การแก้ปัญหาโรงฮิงญาด้วยเมตตา คือ เมตตาที่ขาดปัญญาหรือไม่?
ความเมตตาทางพุทธศาสนาใช้แก้ปัญหาสังคมได้จริงๆหรือไม่?
เมื่อวานผมตั้งกระทู้เพื่อคุยกันเรื่องนี้ และ โดนแอดมินพันทิพย์บล๊อกและลบแอคเคาท์โดยไม่ทราบสาเหตุ
วันนี้ผมได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้วว่า การแก้ปัญหาสังคมเรื่องนี้ เราต้องมองไปที่ธรรมข้อพรหมวิหาร 4
พุทธศาสนายังใช้แก้ปัญหาสังคมข้อนี้ได้ ถ้าเราจับมันอย่างถูกต้อง
ผมจะอธิบายตามนี้ เกี่ยวกับธรรมข้อนี้ ตามที่ผมเข้าใจนะครับ
เป็นความเข้าใจผิดตั้งแต่แรกที่เรามองเมตตาคือการกระทำ
ความเมตตา กรณุา มุทิตา อุเบกขา ถ้าเรามองให้ดี เราจะเห็นว่าทั้งหมดเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในระดับจิตใจ ไม่ใช่การกระทำ
เมตตาคือ สภาวะจิตที่ปราณาให้ผู้อื่น ได้รับความสุข
กรุณาคือ สภาวะจิตที่ปรถานาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์
มุทิตาคือ สภาวะจิตที่มีความยินดีเมื่อผู้อื่นมีความเจริญก้าวหน้า
อุเบกขา คือสภาวะจิตที่วางเฉยไม่ยึดหวังผลได้ผลเสียใดๆ เพราะทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกรรม
สภาวะจิตเหล่านี้เป็นสภาวะจิตของผู้มีปัญญา ผู้สว่างตั้งแต่แรก
ผู้ที่ขาดปัญญาจะไม่มีเมตตาเกิดขึ้นได้เลย เพราะ จิตไม่นำส่ง หรือเพราะไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้รับความสุข พ้นจากความมทุกข์
นั่นคือ คุณจะเกิดเมตตาได้ ต่อเมื่อคุณมีปัญญา ที่ทำให้คุณหลุดจากกิเลสได้เท่านั้น พรมวิหารล้วนต้องพึ่งปัญญาตั้งแต่แรกจึงเกิด
เมื่อเกิดเมตตาแล้วไม่มีความจำเป็นอะไรต้องใช้ปัญญาประกบอีกนอกจากสติ เพราะตัวเมตตาแท้จริงคือปัญญาตัวหนึ่งตั้งแต่แรก
เมตตา ก็ดี กรุณา มุทิตาก็ดี อุเบกขาก็ดี ล้วนเป็นสภาะจิตแห่งความปราถนาดีต่อกัน ไร้อคอติ ไร้ความริษยา ไร้ความมุ่งร้าย
และอยู่กับความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่นอกการควบคุมของเรา
เป็นสภาวะจิตที่เต็มไปด้วยปัญญาตั้งแต่แรก มีปัญญาจึงเกิดสภาวะจิตทีเ่ป็นพรหมวิหาร
เมื่อเกิดสภาวะจิตที่มีพรมวิหาร การกระทำหลังจากน้น นั้นก็จะ ทำไปด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม ตามสถานะ ตามเหตุปัจจัยของตัวมันเอง
กรณีโรฮิงญาก็ดี หรือกรณี ขอทานข้างถนนก็ดี ไม่ได้หมายถึงการอุ้มทุกอย่างหรือการแบกทุกอย่าง
เพราะการแก้ปัญหาทางสังคมด้วยหลักการทางพุทธศาสนานั้น คือแก้ที่ตัวเองหรือคือแก้ในระดับจิตใจ
ซึ่งแก้ได้ด้วยการปรับระดับและสภาวะจิตใจ การกระทำใดหรือคิดจะกระทำใดๆ อยู่บนพื้นฐานทางจิตที่มีความปราถนาดีต่อกัน
แค่นั้นเอง
