บ้านไม้ชั้นเดียวริมคลอง ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว เจ้าของบ้าน เป็นชายสูงอายุ อายุประมาณ 60 กว่าๆ อาศัยอยู่ตามลำพัง
แกทำมาเลี้ยงชีพด้วยการทำนา ที่มีอยู่น้อยนิด พร้อมๆกับการเลี้ยงเป็ด และหาปลาเป็นอาชีพเสริม
เมื่อก่อนแกมีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ร่วมชีวิตกันมานาน จนเมื่อปลายปีที่แล้วภรรยา แกเสียชีวิตลง อย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุรถชน
การจากไปแบบไม่ทันตั้งตัวและดูใจกันครั้งสุดท้าย ทำความเสียใจให้กับ " ลุงชุ่ม" ชายเจ้าของบ้าน เป็นยิ่งนัก
เมื่อภรรยาอันเป็นที่รักจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แกก็อยู่อย่างโดดเดียวมาถึงปัจจุบัน เพราะแกสองคนไม่มีลูกด้วยกัน
วันนี้หลังจากวิดน้ำเข้าในนาเสร็จสิ้น แกจะว่าง แกจึงออกไปหาปลาตามปรกติ แกจึงพายเรือพาหนะคู่ชีพ
ที่แกใช้เป็นประจำ และมุ่งหน้าสู่บึงบัวใหญ่ แหล่งเลี้ยงชีพ ของคนและสัตว์ ที่พี่งพาอาศัยกันมานาน " กอบัววันนี้งามสะพรั่งนัก " แกคิด
วันนี้แกงส้มไหลบัวพร้อมสายบัวใส่ปลาช่อนตัวเขื่อง ที่จับได้ น่าจะอร่อย แล้วแกก็ส่องมองข้องดูว่า เจ้าปลาช่อนตัวเขื่องมันยังนอนขด
อยู่อย่างสบายหรือเปล่า...........และก็มันนอนนิ่ง อย่างรู้ชะตากรรม...........
หลังจากเก็บสายบัวและไหลบัวจากบึงแล้ว แกก็มุ่งหน้าพายเรือกลับบ้าน อย่างเร่งรีบ เพราะเมฆดำครึ้ม กำลัง
ก่อตัวขึ้นเป็นก้อนมหึมา " สงสัยฝนจะตกหนักแน่ " แกคิด พร้อมกับจ้ำพายอย่างเร่งรีบ เพื่อจะให้ถึงบ้านไวไว ก่อนฝนจะเท
" สงสัยจะเป็นฝนหลงฤดู" แกพึมพำ ...
แว๊บนึง! แกก็นึกถึงเล้าเป็ดของแก ว่าพรุ่งนี้คงต้องซ่อมแซมแล้ว เพราะเมื่อเช้าเห็นตาข่ายมันขาดเป็นรูโหว่ เหมือนตัวอะไรจะลอดเข้ามา ถ้าเป็นงู หรือตัวเงินตัวทอง หรือหมาจรจัด เป็ดแกคงจะหมดเล้าเป็นแน่ คิดจบแกก็ถึงบ้านพอดี....
ยังไม่ทันจะผูกเรือกับหลักไม้ให้ดีนัก พลันแกก็ได้ยินเสียงเป็ดในเล้า ร้องกันอย่างแตกตื่น ก๊าบ..ก๊าบ..
พร้อมกับความชุลมุนของพวกเป็ดที่บินหนีกันอย่างพรึบพรับ
" เฮ้ย ! ใครมาขโมยเป็ดกูว่ะ "
แกร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังแข่งกับสายฝนที่เทลงมาอย่างหนัก พร้อมๆกับลมที่พัดกระหน่ำจนใบไม้ปลิวกระจาย
แกกระโจนขึ้นจากเรืออย่างรวดเร็ว และด้วยสัญชาตญาณ แกคว้ามีดโต้เล่มใหญ่ ที่แกพกติดตัวไว้ประจำ
และวิ่งไปยังเล้าเป็ด แข่งกับฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าดลั่ง
และเมื่อแกถึงเล้าเป็ด สิ่งที่แกเห็นคือ งูเห่าตัวใหญ่ กำลังไล่กัดเป็ด อย่างดุดัน โดยที่มันไม่กลัว ทั้งฝนทั้งลมที่กำลังกระหน่ำลงมา
หรือมันกำลังหิว ! และเป็ดแกกำลังจะตาย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ 
ลุงชุ่มไม่มีเวลาที่จะคิดอะไรมากมาย แกพุ่งเข้าใส่งูตัวนั้นพร้อมกับมีดอีโต้เล่มใหญ่อันคมกริบ
" ฉับ " แกฟันมีดลงอย่างเร็วและแรง
ไปที่งู...จุดหมายคือที่หัวงู แต่! แกพลาด เพราะ ด้วยกระแสฝนที่แรง กอรปกับพื้นเลนที่ลื่น ทำให้แก ฟันลงตรงปลายท่อนหางงูเท่านั้น
แต่มันก็สามารถทำให้ท่อนหางขาดออกจากกัน!!!!!!!
เจ้างูเห่าดิ้นขดตัวเป็นเกลียว อย่างทรมาน นาทีนั้น แกคิดอย่างเดียว ต้องตีให้ตาย ต้องฟันซ้ำ
และด้วยความรีบ แกกระโจนเข้าไปเพื่อฟันซ้ำ แต่แกกลับลื่นหงายท้องอย่างไม่เป็นท่า พร้อมๆกับฝูงเป็ด ที่วิ่งกรูเข้ามาหาแกอย่างโกลาหล
จนแกต้องป้ดป้องและไล่เป็ดออกไปจากตัวแก และเมื่อหันกลับมองไปดูงู
" มันหายไปแล้ว" เหลือแต่เพียงท่อนหางเท่านั้น
ฝนหยุดตกแล้ว แกต้อนเป็ดให้เข้าที่เข้าทาง อาบน้ำอาบท่าเสร็จ พร้อมกับหุงข้าว วันนี้ทอดไข่เป็ดกินก็แล้วกัน ไม่กงไม่แกง
แล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยทำ จัดแจงเอาปลาขังไว้ในโอ่ง รอวันพรุ่งนี้ต่อไป...
เช้าวันนี้ ลุงชุ่มแกไม่ต้องวิดน้ำเข้านาแล้วเพราะฝนที่เทมาเมื่อคืน แกตั้งหน้าตั้งตาซ่อมเล้าเป็ด โดยไปซื้อตาข่ายมาขึงใหม่
ขึงไปก็คิดไป ไอ้งูตัวนั้น มันไปอยู่ไหนหนอ มันจะตายไปแล้วหรือยัง ความคิดวนเวียนเรื่องงูอยู่ในหัวตลอด
มันจะกลับมามั๊ย !
หลังจากซ่อมเล้าเป็ดเสร็จ น้าลีก็มาหา พร้อมกับมาชวนแกไปร้านขายของในตลาดเพื่อซื้อจอบอันใหม่ แกตกลงไปเป็นเพื่อนน้าลี
เย็นวันนี้ ลุงชุ่ม แกได้กิน แกงส้มไหลบัวสมใจ แว๊บหนึ่ง ตอนที่ทุบหัวปลาช่อนตัวเขื่องตัวนั้น แกก็คิดถึงงูเห่าตัวนั้น
ขึ้นมาทันที ภาพงูที่ขาดสองท่อนผุดขึ้นมาในความคิด แล้วแกก็บอกกับตัวเองว่า
" มันน่าจะตายไปแล้ว ขาดสองท่อนขนาดนั้น"
คืนนี้เป็นคืนที่สอง หลังจากที่แกฟันงู แกรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ น่าจะเป็นเพราะโดนฝนเมื่อวาน คืนนี้ แกจึงเข้านอนค่อนข้างเร็ว
และหลังจากกินยาแก้ไข้เข้าไป แกก็หลับอย่างง่ายดาย
.........................................
จ๋อม..จ๋อม..จ๋อม............................................
เสียงของตกลงน้ำดังขี้นมาในหัวของลุงชุ่ม มันรบกวนการนอนของแกเป็นอย่างมาก มันดังอย่างต่อเนื่องจนน่ารำคาญ
..............................
จ๋อม...จ๋อม..จ๋อม.. ......................................................
ในที่สุดความอดทนของแกก็สิ้นสุด แกลุกจากที่นอน พร้อมๆกับเงี่ยหูฟังว่ามันดังมาจากที่ไหน...
จ๋อม..จ๋อม...จ๋อม..
