เมื่อริมฝีปากสูญ ฟันก็หนาวเหน็บ

กระทู้คำถาม



    ในสมัยชุนชิว ยังมีเมืองยี๋กับเมืองกั๋วเป็นเมืองพี่น้องกันใช้แซ่เดียวกัน ทั้งมีพรมแดนติดต่อกัน เมืองเล็ก ๆ
สองเมืองนี้เป็นเหยื่อที่เมืองจิ้น หมายเขมือบมานานแล้ว แต่ที่เจ้าเมืองจิ้นยังลังเลอยู่ก็เพราะหากเข้าตีเมืองกั๋ว
เกรงว่าเมืองยี๋จะไปช่วยเหลือเมืองกั๋วทำให้ยึดเมืองกั๋วไม่สำเร็จ หรือหากเข้าตีเมืองยี๋ก็เกรงว่าเมืองกั๋วจะไปช่วยเหลือ
เมืองยี๋ ทำให้เอาชนะไม่ได้เช่นกัน

     เจ้าเมืองจิ้นจึงออกอุบาย สั่งให้ขุนนางสุนซี นำรถเทียมม้าอัสดร 4 ตัวและกำไลหยกล้ำค่าคู่หนึ่งไปมอบให้กับ
เจ้าเมืองยี๋ โดยขออนุญาตให้กองทัพจิ้นผ่านดินแดนของเมืองยี๋ ไปตีเมืองกั๋ว เจ้าเมืองยี๋พอเห็นม้าอัสดรกับกำไลล้ำค่า
เท่านั้น ก็หน้ามืดตาลาย รีบตอบรับคำขอร้องของเจ้าเมืองจิ้นทันที แต่ขุนนางท่านหนึ่งมีนามว่า กงจือฉี คัดค้าน
ว่า “ท่านอ๋องท่านไม่ควรยินยอมให้กองทัพจิ้นผ่านดินแดนของเราไปตีเมืองกั๋ว มีคำพังเพยว่าไว้ เมื่อริมฝีปากสูญ ฟันย่อม
หนาวเหน็บ เมืองจิ้นนั้น มักใหญ่ใฝ่สูง ต้องการครองความเป็นใหญ่ จึงได้เที่ยวรุกรานบ้านเมืองอื่น เมืองจิ้นได้ยึดครองเมือง
แซ่เดียวกับเราไปหลายเมืองแล้ว การที่เมืองจิ้นไม่กล้าตีเมืองยี๋กับเมืองกั๋วนั้น เพราะเมืองยี๋กับเมืองกั๋วเปรียบเหมือนริมฝีปาก
กับฟัน อยู่ใกล้ชิดกัน ถ้าหากเมืองกั๋วถูกยึดครอง เมืองยี๋ย่อมไม่รอดด้วย”

   แต่เจ้าเมืองหวีเห็นแก่อามิส ไม่เชื่อฟังคำเตือนของกงจือฉี ในที่สุดเมื่อสุนซีขุนพลเมืองจิ้นยกทัพผ่านเมืองยี๋ ไปตีเอาเมืองกั๋ว
ได้สำเร็จ และหลังจากจัดการด้านเมืองกั๋วเมืองกั๋วเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ยกทัพกลับก็ถือโอกาสตีเอาเมืองยี๋ด้วย และนี่คือความ
หมายของสำนวนที่ว่า “เมื่อริมฝีปากสูญ ฟันก็หนาวเหน็บ”
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่