[Spoil] Tokyo Ghoul :re ตอน 44 - ภาพหลุดจากตอนนี้

กลับมาเจอกันอีกสัปดาห์นะครับ

เมื่อคืนออกจะยุ่งๆ นิดหน่อย แถมภาพตอนนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ เลยกะเก็บไว้เขียนพร้อมกับ Text ตัวเต็มรวดเดียวดีกว่าแฮะ (แต่ลงเอยก็ล่าช้าไปโข เพราะตอนพิมพ์ดันกดนิ้วพลาดทำไอ้ที่เขียนมาหายเกลี้ยงหมด ต้องมานั่งพิมพ์ใหม่ยาวเฟื้อยเลย =A= )

ยังไงก็ลองไปดูกันก่อนครับ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้





- ต่อจากตอนที่แล้วที่หมอคาโน่เรียกนากิไปคุยด้วย โดยเรื่องที่จะคุยก็คือเรื่องของลูกน้องของนากิสองคนที่ตายที่งานประมูล

- หมอคาโน่ถามนากิว่าทั้งสองคนเป็นกูลประเภทปล่อยคากุเนะไม่ได้ใช่มั้ย นากิก็ถามว่าหมอรู้ได้ไง หมอคาโน่ก็ตอบว่าตัวเขาลองผ่าชันสูตรศพของทั้งสองคนแล้ว พบว่าทั้งสองมีอาการปล่อยคากุเนะไม่ได้เนื่องจากท่อนำ RC เซลบริเวณใกล้คาคุโฮเกิดการอุดตัน อย่างไรก็ตาม คากุเนะที่อยู่ในตัวของทั้งสองนั้นอยู่ในสภาพยอดเยี่ยม ขนาดที่ถ้าเอามาทำควิงก์ละก็ จะมีค่า RC อยู่ที่ 3800 ซึ่งถือว่าสูงเลยทีเดียว

- พูดถึงตรงนี้ หมอคาโน่ก็เอ่ยปากขอนำศพของทั้งสองไปใช้ในการวิจัยได้มั้ย

- แต่นากิกลับตีหน้าเหมือนไม่เข้าใจที่หมอคาโน่พูด ทำเอาหมอแทบกุมขมับ ก่อนจะเสไปอธิบายเพิ่มเติมว่าตัวเขานั้นอยากลองวิเคราะห์ "วิธีผ่าตัด Qs" ที่พวก CCG ใช้สร้างหน่วยควิงส์ดู (โดยใช้ศพของลูกน้องนากิทั้งสองเป็นตัวทดลอง)

- หมอคาโน่อธิบายต่อว่าครึ่งคนครึ่งกูลที่เขาสร้างโดยใช้คาคุโฮของเจ้าของร้านอันเทย์กุเป็นพื้นฐาน หรือที่เรียกกันว่าซีรีส์ "อาวล์ (นกฮูก)" นั้นมีเปอร์เซ็นต์สำเร็จต่ำมาก แม้จะจับเจ้าหน้าที่สืบสวนกูลที่มีร่างกายแข็งแรงมาใช้เป็นตัวทดลอง แต่ตัวอย่างก็มีแค่ทาคิซาวะคนเดียวเท่านั้น ส่วนครึ่งคนครึ่งกูลที่สร้างโดยใช้คาคุโฮของริเสะเป็นพื้นฐานนั้น จากการทดลองกับคนกว่า 1200 คน มีที่สำเร็จจริงๆ แค่ 3 คน (คาเนกิ, คุโรนะ, นาชิโระ) เท่ากับมีเปอร์เซ็นต์สำเร็จแค่ 0.0025% เท่านั้น แถมคุโรนะกับนาชิโระยังมีประสิทธิภาพด้อยกว่าตัวโปรโตไทป์อย่างคาเนกิ จึงถือเป็น "ผลงานล้มเหลว (ฟล็อปปี้)" โดยสิ้นเชิง