แล้วแกก็พบคำตอบ มันดังอยู่ใต้พื้นห้องที่แกนอนนี่เอง หลังจากฝนตกหนัก ระดับน้ำก็ขึ้นสูง มีตัวอะไรมันมาอยู่ใต้ห้องแก
แล้วแกก็ก้มมองดู จากรูช่องว่างระหว่างพื้น ทันทีที่แกแนบใบหน้าลงตรงช่องรูของพื้นบ้าน สิ่งที่แกเห็นก็คือ
งูเห่า ตัวเขื่อง
กำลังพยายามเลื้อยตามเสาเรือนเพื่อขึ้นมามันเลื้อยขึ้นแล้วก็ตก แล้วก็ตก อยู่อย่างนั้ มันไม่สามารถที่จะเลื้อยขึ้นมาได้
เพราะมันมีเพียงครี่งตัว ส่วนปลายหางมันไม่มี!
ด้วยความตกใจแกจึงรีบเปิดไฟอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะดูว่างูตัวนั้นยังอยู่หรือไม่ และทันทีที่แกเปิดไฟ เสียงหล่นน้ำก็เงียบไป
พร้อมๆกับความตื่นตกใจของแก ที่งูยังไม่ตาย
" โบราณว่า ตีงูต้องตีให้ตาย อย่าตีให้หลังหัก" แกคิดอย่างกังวล

เช้าวันรุ่งขึ้น แกไปเล่าเรื่องนี้ให้น้าลีฟัง พร้อมกับสงสัยว่า จะเป็นงูตัวเดียวกันหรือเปล่า น้าลีปลอบแกว่า
ถ้าเป็นงูตัวเดียวกันจริงมันก็คงอยู่ได้ไม่นานหรอก ขาดสองท่อนขาดนั้น อย่างมากก็น่าจะทนได้แค่วันสองวัน เดี๋ยวมันก็ตาย
และแนะนำให้ลุงชุ่ม อุดรูช่องทุกรู ที่งูสามารถจะเลื้อยเข้ามาได้..ลุงชุ่ม ก็สบายใจขึ้นเยอะ และกลับไปอุดรู ตามที่น้าลีแนะนำ
และคืนนี้แกเข้านอนโดยมีอีโต้เล่มใหญ่ นอนเป็นเพื่อน แกนอนแบบหลับๆตื่นๆทั้งคืน
ผ่านมาสี่วันแล้ว ที่ทุกอย่างเงียบสงบ ไม่มีเสียง...จ๋อม..จ๋อม..มารบกวนแกอีกแล้ว เป็ดในเล้าก็อยู่อย่างเงียบสงบ
ข้าวในนากำลังตั้งท้อง อีกไม่กี่เดือน ก็คงเกี่ยวได้ วันนี้ก็หาปลาได้เยอะเป็นพิเศษ ช่างเป็นวันที่สงบและแกก็ลืมเรื่องงูไปอย่างสนิทใจ
" นี่ถ้า นางอ่อน ยังอยู่ข้างๆกาย เราคงมีความสุขกันตามประสาตายาย " แกคิด
แล้วแกก็ลุกขึ้นไปมองรูปภรรยาแกที่หิ้ง พร้อมกับน้ำตาที่ซึมออกมา
" อ่อน..เอ้ย คงไม่นาหรอกนะ ที่ข้าจะไปหาเอ็ง"
คงไม่นาน..แกพึมพำเบาๆ พร้อมกับปาดน้ำตา
คืนนี้ ฝนหลงฤดูมาอีกแล้ว ลมกรรโชกอย่างแรง ฝนเทลงมาอย่างหนัก ลุงชุ่ม นึก ฝนแรงลมแรงอย่างนี้ นาข้าวจะล้มหรือเปล่า
พรุ่งนี้คงต้องรีบไปดูแต่เช้า นอนเอาแรงดีกว่า แล้วแกก็เข้านอนตามปรกติ
เช้าวันนี้ เงียบยิ่งนัก ไม่มีควันไฟ ออกมาจากครัวของลุงชุ่ม เรือที่ลุงชุ่มใช้เป็นพาหนะไปไหน ถูกผูกไว้กับหลักไม้ริมคลองอย่างนิ่งๆ
ไม่มีวี่แวว ของลุงชุ่มแม้แต่เงา...
