ไม่เฉพาะคนไทย.....หากแต่แทบจะทุกชนชาติต่างก็หวงแหนรักชาติรักแผ่นดินตัวเองแทบทั้งนั้น มันเป็นจิตใต้สำนึกของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคหิน แต่จะรักและหวงแหนชนิดเลือดกระฉูดมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ Propaganda ชองชาตินั้นๆ ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นการพยายามปลุกจิตใต้สำนึกในเรื่องรักชาติเมื่อชนชาตินั้นๆ ถูกรุกรานจากหรือกำลังรุกรานชาติอื่นๆ อยู่ สำหรับประเทศไทย....จิตใต้สำนึกอันนี้ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายล้าง เหยียดหยาม และหมิ่นศักดิ์ศรีคนชนชาติเดียวกันได้อีกด้วย
“คนไทยหรือเปล่า?” แม้เป็นเพียงประโยคคำถามพื้นๆ....แต่หากถามขึ้นในบรรยากาศที่ตรึงเครียดแล้วมันมีศักยภาพพอที่อาจจะทำให้คนถูกถามออกอาการวูบหรือหน้ามืดไปชั่วขณะได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ถูกถามเองก็ภูมิใจในความเป็นไทยไม่แพ้คนถาม แน่ล่ะ....เหตุที่ต้องถามเช่นนั้นก็คงพอมีอยู่บ้าง จู่ๆ จะถามกันขึ้นมาลอยๆ ก็คงไม่ใช่ และเหตุผลที่ต้องถามกันอย่างนั้นเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องมุมมองการเมืองที่เห็นแตกต่างกัน๑ และการ “รักพ่อ”๑ (ซึ่งอันหลังนี้ผมจะไม่แตะแน่นอน ขอรับรอง)
ธงไตรรงค์เป็นสัญญลักษณ์ของสามสถาบัน พฤติกรรมใดๆ ที่แสดงออกไปในทางลบ พฤติกรรมนั้นๆ มักจะถูกประณามหรือถูกถามว่า “คนไทยหรือเปล่า” เสมอๆ หรืออาจจะหนักถึงขั้นขับไสไล่ส่งออกนอกประเทศได้ แปลก....ที่พฤติกรรมในทางลบต่อสถาบันศาสนากลับไม่เคยถูกประณามถึงขั้นถามหาสัญชาติกันและกันหรือไล่ออกนอกประเทศ ทั้งๆ ที่สถาบันทางศาสนานั้นสำคัญเป็นอันสองของทั้งสามสถาบัน?? เริ่มต้นเบาๆ อย่างเช่นพระสงฆ์จากทั้งฝั่งแดงฝั่งเหลืองออกมาร่วมประท้วงเฮไหนฮานั่นกับชาวบ้าน หรือพระบางรูปละทิ้งอภิสมาจารก้าวล่วงพระวินัยถึงขั้นอาบัติปาราชิก เช่นกรณีนายสุวิทย์ที่มีส่วนสำคัญทำให้ผู้บริสุทธิ์หรือผู้ที่มีแนวทางการเมืองตรงกันข้ามเสียชีวิตที่หลักสี่ หรือแม้แต่กรณีการที่โรงแรมต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เขา เหล่านี้คือพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการไม่รักสถาบันศาสนาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาและเขายังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้ โดยเฉพาะ “นายสุวิทย์” สังคมบางส่วนกลับเชิดชูเขาราวกับวีรบุรุษ พญาราฃสีห์ทีเดียว พฤติกรรมของเขากับสถานะ “สมณเพศ” ที่เขาหลอกตัวเองและเพียรหลอกชาวบ้านอยู่นั้น ต่างก็รู้อยู่แก่ใจทุกคนว่านั่น ไม่ใช่แนวทางแห่งการพ้นทุกข์ ไม่ใช่แนวทางแห่งการแสวงหาโมกข์ธรรม และไม่ใช่แนวทางที่จะปลดเปลื้องขัดเกลากิเลสให้พุทธศาสนิกชนเลย
.........คำถามตัดขั้วหัวใจ “คนไทยหรือเปล่า?? ...........
“คนไทยหรือเปล่า?” แม้เป็นเพียงประโยคคำถามพื้นๆ....แต่หากถามขึ้นในบรรยากาศที่ตรึงเครียดแล้วมันมีศักยภาพพอที่อาจจะทำให้คนถูกถามออกอาการวูบหรือหน้ามืดไปชั่วขณะได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ถูกถามเองก็ภูมิใจในความเป็นไทยไม่แพ้คนถาม แน่ล่ะ....เหตุที่ต้องถามเช่นนั้นก็คงพอมีอยู่บ้าง จู่ๆ จะถามกันขึ้นมาลอยๆ ก็คงไม่ใช่ และเหตุผลที่ต้องถามกันอย่างนั้นเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องมุมมองการเมืองที่เห็นแตกต่างกัน๑ และการ “รักพ่อ”๑ (ซึ่งอันหลังนี้ผมจะไม่แตะแน่นอน ขอรับรอง)
ธงไตรรงค์เป็นสัญญลักษณ์ของสามสถาบัน พฤติกรรมใดๆ ที่แสดงออกไปในทางลบ พฤติกรรมนั้นๆ มักจะถูกประณามหรือถูกถามว่า “คนไทยหรือเปล่า” เสมอๆ หรืออาจจะหนักถึงขั้นขับไสไล่ส่งออกนอกประเทศได้ แปลก....ที่พฤติกรรมในทางลบต่อสถาบันศาสนากลับไม่เคยถูกประณามถึงขั้นถามหาสัญชาติกันและกันหรือไล่ออกนอกประเทศ ทั้งๆ ที่สถาบันทางศาสนานั้นสำคัญเป็นอันสองของทั้งสามสถาบัน?? เริ่มต้นเบาๆ อย่างเช่นพระสงฆ์จากทั้งฝั่งแดงฝั่งเหลืองออกมาร่วมประท้วงเฮไหนฮานั่นกับชาวบ้าน หรือพระบางรูปละทิ้งอภิสมาจารก้าวล่วงพระวินัยถึงขั้นอาบัติปาราชิก เช่นกรณีนายสุวิทย์ที่มีส่วนสำคัญทำให้ผู้บริสุทธิ์หรือผู้ที่มีแนวทางการเมืองตรงกันข้ามเสียชีวิตที่หลักสี่ หรือแม้แต่กรณีการที่โรงแรมต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เขา เหล่านี้คือพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการไม่รักสถาบันศาสนาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาและเขายังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้ โดยเฉพาะ “นายสุวิทย์” สังคมบางส่วนกลับเชิดชูเขาราวกับวีรบุรุษ พญาราฃสีห์ทีเดียว พฤติกรรมของเขากับสถานะ “สมณเพศ” ที่เขาหลอกตัวเองและเพียรหลอกชาวบ้านอยู่นั้น ต่างก็รู้อยู่แก่ใจทุกคนว่านั่น ไม่ใช่แนวทางแห่งการพ้นทุกข์ ไม่ใช่แนวทางแห่งการแสวงหาโมกข์ธรรม และไม่ใช่แนวทางที่จะปลดเปลื้องขัดเกลากิเลสให้พุทธศาสนิกชนเลย