาร ที่ 26 มีนาคม 2562 เวลา 12:53 น. เขียนโดย isranews )
คุยกับ ‘สังศิต พิริยะรังสรรค์’ นักวิชาการ ม.รังสิต คาดการณ์อนาคตการเมืองไทย จับขั้วตั้งรัฐบาล -นายกฯ คนที่ 30 ‘พปชร.-พท.’ ใครครองเกม พร้อมวิเคราะห์จุดพ่ายของ ปชป.
ยังไม่รู้ว่า แกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะออกหัวหรือก้อย หลังจาก 2 ขั้ว “พลังประชารัฐ-เพื่อไทย” ต่างออกมาประกาศชิงความเป็นผู้นำ อ้างคะแนนเสียงชอบธรรมสูงสุดกันคนละชุด
"พรรคเพื่อไทย" ยกคะแนนเสียง ส.ส. แบบแบ่งเขตที่ได้สูงถึง 137 ที่นั่ง ขณะที่ "พรรคพลังประชารัฐ" ได้ 97 ที่นั่ง ซึ่งตามธรรมเนียม พรรคใดได้ที่นั่ง ส.ส. มากที่สุด จะต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
หากอีกด้านหนึ่ง พรรคพลังประชารัฐ ยกคะแนนป๊อบปูล่าโหวตสูงสุด 7.9 ล้านเสียง เป็นอันดับ 1 เดินหน้าสู้ชิงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
นาทีนี้จึงต้องลุ้น ‘สูตรจับขั้วทางการเมือง’ จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่รูปแบบใด
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org พูดคุยถึงทิศทางการเมืองไทยในห้วงเวลาฝุ่นตลบนี้กับรศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต
รศ.ดร.สังศิต คาดการณ์ว่า นาทีนี้ไม่ว่าจะเป็น ‘พลังประชารัฐ’ หรือ ‘เพื่อไทย’ ต่างฝ่ายต่างตั้งรัฐบาลไม่ได้ทั้งคู่ ต้องปล่อยเวลาออกไประยะหนึ่ง เพื่อให้นักการเมืองทุกคนค่อย ๆ ตั้งสติ
“เพื่อไทยตั้งรัฐบาลไม่ผ่าน ส่วนพลังประชารัฐ แม้ตั้งรัฐบาลได้ แต่จะบริหารประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขอให้รอเวลาอีกระยะหนึ่ง ให้นักการเมืองทุกคนค่อย ๆ ตั้งสติกัน แล้วจะมีการปรับตัวเข้าหากันเอง เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ แต่หากต่างฝ่ายต่างดื้อแพ่ง ไม่ยอมกัน เชื่อว่า ในที่สุด จะไม่มีพรรคใดได้อะไรเลย”
ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นหัวหน้าพรรค ถูกสปอตไลต์จับจ้องจะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลและมีสิทธิเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้น นักวิชาการม.รังสิต เห็นต่าง โดยมองว่า เป็นไปไม่ได้ที่นายอนุทินจะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งเพียงจำนวนหนึ่ง แม้จะจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยก็ตาม แต่ไม่มีทางที่จะผ่าน ส.ว. 250 เสียงไปได้
“ตอนนี้คาดการณ์ว่า ไม่มีใครเป็นได้ นอกจากทุกคนตั้งสติกัน หรือมีอีกทางหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ ต้องหาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับ และไม่ใช่เป็นคนของพรรคใดพรรคหนึ่งมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน”
ทั้งนี้ รศ.ดร.สังศิต บอกว่า วันนี้จึงไม่อยากให้คิดไปว่า รัฐบาลในอนาคตจะบริหารประเทศไม่ได้ จนต้องยุบสภา แต่เราต้องพยายามทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ทุกคนในประเทศจะเสียผลประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย ฉะนั้นต้องช่วยกันประคับประคองให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้
รศ.ดร.สังศิต ยังมองต่อภายใต้วิกฤตที่รัฐบาลมีความเสี่ยงสูง ยังมีข้อดีอย่างหนึ่ง เพราะจะเกิดการพิถีพิถันในการเลือกคนมาเป็นรัฐมนตรี ที่เป็นคนดีพอประมาณ มีความสามารถพอประมาณ จะเกิดปรากฎการณ์นี้ แม้บางพรรคได้รับคะแนนเสียงไม่เยอะ แต่มีคนเก่งเรื่องนั้นอยู่ อาจจะได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีได้
“เสียงคุณไม่เยอะ แต่คุณต้องพูดเก่งจริง ๆ จะปรองดองได้มากที่สุด ทุกคนจะรู้ ถ้าเราไม่ปรองดอง คุณจะแพ้กันทุกคน วิกฤตนี้จะมีโอกาสดีได้เหมือนกัน”
ขัดเเย้งภายใน-มาร์คทิ้งไพ่ผิด ต้นเหตุ ปชป.พ่าย
เมื่อถามถึงการแพ้แทบล้มกระดานในสนามเลือกตั้งของ ‘ประชาธิปัตย์’ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม เชื่อว่า เกิดจากความขัดแย้งกันภายใน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้น จะเห็นว่า เมื่อเลือกหัวหน้าพรรคและแข่งขันนโยบายเสร็จ ยังไม่เลิกแล้วต่อกัน คนชนะยังไปรังแกคนแพ้ ในที่นี้หมายถึง ไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ทำให้คนจำนวนหนึ่งลาออกไป
ส่วนคนที่อยู่ได้ก็ไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือสนับสนุน เหมือนทำงานกันอยู่ครึ่งพรรค อีกครึ่งพรรคไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรเลย เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นความอ่อนแอภายในพรรค กลายเป็นปมปัญหาสำคัญในการแพ้ครั้งนี้
ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ยังทิ้งไพ่ผิดใบ ประกาศไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้สมาชิกพรรคที่เคยเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กกปส.) ตัดสินใจโยนไพ่ไปให้พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้คะแนนเสียงพลิกขึ้นมา
เพราะทุกคนคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะแพ้ เลยลงคะแนนเสียงช่วย ประกอบกับภายใน 24 ชั่วโมง เกิดปรากฎการณ์ ‘ฮ่องกง’ ทำให้คนเกรงว่า เพื่อไทยจะได้คะแนนดีขึ้นมาด้วย
“ในอนาคตประชาธิปัตย์จะฟื้นขึ้นมาได้นั้น ในอดีตเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรก คือ แพ้พรรคประชากรไทย แบบยกกรุงเทพฯ และอีกครั้ง แพ้พรรคพลังธรรม แต่ในที่สุดกลับมาได้ เพราะประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีความเป็นสถาบัน หลังจากชำระสะสางปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรคใหม่แล้ว เพราะฉะนั้นระยะยาวจะกลับมาได้ อาจเป็นคราวหน้า หมายถึงต้องจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส ได้คนที่ขึ้นมาเป็นผู้นำที่ทุกคนยอมรับว่าสามารถเรียกร้องความสามัคคีของทุกคนในพรรค และเสนอนโยบายทีดีได้”
สุดท้าย รศ.ดร.สังศิต กล่าวถึงคะแนนเสียงที่ล้มหลามเทให้กับพรรคอนาคตใหม่ด้วยว่า เนื่องจากมีการชิงจังหวะอย่างรวดเร็ว ภายหลังพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ทำให้คะแนนเสียงพรวดขึ้นมา 2 ล้านเสียง จนเกิดปรากฎการณ์แลนด์สไลด์
ที่มา : https://www.isranews.org/isranews-article/75046-news-75046.html