น้าลีเพื่อนบ้านคนสนิท ของลุงชุ่ม เดินขึ้นบันไดบ้านอย่างหวาดหวั่น วันนี้ทั้งวัน ไม่มีใครเห็นลุงชุ่มแกเลย แกไปไหน ที่นาก็ไม่เห็น
ที่บึงบัวที่แกไปหาปลาประจำก็ไม่มี เรือก็ยังอยู่ น้าลีร้อนใจ จนต้องมาหาแกถึงบ้าน
ประตูปิดสนิท แต่ไม่มีการล๊อคกุญแจจากด้านนอก มันล๊อคจากข้างใน น้าลีใจแป้ว เกิดอะไรขึ้น! แกเคาะประตูอยู่นานมาก จนคิดว่า
น่าจะเกิดเหตุร้ายเป็นแน่ แกจึงไปตามเพื่อนบ้านมาอีกสามคน เพื่องัดประตูห้องเข้าไปและทันทีที่ห้อง เปิดออก ในมุ้งที่ยังไม่ได้เก็บ
ก็มีร่างของชายชรา นอนแน่นิ่ง ตัวแข็งและเย็นเฉียบ อย่างสงบ แกตายแล้ว!!!!
ลุงชุ่ม ชายชราผู้โดดเดี่ยว จากไปแบบกระทันหัน และไม่มีโอกาสที่จะสั่งเสียใครแม้แต่น้อย ทุกคนงุนงงและสงสัย
ในสาเหตุการตายเป็นอย่างยิ่ง เกิดอะไรขึ้น? ......
และเมื่อเปิดมุ้งออกมา ภาพที่ทุกคนเห็นคือ ซากงูเห่าตัวใหญ่ ที่ตายแล้ว กัดติดอยู่ที่ลำคอของลุงชุ่ม อย่างแน่น
มันกัดไม่ปล่อยจนกระทั่งมันตาย และลุงชุ่มแกก็ตาย และที่น่าหวาดหวั่นคือ
งูตัวนี้ มันไม่มีหาง ลำตัวมันเหลือแค่ครึ่งเดียว
" เพ็ญพิชญา "
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ปล ขอบคุณ ภาพจากอากู๋นะคะ
เพิ่มเติมเกร็ดนิดหน่อย เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่า ที่ย่าของ จขกท ได้เล่ามาให้ฟังสมัยยังเด็กน่ะค่ะ
ตอนเป็นเด็กๆ ชอบขอร้องให้ปู่ย่า หรือผู้ใหญ่เล่าเรื่องหรือนิทานให้ฟัง มันสร้างความสัมพันธ์
ระหว่างครอบครัว และแต่งเติมจินตนาการได้ดี และยังสามารถปลูกฝังการอ่านและเขียนจนเป็นนิสัยเลยค่ะ
ชื่อตัวละครสมมุติขึ้นค่ะ เพิ่มเติมจากพล๊อตเรื่อง และขออิงวิถีชีวิตของชาวนาเท่าที่พอรู้มานะคะ
เรื่องสั้น...แรงอาฆาต...
บ้านไม้ชั้นเดียวริมคลอง ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว เจ้าของบ้าน เป็นชายสูงอายุ อายุประมาณ 60 กว่าๆ อาศัยอยู่ตามลำพัง
แกทำมาเลี้ยงชีพด้วยการทำนา ที่มีอยู่น้อยนิด พร้อมๆกับการเลี้ยงเป็ด และหาปลาเป็นอาชีพเสริม
เมื่อก่อนแกมีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ร่วมชีวิตกันมานาน จนเมื่อปลายปีที่แล้วภรรยา แกเสียชีวิตลง อย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุรถชน
การจากไปแบบไม่ทันตั้งตัวและดูใจกันครั้งสุดท้าย ทำความเสียใจให้กับ " ลุงชุ่ม" ชายเจ้าของบ้าน เป็นยิ่งนัก
เมื่อภรรยาอันเป็นที่รักจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แกก็อยู่อย่างโดดเดียวมาถึงปัจจุบัน เพราะแกสองคนไม่มีลูกด้วยกัน
วันนี้หลังจากวิดน้ำเข้าในนาเสร็จสิ้น แกจะว่าง แกจึงออกไปหาปลาตามปรกติ แกจึงพายเรือพาหนะคู่ชีพ
ที่แกใช้เป็นประจำ และมุ่งหน้าสู่บึงบัวใหญ่ แหล่งเลี้ยงชีพ ของคนและสัตว์ ที่พี่งพาอาศัยกันมานาน " กอบัววันนี้งามสะพรั่งนัก " แกคิด
วันนี้แกงส้มไหลบัวพร้อมสายบัวใส่ปลาช่อนตัวเขื่อง ที่จับได้ น่าจะอร่อย แล้วแกก็ส่องมองข้องดูว่า เจ้าปลาช่อนตัวเขื่องมันยังนอนขด
อยู่อย่างสบายหรือเปล่า...........และก็มันนอนนิ่ง อย่างรู้ชะตากรรม...........
