....แต่อาจจะเป็นอารมณ์ที่มาจากอดีตชาติก่อนหน้านั้นไปอีก ย้อนหลังลึกๆไปกี่ชาติก็ได้ ....
....หมายถึงว่า อารมณ์ที่ปฏิสนธิจิตหน่วงไปเกิดในภพใหม่ของตนนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นอารมณ์ที่รับมาจากมรณสันนวิถีของชาติที่เพิ่งตายผ่านมาหยกๆนั่น(ซึ่งเกิดจากการทำกรรมในภพนั้น) ..แต่ว่า อารมณ์ที่ปฏิสนธิจิตหน่วงไปใช้ในการเกิดในภพใหม่ อาจจะเป็นอารมณ์จากอดีชาติไหนก็ได้ที่เคยเกิดผ่านมา คือ อาจจะเป็นอารมณ์ที่เคยทำผ่านมาจากอดีตร้อยๆพันๆชาติ หรือย้อนหลังลึกๆมากกว่านั้นก็ได้ ...
....เมื่อก่อนผมเคยเข้าใจมานานว่า อารมณ์ของปฏิสนธิจิต ต้องเป็นอารมณ์ที่รับมาจากมรณสันนวิถีของชาติที่เพิ่งตายผ่านมาหยกๆนั้น หรือเป็นอารมณ์ที่เกิดจากการทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในชาติที่เพิ่งตายผ่านมาหยกๆนั้น ...และเรื่องนี้มีการเอามาถกเถียงกันมากมายเมื่อหลายปีก่อน แต่ยังหาข้อสรุปชัดๆไม่ได้
....ต่อมาบังเอิญได้ฟังเทปบรรยายพระอภิธรรมครั้งหนึ่ง มีการพูดพาดพิงอะไรบางอย่างในเรื่องปฏิสนธิจิต จึงเกิดฉุกใจคิดขึ้นมา ตาสว่างขึ้นมา
....เพราะในตำราพระอภิธรรมก็ดูเหมือนว่า จะไม่ได้ระบุชัดเจนปักฟันธงลงไปว่า ปฏิสนธิจิตจะต้องรับอารมณ์ที่มาจากมรณสันนวิถีของชาติที่เพิ่งตายมานั้น หรือจากกรรมที่ทำในชาติที่เพิ่งตายมานั้น เท่านั้น...
....มีตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ คือ การที่สัตว์นรกหรือเปรตหลายๆจำพวก หรือสัตว์เดรัจฉานหลายๆจำพวก หรืออสุรกาย เมื่อตายจากอบายภูมิแล้วมาเกิดในสุคติภูมิ เช่น มาเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ฯลฯ ปฏิสนธิจิตของสัตว์จากอบายภูมิเหล่านั้นก็ต้องไปหน่วงเอาอารมณ์ที่ดีๆ ที่เป็นกุศลมาเพื่อเอามาเกิดใหม่ในสุคติภูมิ ...แต่ว่า ในขณะที่สัตว์เหล่านั้นเสวยทุกข์อยู่ในอบายภูมิ แทบจะไม่มีโอกาสได้ทำกุศลใดๆเลยสักชั่วขณะจิตเดียว เช่น สัตว์นรก ในชาติที่ไปเสวยทุกข์อยู่ในนรกนั้น ก็ย่อมไม่มีโอกาสได้ทำกรรมดีเลยสักแม้เพียงขณะจิตเดียว หรือไส้เดือนในดิน หรือ ปลาใต้ทะเลลึก ก็ย่อมไม่ได้มีโอกาสทำกุศลใดๆเลยแม้ขณะจิตเดียว ทำนองเดียวกัน ดังนั้น เมื่อสัตว์พวกนี้จะมาเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ปฏิสนธิจิตของพวกมันย่อมไม่อาจจะไปนึกอารมณ์ที่เป็นกุศลดีๆ ใดๆมาได้เลย จากชาติที่เพิ่งตายหยกๆนั้น ... มีโอกาสเดียวคือ ปฏิสนธิจิตของพวกมันต้องไปนึกหน่วงเอาอารมณ์ดีๆ จากอดีตชาติลึกๆ ก่อนหน้านั้นที่เคยทำมาก่อนจะไปเกิดในนรก (หรือไปเกิดเป็นไส้เดือน หรือไปเกิดเป็นปลาใต้ทะเลลึก ฯลฯ ) เช่น ก่อนที่มันจะไปเกิดในนรกหรือเกิดเป็นไส้เดือน ฯลฯ มันเคยเกิดในสุคติภูมิมาก่อน เช่น เคยเกิดเป็นมนุษย์มาก่อน เคยทำความดีบางอย่างหรือหลายๆอย่างสะสมเก็บไว้ในจิต ..กุศลกรรมที่เก็บไว้ในจิตนี่แหละ ที่อาจจะโผล่มาให้ปฏิสนธิจิตเหนี่ยวนำกลับมาเกิดใหม่ในสุคติภูมิ
....สรุป นั่นคือ อารมณ์ที่ปฏิสนธิจิตหน่วงเหนี่ยวนำไปเกิด ไม่จำเป็นต้องเป็นอารมณ์ที่เกิดจากกรรมในชาติที่เพิ่งตายนั้น เสมอไป , ปฏิสนธิจิตอาจจะไปหน่วงเอาอารมณ์ที่เคยทำไว้ก่อนจากอดีตชาติลึกๆๆ ไกลโพ้น นานแล้ว ก็อาจจะเป็นได้
(( ตั้งเป็นกระทู้คำถามเพื่อให้ขาบัตรผ่านได้มีโอกาสร่วมแจม แต่ไม่ได้ถามอะไร /..แค่เอาแนวคิดที่เกิดใหม่บางอย่างมาเล่าสู่กันฟังเพื่อพิจารณา ))
อารมณ์ที่ปฏิสนธิวิญญาณหน่วงไปเกิดในภพใหม่ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นอารมณ์ที่รับมาจากชาติที่เพิ่งตายมาหยกๆนั้น แต่อาจจะมาจาก...
....หมายถึงว่า อารมณ์ที่ปฏิสนธิจิตหน่วงไปเกิดในภพใหม่ของตนนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นอารมณ์ที่รับมาจากมรณสันนวิถีของชาติที่เพิ่งตายผ่านมาหยกๆนั่น(ซึ่งเกิดจากการทำกรรมในภพนั้น) ..แต่ว่า อารมณ์ที่ปฏิสนธิจิตหน่วงไปใช้ในการเกิดในภพใหม่ อาจจะเป็นอารมณ์จากอดีชาติไหนก็ได้ที่เคยเกิดผ่านมา คือ อาจจะเป็นอารมณ์ที่เคยทำผ่านมาจากอดีตร้อยๆพันๆชาติ หรือย้อนหลังลึกๆมากกว่านั้นก็ได้ ...
....เมื่อก่อนผมเคยเข้าใจมานานว่า อารมณ์ของปฏิสนธิจิต ต้องเป็นอารมณ์ที่รับมาจากมรณสันนวิถีของชาติที่เพิ่งตายผ่านมาหยกๆนั้น หรือเป็นอารมณ์ที่เกิดจากการทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในชาติที่เพิ่งตายผ่านมาหยกๆนั้น ...และเรื่องนี้มีการเอามาถกเถียงกันมากมายเมื่อหลายปีก่อน แต่ยังหาข้อสรุปชัดๆไม่ได้
....ต่อมาบังเอิญได้ฟังเทปบรรยายพระอภิธรรมครั้งหนึ่ง มีการพูดพาดพิงอะไรบางอย่างในเรื่องปฏิสนธิจิต จึงเกิดฉุกใจคิดขึ้นมา ตาสว่างขึ้นมา
....เพราะในตำราพระอภิธรรมก็ดูเหมือนว่า จะไม่ได้ระบุชัดเจนปักฟันธงลงไปว่า ปฏิสนธิจิตจะต้องรับอารมณ์ที่มาจากมรณสันนวิถีของชาติที่เพิ่งตายมานั้น หรือจากกรรมที่ทำในชาติที่เพิ่งตายมานั้น เท่านั้น...
....มีตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ คือ การที่สัตว์นรกหรือเปรตหลายๆจำพวก หรือสัตว์เดรัจฉานหลายๆจำพวก หรืออสุรกาย เมื่อตายจากอบายภูมิแล้วมาเกิดในสุคติภูมิ เช่น มาเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ฯลฯ ปฏิสนธิจิตของสัตว์จากอบายภูมิเหล่านั้นก็ต้องไปหน่วงเอาอารมณ์ที่ดีๆ ที่เป็นกุศลมาเพื่อเอามาเกิดใหม่ในสุคติภูมิ ...แต่ว่า ในขณะที่สัตว์เหล่านั้นเสวยทุกข์อยู่ในอบายภูมิ แทบจะไม่มีโอกาสได้ทำกุศลใดๆเลยสักชั่วขณะจิตเดียว เช่น สัตว์นรก ในชาติที่ไปเสวยทุกข์อยู่ในนรกนั้น ก็ย่อมไม่มีโอกาสได้ทำกรรมดีเลยสักแม้เพียงขณะจิตเดียว หรือไส้เดือนในดิน หรือ ปลาใต้ทะเลลึก ก็ย่อมไม่ได้มีโอกาสทำกุศลใดๆเลยแม้ขณะจิตเดียว ทำนองเดียวกัน ดังนั้น เมื่อสัตว์พวกนี้จะมาเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ปฏิสนธิจิตของพวกมันย่อมไม่อาจจะไปนึกอารมณ์ที่เป็นกุศลดีๆ ใดๆมาได้เลย จากชาติที่เพิ่งตายหยกๆนั้น ... มีโอกาสเดียวคือ ปฏิสนธิจิตของพวกมันต้องไปนึกหน่วงเอาอารมณ์ดีๆ จากอดีตชาติลึกๆ ก่อนหน้านั้นที่เคยทำมาก่อนจะไปเกิดในนรก (หรือไปเกิดเป็นไส้เดือน หรือไปเกิดเป็นปลาใต้ทะเลลึก ฯลฯ ) เช่น ก่อนที่มันจะไปเกิดในนรกหรือเกิดเป็นไส้เดือน ฯลฯ มันเคยเกิดในสุคติภูมิมาก่อน เช่น เคยเกิดเป็นมนุษย์มาก่อน เคยทำความดีบางอย่างหรือหลายๆอย่างสะสมเก็บไว้ในจิต ..กุศลกรรมที่เก็บไว้ในจิตนี่แหละ ที่อาจจะโผล่มาให้ปฏิสนธิจิตเหนี่ยวนำกลับมาเกิดใหม่ในสุคติภูมิ
....สรุป นั่นคือ อารมณ์ที่ปฏิสนธิจิตหน่วงเหนี่ยวนำไปเกิด ไม่จำเป็นต้องเป็นอารมณ์ที่เกิดจากกรรมในชาติที่เพิ่งตายนั้น เสมอไป , ปฏิสนธิจิตอาจจะไปหน่วงเอาอารมณ์ที่เคยทำไว้ก่อนจากอดีตชาติลึกๆๆ ไกลโพ้น นานแล้ว ก็อาจจะเป็นได้
(( ตั้งเป็นกระทู้คำถามเพื่อให้ขาบัตรผ่านได้มีโอกาสร่วมแจม แต่ไม่ได้ถามอะไร /..แค่เอาแนวคิดที่เกิดใหม่บางอย่างมาเล่าสู่กันฟังเพื่อพิจารณา ))