ผมเองไม่ได้คาดหวังว่าคนไทยพุทธจะต้องช่วยเหลือโรฮิงญา
เพราะประเทศไทยก็ดี ตัวเราเองก็ดี แม้แต่ตัวผมเองก็ดี ล้วนมีข้อจำกัด ทั้งอำนาจ กำลังกายและกำลังทรัพย์
เพียงแต่ ชี้ตรงประเด็นว่า เมื่อเราจะ ก่อกรรมใดๆทั้งทางกาย วาจา หรือใจต่อกรณีโรฮิงญานั้น
ผมอยากให้ จิตใจของท่านอยู่ในสภาวะของพรมวิหารสี่เป็นที่ตั้ง คือ มองปัญหานี้และ
แก้ปัญหานี้ด้วยจิตที่สภาวะเมตตาเป็นพื้นฐาน เรื่องนี้ต่างหากที่สำคัญที่สุด
วินาทีนี้ใจท่านปราถนาดี ต่อโรฮิงญา ให้เค้าได้รับสิ่งที่ดี ได้พ้นทุก และยินดีที่เค้ามีชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่
วินาทีนี้จิตท่านนำส่งไปสู่สิ่งนี้ได้ไหม แค่นี้เท่านั้น
สังคมไทย อยู่ในภาวะที่ถูกป้อนอคติต่อสังคมมุสลิมทั้งเหตุการณ์ข่าวต่างๆเรื่องเล่า
ความขัดแย้งและความรุนแรงสิ่งเหล่านี้ ล้วนทำให้ความปราถนาดี ต่อกันลดน้อยถอยลง
เมื่อมันลดน้อยถอยลงความเมตตา สภาวะจิตที่ปราถนาดีต่อกันก็จะลดน้อยถอยลงด้วยเหลือเพียงความมุ่งร้ายต่อกันเท่านั้น
ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อใครเลย แม้แต่ชาติบ้านเมืองก็ตาม
สุดท้ยนี้ผมอยากให้พิจารณาครับ หวังว่าการพูดคุยเรื่องข้อธรรมในเรื่องเมตตาของพรมวิหาร4
จากผมซึ่งเป็นมุสลิมนี้จะพอทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น
การแก้ปัญหาโรงฮิงญาด้วยเมตตา คือ เมตตาที่ขาดปัญญาหรือไม่?
ความเมตตาทางพุทธศาสนาใช้แก้ปัญหาสังคมได้จริงๆหรือไม่?
เมื่อวานผมตั้งกระทู้เพื่อคุยกันเรื่องนี้ และ โดนแอดมินพันทิพย์บล๊อกและลบแอคเคาท์โดยไม่ทราบสาเหตุ
วันนี้ผมได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้วว่า การแก้ปัญหาสังคมเรื่องนี้ เราต้องมองไปที่ธรรมข้อพรหมวิหาร 4
พุทธศาสนายังใช้แก้ปัญหาสังคมข้อนี้ได้ ถ้าเราจับมันอย่างถูกต้อง
ผมจะอธิบายตามนี้ เกี่ยวกับธรรมข้อนี้ ตามที่ผมเข้าใจนะครับ
เป็นความเข้าใจผิดตั้งแต่แรกที่เรามองเมตตาคือการกระทำ
ความเมตตา กรณุา มุทิตา อุเบกขา ถ้าเรามองให้ดี เราจะเห็นว่าทั้งหมดเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในระดับจิตใจ ไม่ใช่การกระทำ
เมตตาคือ สภาวะจิตที่ปราณาให้ผู้อื่น ได้รับความสุข
กรุณาคือ สภาวะจิตที่ปรถานาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์
มุทิตาคือ สภาวะจิตที่มีความยินดีเมื่อผู้อื่นมีความเจริญก้าวหน้า
อุเบกขา คือสภาวะจิตที่วางเฉยไม่ยึดหวังผลได้ผลเสียใดๆ เพราะทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกรรม
สภาวะจิตเหล่านี้เป็นสภาวะจิตของผู้มีปัญญา ผู้สว่างตั้งแต่แรก