หลังจากเก็บสายบัวและไหลบัวจากบึงแล้ว แกก็มุ่งหน้าพายเรือกลับบ้าน อย่างเร่งรีบ เพราะเมฆดำครึ้ม กำลัง
ก่อตัวขึ้นเป็นก้อนมหึมา " สงสัยฝนจะตกหนักแน่ " แกคิด พร้อมกับจ้ำพายอย่างเร่งรีบ เพื่อจะให้ถึงบ้านไวไว ก่อนฝนจะเท
" สงสัยจะเป็นฝนหลงฤดู" แกพึมพำ ...
แว๊บนึง! แกก็นึกถึงเล้าเป็ดของแก ว่าพรุ่งนี้คงต้องซ่อมแซมแล้ว เพราะเมื่อเช้าเห็นตาข่ายมันขาดเป็นรูโหว่ เหมือนตัวอะไรจะลอดเข้ามา ถ้าเป็นงู หรือตัวเงินตัวทอง หรือหมาจรจัด เป็ดแกคงจะหมดเล้าเป็นแน่ คิดจบแกก็ถึงบ้านพอดี....
ยังไม่ทันจะผูกเรือกับหลักไม้ให้ดีนัก พลันแกก็ได้ยินเสียงเป็ดในเล้า ร้องกันอย่างแตกตื่น ก๊าบ..ก๊าบ..
พร้อมกับความชุลมุนของพวกเป็ดที่บินหนีกันอย่างพรึบพรับ " เฮ้ย ! ใครมาขโมยเป็ดกูว่ะ "
แกร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังแข่งกับสายฝนที่เทลงมาอย่างหนัก พร้อมๆกับลมที่พัดกระหน่ำจนใบไม้ปลิวกระจาย
แกกระโจนขึ้นจากเรืออย่างรวดเร็ว และด้วยสัญชาตญาณ แกคว้ามีดโต้เล่มใหญ่ ที่แกพกติดตัวไว้ประจำ
และวิ่งไปยังเล้าเป็ด แข่งกับฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าดลั่ง
และเมื่อแกถึงเล้าเป็ด สิ่งที่แกเห็นคือ งูเห่าตัวใหญ่ กำลังไล่กัดเป็ด อย่างดุดัน โดยที่มันไม่กลัว ทั้งฝนทั้งลมที่กำลังกระหน่ำลงมา
หรือมันกำลังหิว ! และเป็ดแกกำลังจะตาย[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ลุงชุ่มไม่มีเวลาที่จะคิดอะไรมากมาย แกพุ่งเข้าใส่งูตัวนั้นพร้อมกับมีดอีโต้เล่มใหญ่อันคมกริบ " ฉับ " แกฟันมีดลงอย่างเร็วและแรง
ไปที่งู...จุดหมายคือที่หัวงู แต่! แกพลาด เพราะ ด้วยกระแสฝนที่แรง กอรปกับพื้นเลนที่ลื่น ทำให้แก ฟันลงตรงปลายท่อนหางงูเท่านั้น
แต่มันก็สามารถทำให้ท่อนหางขาดออกจากกัน!!!!!!!
เจ้างูเห่าดิ้นขดตัวเป็นเกลียว อย่างทรมาน นาทีนั้น แกคิดอย่างเดียว ต้องตีให้ตาย ต้องฟันซ้ำ
และด้วยความรีบ แกกระโจนเข้าไปเพื่อฟันซ้ำ แต่แกกลับลื่นหงายท้องอย่างไม่เป็นท่า พร้อมๆกับฝูงเป็ด ที่วิ่งกรูเข้ามาหาแกอย่างโกลาหล
จนแกต้องป้ดป้องและไล่เป็ดออกไปจากตัวแก และเมื่อหันกลับมองไปดูงู " มันหายไปแล้ว" เหลือแต่เพียงท่อนหางเท่านั้น
ฝนหยุดตกแล้ว แกต้อนเป็ดให้เข้าที่เข้าทาง อาบน้ำอาบท่าเสร็จ พร้อมกับหุงข้าว วันนี้ทอดไข่เป็ดกินก็แล้วกัน ไม่กงไม่แกง
แล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยทำ จัดแจงเอาปลาขังไว้ในโอ่ง รอวันพรุ่งนี้ต่อไป...