- หมอคาโน่อธิบายถึงคาเนกิว่ามีความสามารถถึงขนาดสู้เสมอกับทาคิซาวะซึ่งเป็นครึ่งคนครึ่งกูลในซีรี่ส์ "อาวล์" ได้ ซึ่งตัวหมอคาโน่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าที่เป็นแบบนี้เป็นเพราะตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จจากซีรี่ส์ริเสะนั้นอยู่ในระดับสูง หรือเป็นเพราะตัวคาเนกิที่เป็นตัวทดลองมีความสามารถบางอย่างซ่อนไว้อยู่กันแน่ แต่ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือตัวคาเนกิได้เปลี่ยนฐานะตนเองจาก "ผลงานทดลอง" ไปเป็น "ผลงานชิ้นสมบูรณ์แบบ" ไปแล้ว

- จากที่อธิบายมาข้างบนนี้ หมอคาโน่สรุปว่าการผ่าตัดเปลี่ยนคนให้เป็นครึ่งคนครึ่งกูลของตนเองนันยังมีตัวแปรที่ไม่แน่นอนอยู่มาก ทำให้สร้างครึ่งคนครึ่งกูลได้น้อย ผิดกับ "การผ่าตัด Qs" ของ CCG ที่ขอแค่ทดสอบค่าความเข้ากันได้ผ่าน ก็สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ทันที แถมความปลอดภัยและเปอร์เซ็นต์สำเร็จยังสูงอีกต่างหาก โดยเมื่อพูดถึงตรงนี้ หมอคาโน่ก็เปรยถึงดร.จิเกียว (ดร.ผมทรงหมวกกันน็อค หัวหน้าสถาบันวิจัย CCG) ว่าเป็นอัจฉริยะด้านการวิจัยกูลระดับหาตัวจับยากคนหนึ่ง และบอกด้วยว่าอยากจิบน้ำชาคุยกันสักครั้ง

- หมอคาโน่สรุปปิดท้ายว่า ตัวเองอยากลองนำวิธีการผ่าตัดสร้างหน่วยควิงส์นี้มาใช้กับการผ่าตัดสร้างซีรี่ส์ "อาวล์" ของตัวเองดูบ้าง

- ฝ่ายนากินั้นได้แต่ตีหน้ามึนรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างตลอดรายการ หมอคาโน่ก็อธิบายต่อว่าเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นั้นประกอบด้วย "เจตจำนงอันแรงกล้าของคนคนหนึ่ง" กับ "การสนับสนุนของผู้ช่วยเหลืออีกคน" เหมือนอย่างที่เอดิสันมีฟราสซิส อัพตัน หรือไอน์สไตน์มีเลโฮโปลด์ อินเฟลต์เป็นผู้ช่วย ตัวหมอคาโน่เองก็ได้ "ผู้ช่วยชั้นเลิศ" ช่วยชี้ทางสว่างให้เช่นกัน (ตรงนี้ฟังงงๆ นิดหน่อยแฮะ ว่าหมอแกพูดถึงนากิหรือพูดถึงศพลูกน้องของนากิกันแน่)

- เจอคำเปรียบเปรยอ้อมโลกของหมอคาโน่เข้าไป นากิก็ยิ่งตีหน้ามึนกว่าเดิม หมอคาโน่เห็นความฉลาดของนากิก็ตัดสินใจรวบรัดตัดความให้สั้นว่า "ในแง่หนึ่งก็คือขอทำให้ลูกน้องของเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้มั้ย"

- ได้ยินแบบนั้นนากิก็หูผึ่ง ร้องถามหมอคาโน่อย่างไม่เชื่อหูว่าทำได้จริงๆ เหรอ จะสำเร็จแน่ๆ ใช่มั้ย หมอคาโน่ก็รับปาก (แบบไม่รับคำพูด) ว่าสำเร็จแน่น่า รับรองเลย สร้างความดีใจให้นากิอย่างมากถึงกับละล่ำละลักขอบคุณหมอคาโน่ และบอกว่าหมอคาโน่เป็นคนดีจริงๆ ก่อนจะเดินตัวปลิวออกไป

- ท่าทางของนากิทำให้หมอคาโน่แอบนึกในใจว่าการขาดความรู้ของนากิมาจากขาดการเข้าถึงการศึกษา ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่กูล