ผู้ที่ขาดปัญญาจะไม่มีเมตตาเกิดขึ้นได้เลย เพราะ จิตไม่นำส่ง หรือเพราะไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้รับความสุข พ้นจากความมทุกข์
นั่นคือ คุณจะเกิดเมตตาได้ ต่อเมื่อคุณมีปัญญา ที่ทำให้คุณหลุดจากกิเลสได้เท่านั้น พรมวิหารล้วนต้องพึ่งปัญญาตั้งแต่แรกจึงเกิด
เมื่อเกิดเมตตาแล้วไม่มีความจำเป็นอะไรต้องใช้ปัญญาประกบอีกนอกจากสติ เพราะตัวเมตตาแท้จริงคือปัญญาตัวหนึ่งตั้งแต่แรก
เมตตา ก็ดี กรุณา มุทิตาก็ดี อุเบกขาก็ดี ล้วนเป็นสภาะจิตแห่งความปราถนาดีต่อกัน ไร้อคอติ ไร้ความริษยา ไร้ความมุ่งร้าย
และอยู่กับความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่นอกการควบคุมของเรา
เป็นสภาวะจิตที่เต็มไปด้วยปัญญาตั้งแต่แรก มีปัญญาจึงเกิดสภาวะจิตทีเ่ป็นพรหมวิหาร
เมื่อเกิดสภาวะจิตที่มีพรมวิหาร การกระทำหลังจากน้น นั้นก็จะ ทำไปด้วยเหตุด้วยผลที่เหมาะสม ตามสถานะ ตามเหตุปัจจัยของตัวมันเอง
กรณีโรฮิงญาก็ดี หรือกรณี ขอทานข้างถนนก็ดี ไม่ได้หมายถึงการอุ้มทุกอย่างหรือการแบกทุกอย่าง
เพราะการแก้ปัญหาทางสังคมด้วยหลักการทางพุทธศาสนานั้น คือแก้ที่ตัวเองหรือคือแก้ในระดับจิตใจ
ซึ่งแก้ได้ด้วยการปรับระดับและสภาวะจิตใจ การกระทำใดหรือคิดจะกระทำใดๆ อยู่บนพื้นฐานทางจิตที่มีความปราถนาดีต่อกัน
แค่นั้นเอง
ผมเองไม่ได้คาดหวังว่าคนไทยพุทธจะต้องช่วยเหลือโรฮิงญา
เพราะประเทศไทยก็ดี ตัวเราเองก็ดี แม้แต่ตัวผมเองก็ดี ล้วนมีข้อจำกัด ทั้งอำนาจ กำลังกายและกำลังทรัพย์
เพียงแต่ ชี้ตรงประเด็นว่า เมื่อเราจะ ก่อกรรมใดๆทั้งทางกาย วาจา หรือใจต่อกรณีโรฮิงญานั้น
ผมอยากให้ จิตใจของท่านอยู่ในสภาวะของพรมวิหารสี่เป็นที่ตั้ง คือ มองปัญหานี้และ
แก้ปัญหานี้ด้วยจิตที่สภาวะเมตตาเป็นพื้นฐาน เรื่องนี้ต่างหากที่สำคัญที่สุด
วินาทีนี้ใจท่านปราถนาดี ต่อโรฮิงญา ให้เค้าได้รับสิ่งที่ดี ได้พ้นทุก และยินดีที่เค้ามีชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่
วินาทีนี้จิตท่านนำส่งไปสู่สิ่งนี้ได้ไหม แค่นี้เท่านั้น
สังคมไทย อยู่ในภาวะที่ถูกป้อนอคติต่อสังคมมุสลิมทั้งเหตุการณ์ข่าวต่างๆเรื่องเล่า
ความขัดแย้งและความรุนแรงสิ่งเหล่านี้ ล้วนทำให้ความปราถนาดี ต่อกันลดน้อยถอยลง
เมื่อมันลดน้อยถอยลงความเมตตา สภาวะจิตที่ปราถนาดีต่อกันก็จะลดน้อยถอยลงด้วยเหลือเพียงความมุ่งร้ายต่อกันเท่านั้น
ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อใครเลย แม้แต่ชาติบ้านเมืองก็ตาม
สุดท้ยนี้ผมอยากให้พิจารณาครับ หวังว่าการพูดคุยเรื่องข้อธรรมในเรื่องเมตตาของพรมวิหาร4
จากผมซึ่งเป็นมุสลิมนี้จะพอทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น