เช้าวันนี้ ลุงชุ่มแกไม่ต้องวิดน้ำเข้านาแล้วเพราะฝนที่เทมาเมื่อคืน แกตั้งหน้าตั้งตาซ่อมเล้าเป็ด โดยไปซื้อตาข่ายมาขึงใหม่
ขึงไปก็คิดไป ไอ้งูตัวนั้น มันไปอยู่ไหนหนอ มันจะตายไปแล้วหรือยัง ความคิดวนเวียนเรื่องงูอยู่ในหัวตลอด มันจะกลับมามั๊ย !
หลังจากซ่อมเล้าเป็ดเสร็จ น้าลีก็มาหา พร้อมกับมาชวนแกไปร้านขายของในตลาดเพื่อซื้อจอบอันใหม่ แกตกลงไปเป็นเพื่อนน้าลี
เย็นวันนี้ ลุงชุ่ม แกได้กิน แกงส้มไหลบัวสมใจ แว๊บหนึ่ง ตอนที่ทุบหัวปลาช่อนตัวเขื่องตัวนั้น แกก็คิดถึงงูเห่าตัวนั้น
ขึ้นมาทันที ภาพงูที่ขาดสองท่อนผุดขึ้นมาในความคิด แล้วแกก็บอกกับตัวเองว่า " มันน่าจะตายไปแล้ว ขาดสองท่อนขนาดนั้น"
คืนนี้เป็นคืนที่สอง หลังจากที่แกฟันงู แกรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ น่าจะเป็นเพราะโดนฝนเมื่อวาน คืนนี้ แกจึงเข้านอนค่อนข้างเร็ว
และหลังจากกินยาแก้ไข้เข้าไป แกก็หลับอย่างง่ายดาย
.........................................จ๋อม..จ๋อม..จ๋อม............................................
เสียงของตกลงน้ำดังขี้นมาในหัวของลุงชุ่ม มันรบกวนการนอนของแกเป็นอย่างมาก มันดังอย่างต่อเนื่องจนน่ารำคาญ
..............................จ๋อม...จ๋อม..จ๋อม.. ......................................................
ในที่สุดความอดทนของแกก็สิ้นสุด แกลุกจากที่นอน พร้อมๆกับเงี่ยหูฟังว่ามันดังมาจากที่ไหน... จ๋อม..จ๋อม...จ๋อม..
แล้วแกก็พบคำตอบ มันดังอยู่ใต้พื้นห้องที่แกนอนนี่เอง หลังจากฝนตกหนัก ระดับน้ำก็ขึ้นสูง มีตัวอะไรมันมาอยู่ใต้ห้องแก
แล้วแกก็ก้มมองดู จากรูช่องว่างระหว่างพื้น ทันทีที่แกแนบใบหน้าลงตรงช่องรูของพื้นบ้าน สิ่งที่แกเห็นก็คือ งูเห่า ตัวเขื่อง
กำลังพยายามเลื้อยตามเสาเรือนเพื่อขึ้นมามันเลื้อยขึ้นแล้วก็ตก แล้วก็ตก อยู่อย่างนั้ มันไม่สามารถที่จะเลื้อยขึ้นมาได้
เพราะมันมีเพียงครี่งตัว ส่วนปลายหางมันไม่มี!