- หมอคาโน่นึกถึงที่ตัวเองพูดกับนากิเรื่อง "ผู้ช่วยชั้นยอด" เมื่อครู่ ก็คิดว่าถ้ามองในแง่หนึ่ง ตัวเองอาจมีฐานะเป็น "ผู้ช่วย" ของ "คนผู้นั้น" ก็เป็นได้

- คิดถึงตรงนี้ หมอคาโน่ก็เดินไปดูสภาพของเจ้าของร้านในโหลดองว่าคาคุโฮฟื้นกลับมาหรือยัง ครั้งเห็นว่ายังไม่ฟื้นตัวกลับมาก็ได้แต่คิดว่าการทดลองกับลูกน้องของนากิคงต้องรอไปก่อน พลางนึกไปถึง "ตัวทดลองโปรโตไทป์" ที่น่ารักอีกตัวหนึ่งซึ่งอยู่ในโลกภายนอกว่าจะเป็นยังไงบ้าง



- ฉากตัดกลับมายัง "ตัวโปรโตไทป์ที่น่ารัก" ของหมอคาโน่...หรือก็คือไฮเสะ (คาเนกิ) ไฮเสะมาขอตรวจสอบชื่ออามอนในลิสต์เจ้าหน้าที่สืบสวนที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ประจำแผนกข้อมูลก็ช่วยค้นข้อมูลให้

- แต่ปรากฏว่าข้อมูลเกี่ยวกับอามอนนั้นถูกบล็อคจำกัดไว้จนเจ้าหน้าที่ค้นคว้าระดับธรรมดาไม่มีสิทธิ์เปิดข้อมูลได้ ไฮเสะเลยได้แต่ยอมแพ้กลับไป พร้อมกับสงสัยว่าข้อมูลของอามอนมีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ถึงต้องบล็อคคนเข้าดูข้อมูลแบบนี้

- ระหว่างเดินกลับ คาเนกิหัวขาวก็โผล่มาคุยกับไฮเสะอีกรอบถามว่าจะรู้เรื่องอามอนกับกูลผ้าปิดตาไปทำไม ไฮเสะก็ตอบว่าก็เพื่อคาเนกินั่นแหละ

- ไฮเสะ "แทนที่จะเรียกว่า 'เพื่อช่วยนาย' ต้องเรียกว่า 'เพื่อรู้จักนาย' มากกว่ามั้ง"




- ฉากตัดมาที่บ้านของนักชิม คานาเอะยังคงไม่กลับมาบ้านแม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว ทางบ้านทสึกิยามะทุ่มกำลังตามหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ทำให้นักชิมเป็นห่วงมาก

- นักชิมนึกถึงคำพูดของโทกะที่ตอกหน้าว่าตัวเองอยากพาคาเนกิกลับมาก็เพราะอีโก้ส่วนตัวเท่านั้นก็นึกขัน บอกว่าจริงอยู่ตัวเองอาจเป็นพวกเจ้าอีโก้ แต่ก็ไม่ได้เคลื่อนไหวแค่เพราะอีโก้ส่วนตัวอย่างเดียวหรอกนะ

- ระหว่างนั้นนักชิมก็หันไปเห็นอาริสะ (ที่เป็นแฟนกับยูมะ...กูลที่โดนคิจิมะจับตัวไปทรมาน) กำลังนั่งเหม่อเป็นปลาตายอยู่ เลยเข้าไปคุยด้วย นักชิมขอโทษอาริสะที่ตัวเองเป็นต้นเหตุให้ยูมะโดนจับตัวไปแบบนั้น อาริสะก็บอกนักชิมว่าตัวเองไม่อยากเสียยูมะไป

- เห็นสีหน้าของอาริสะดังนั้น นักชิมก็สัญญากับอาริสะว่าตัวเองจะทำทุกวิถีทางพายูมะกลับมาให้ได้

- นักชิม "เพื่อการนั้น คาเนกิคุง การนำความทรงจำของเธอกลับมาถือเป็นสิ่งจำเป็น ช่วยฉันด้วยเถอะนะ คาเนกิคุง"

- นักชิมประกาศกับตนเองอย่างมุ่งมั่น โดยไม่รู้แม้แต่น้อยว่าอาริสะนั้นคิดเองทำเอง...ด้วยการแอบใช้เน็ตในบ้านทสึกิยามะเซิร์ชข้อมูลของคิจิมะโดยไม่บอกพวกนักชิมเรียบร้อยแล้ว


- ฉากตัดมาที่ไฮเสะกำลังเดินอยู่คนเดียวในสวนสาธารณะ ระหว่างนั้นนักชิมก็เข้ามาทักแล้วชวนคุย พลางคิดในใจว่าจะใช้วิธีไหนในการค่อยๆ ดึงความทรงจำของคาเนกิในตัวไฮเสะกลับมาดี

- แต่ยังไม่ทันทำอะไร ไฮเสะกลับเป็นฝ่ายทิ้งไพ่ก่อนด้วยการถามนักชิมตรงๆ ว่า "คุณเป็นกูลใช่ไหมครับ?"

- นักชิมถึงกับตัวแข็งทื่อเพราะผิดคาด ไฮเสะก็ขอโทษที่ทำให้ตกใจ แล้วบอกว่าตัวเขานั้นเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนกูล ก็เลยรู้สึกได้ว่านักชิมพยายามเข้าหาตัวเองถี่จนผิดสังเกต

- คำพูดของไฮเสะทำเอานักชิมเหงื่อตก ไฮเสะเห็นสีหน้านักชิมก็อ่านออกว่าใช่แน่ๆ เลยตัดสินใจเปลี่ยนไปถามว่านักชิมรู้จักคนของร้านทำหน้ากากที่ชื่ออุตะกับ "ฟุเองุจิ (ฮินามิ)" หรือเปล่า นักชิมก็ยิ่งตะลึงเข้าไปใหญ่ เพราะไม่นึกว่าไฮเสะจะได้เจอทั้งอุตะทั้งฮินามิแล้ว

- เห็นสีหน้าของนักชิมดังนั้น ไฮเสะก็ไม่ต้องการคำตอบอะไรอีก เขาตัดบทว่าคำถามที่ถามไปเมื่อกี้นี้ไม่ต้องตอบก็ได้ (ทำเอานักชิมถึงกับสบถ WTF ออกมาทีเดียว) แล้วเปลี่ยนคำถามใหม่เป็น "คุณรู้จักคาเนกิ เคนคุงหรือเปล่าครับ?"

- เจอเทคนิคสอบสวนแบบ CCG เข้าไปเป็นชุดๆ แบบนี้ทำเอานักชิมถึงกับรับมือไม่ถูก สีหน้าเรียบเฉยของไฮเสะยิ่งทำให้นักชิมเดาไม่ถูกเข้าไปใหญ่ว่าไฮเสะมีจุดประสงค์อะไร ต้องการรู้ความจริงหรือถามต้อนเพื่อจับเขาเข้าคุกกูลกันแน่ เลยได้แต่ยืนเงียบไม่ตอบว่าอะไร

- ไฮเสะเหมือนจะมองออกว่านักชิมกลัวอะไรอยู่ เลยรีบบอกว่าตัวเองถามนักชิมไม่ใช่ในฐานะเจ้าหน้าที่สืบสวน แต่ถามในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง ตัวเขาหลีกเลี่ยงที่จะรู้ความจริงเรื่องตัวเองมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเผชิญหน้ากับตัวตนอีกคนของตัวเอง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรู้เรื่องทั้งหมดที่ตัวเองในตอนนั้นทำมา เขาคิดว่าหากได้รู้เรื่องทั้งหมดก็อาจช่วยเหลืออะไรได้

- ไฮเสะ "เพราะผมคิดว่าถ้าเขาต้องหายไปในหัวของผมแบบนี้คงไม่ดีแน่"

- เห็นความมุ่งมั่นจะรู้ความจริงของไฮเสะเข้า นักชิมก็ได้แต่นิ่ง ไม่กล้าพูดอะไรออกไป เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ไฮเสะผ่านมาเมื่อครั้งเป็นคาเนกินั้นมันโหดร้ายยิ่งกว่าขุมนรกเสียอีก นักชิมจึงตัดสินใจถามออกไปว่า ต่อให้ตัวเองต้องเปลี่ยนแปลงไป ต่อให้ต้องทิ้งชีวิตในตอนนี้ไปก็ได้งั้นเหรอ