ด้วยความตกใจแกจึงรีบเปิดไฟอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะดูว่างูตัวนั้นยังอยู่หรือไม่ และทันทีที่แกเปิดไฟ เสียงหล่นน้ำก็เงียบไป
พร้อมๆกับความตื่นตกใจของแก ที่งูยังไม่ตาย " โบราณว่า ตีงูต้องตีให้ตาย อย่าตีให้หลังหัก" แกคิดอย่างกังวล
ถ้าเป็นงูตัวเดียวกันจริงมันก็คงอยู่ได้ไม่นานหรอก ขาดสองท่อนขาดนั้น อย่างมากก็น่าจะทนได้แค่วันสองวัน เดี๋ยวมันก็ตาย
และแนะนำให้ลุงชุ่ม อุดรูช่องทุกรู ที่งูสามารถจะเลื้อยเข้ามาได้..ลุงชุ่ม ก็สบายใจขึ้นเยอะ และกลับไปอุดรู ตามที่น้าลีแนะนำ
และคืนนี้แกเข้านอนโดยมีอีโต้เล่มใหญ่ นอนเป็นเพื่อน แกนอนแบบหลับๆตื่นๆทั้งคืน
ผ่านมาสี่วันแล้ว ที่ทุกอย่างเงียบสงบ ไม่มีเสียง...จ๋อม..จ๋อม..มารบกวนแกอีกแล้ว เป็ดในเล้าก็อยู่อย่างเงียบสงบ
ข้าวในนากำลังตั้งท้อง อีกไม่กี่เดือน ก็คงเกี่ยวได้ วันนี้ก็หาปลาได้เยอะเป็นพิเศษ ช่างเป็นวันที่สงบและแกก็ลืมเรื่องงูไปอย่างสนิทใจ
" นี่ถ้า นางอ่อน ยังอยู่ข้างๆกาย เราคงมีความสุขกันตามประสาตายาย " แกคิด
แล้วแกก็ลุกขึ้นไปมองรูปภรรยาแกที่หิ้ง พร้อมกับน้ำตาที่ซึมออกมา " อ่อน..เอ้ย คงไม่นาหรอกนะ ที่ข้าจะไปหาเอ็ง"
คงไม่นาน..แกพึมพำเบาๆ พร้อมกับปาดน้ำตา
คืนนี้ ฝนหลงฤดูมาอีกแล้ว ลมกรรโชกอย่างแรง ฝนเทลงมาอย่างหนัก ลุงชุ่ม นึก ฝนแรงลมแรงอย่างนี้ นาข้าวจะล้มหรือเปล่า
พรุ่งนี้คงต้องรีบไปดูแต่เช้า นอนเอาแรงดีกว่า แล้วแกก็เข้านอนตามปรกติ
เช้าวันนี้ เงียบยิ่งนัก ไม่มีควันไฟ ออกมาจากครัวของลุงชุ่ม เรือที่ลุงชุ่มใช้เป็นพาหนะไปไหน ถูกผูกไว้กับหลักไม้ริมคลองอย่างนิ่งๆ
ไม่มีวี่แวว ของลุงชุ่มแม้แต่เงา...
น้าลีเพื่อนบ้านคนสนิท ของลุงชุ่ม เดินขึ้นบันไดบ้านอย่างหวาดหวั่น วันนี้ทั้งวัน ไม่มีใครเห็นลุงชุ่มแกเลย แกไปไหน ที่นาก็ไม่เห็น
ที่บึงบัวที่แกไปหาปลาประจำก็ไม่มี เรือก็ยังอยู่ น้าลีร้อนใจ จนต้องมาหาแกถึงบ้าน
ประตูปิดสนิท แต่ไม่มีการล๊อคกุญแจจากด้านนอก มันล๊อคจากข้างใน น้าลีใจแป้ว เกิดอะไรขึ้น! แกเคาะประตูอยู่นานมาก จนคิดว่า
น่าจะเกิดเหตุร้ายเป็นแน่ แกจึงไปตามเพื่อนบ้านมาอีกสามคน เพื่องัดประตูห้องเข้าไปและทันทีที่ห้อง เปิดออก ในมุ้งที่ยังไม่ได้เก็บ
ก็มีร่างของชายชรา นอนแน่นิ่ง ตัวแข็งและเย็นเฉียบ อย่างสงบ แกตายแล้ว!!!!
ลุงชุ่ม ชายชราผู้โดดเดี่ยว จากไปแบบกระทันหัน และไม่มีโอกาสที่จะสั่งเสียใครแม้แต่น้อย ทุกคนงุนงงและสงสัย
ในสาเหตุการตายเป็นอย่างยิ่ง เกิดอะไรขึ้น? ......
และเมื่อเปิดมุ้งออกมา ภาพที่ทุกคนเห็นคือ ซากงูเห่าตัวใหญ่ ที่ตายแล้ว กัดติดอยู่ที่ลำคอของลุงชุ่ม อย่างแน่น
มันกัดไม่ปล่อยจนกระทั่งมันตาย และลุงชุ่มแกก็ตาย และที่น่าหวาดหวั่นคือ
งูตัวนี้ มันไม่มีหาง ลำตัวมันเหลือแค่ครึ่งเดียว
" เพ็ญพิชญา "
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้