- เจอถามแบบนั้น ไฮเสะก็นิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาทั้งน้ำตาว่า "ไม่ครับ"

- ไฮเสะเล่าให้ฟังถึงตอนที่ตัวเองเคยใส่หน้ากากกูลใบเก่าของตัวเอง แล้วโดนพวกกูลตนอื่นเรียกว่า "ไอ้ผ้าปิดตา" อย่างหวาดกลัว และถามว่าชื่อนั้นเป็นชื่อที่พวกกูลใช้เรียกคาเนกิสินะ

- ไฮเสะบอกต่อไปว่าถึงจะมีร่างกายไม่สมประกอบ มนุษย์ก็ไม่ใช่กูลก็ไม่เชิงแบบนี้ เขาก็ยังอยากเป็นมนุษย์ เขาไม่อยากยอมรับคาเนกิ เคนที่น่ากลัวขนาดพวกกูลด้วยกันยังหวาดกลัว อยากใช้ชีวิตแบบนี้ตลอดไป

- ไฮเสะ "แต่ว่า...ส่วนหนึ่งในใจผมก็รู้ดีว่าความปรารถนานั้นจะไม่มีวันเป็นจริง... วันที่ความทรงจำทั้งหมดกลับมาจะมาถึงแน่ ไม่ใช่แค่ในทางทฤษฎีหรือความรู้สึก แต่เป็น 'โชคชะตา' ที่ทำให้ผมต้องกลับมาจำได้ ผม...ผมไม่อาจมีชีวิตอยู่โดยจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้..."

- ถึงตรงนี้ ไฮเสะก็พูดราวกับจะอ้อนวอนนักชิมให้ช่วยบอกเรื่องของเขาที่นักชิมรู้มาที อย่างน้อยถ้าจะต้องรู้ เขาก็อยากรู้ด้วยเจตจำนงของตนเอง

- เห็นสีหน้าอ้อนวอนทั้งน้ำตาของไฮเสะ นักชิมก็หมดปัญญาจะพูดอะไรออก ภาพตรงหน้าทำให้เขานึกถึงครั้งแรกที่ได้เจอคาเนกิ นึกถึงความอ่อนแอเหมือนเด็กน้อยอันเป็นสิ่งติดตัวคาเนกิมาแต่เดิมที ก่อนที่ความแข็งแกร่งที่ถูกยัดเยียดให้โดยที่เจ้าตัวไม่ได้เป็นคนเลือกเองจะกลบความอ่อนแอเหล่านั้นจนหมดสิ้น

- คำถามที่จิเอะเคยถามมาก่อนว่า "นายยอมตายเพื่อ 'อาหาร' ได้รึเปล่าล่ะ" พาดผ่านจิตใจนักชิมวูบหนึ่ง ทำให้นักชิมนึกได้ว่าจิเอะคงมองออกถึงใจจริงของเขาที่แม้แต่ตัวเองยังไม่เคยรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

- ตั้งแต่คาเนกิจากไป นักชิมก็ตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดว่าสำหรับเขา คาเนกิมีค่าแค่ "อาหาร" จริงหรือเปล่า

- นักชิม "เรา...รู้สึกสนุก..."

- นักชิม "กับคืนวันที่ได้แต่เฝ้ามองอาหารอันเลิศหรูที่จัดเตรียมไว้แล้ว...เพียงเท่านั้น..."

- นักชิม "เรา...รู้สึกสนุกจริงๆ..."




- และด้วยความคิดเช่นนั้นเอง นักชิมจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเขาเองไม่คิดว่าจะทำเมื่อได้พบไฮเสะ (คาเนกิ) นั่นคือ...หันหลังเดินจากมาโดยไม่พูดอะไรกับไฮเสะแม้แต่คำเดียว


...ที่หมดแล้ว ไว้มาต่อตอนบ่ายหลังกินข้าวนะครับ...
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่