เหตุการณ์เกิดขึ้นกับคุณพ่อสดๆร้อนๆเมื่อครึ่งชั่วโมงมานี้
เรื่องของเรื่องคือ พ่อเราถือบัตรเครดิทแพลตินัมของ ธนาคารแห่งหนึ่ง วันนี้เมื่อเวลาเที่ยงวัน
มี sms แจ้งจากธนาคารว่าเงินถูกถอนออกไป จำนวน 197 ปอนด์ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 9,955 บาท
คุณพ่อถึงกับสะดุ้ง รีบโทรถามทางธนาคารโดยทันที ธนาคารก็ให้ข้อมูลแค่ว่า
“ ได้มีการชำระเงินผ่านการซื้อของออนไลน์แห่งหนึ่ง ”
พ่อยิ่งเงิบ เข้าไปใหญ่เพราะตั้งแต่เกิดมาท่านไม่เคยซื้อของออนไลน์เลย
ซึ่งก็ยังดีที่ทางธนาคารก็ไม่ทำให้เก้อเท่าไหร่ ก็จะดำเนินเรื่องทางอาญาให้
เราก็ถามพ่อว่ายื่นบัตรให้ใครรึเปล่า มีใครจำรหัสบัตร หรือให้เลขบัตรใครไปมั๊ย ?
ท่านก็ตอบว่าไม่เคย ซึ่งก็จริงพ่อเราเก็บใส่กระเป๋าหนังอย่างดีไม่มีทางหลุดไปอยู่ที่มือใครแน่นอน
แต่เอ๊ะ เราลืมอะไรไปรึเปล่า ?
เราจึงถามพ่อว่า “ พ่อยื่นบัตรให้กับมือใครล่าสุดที่ไม่ใช่พ่อ ? ”
พ่อเราถึงกับอ๋อออ ขึ้นมาทันที ซึ่งถ้าหากเรื่องที่พ่อคาดไว้เป็นเรื่องจริง ถือว่าเป็นเรื่องที่
“ อันตรายมากๆๆๆและอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ”
ก็คือ ล่าสุดเรากับพ่อกลับบ้านเก่าที่เชียงราย ได้ไปเที่ยวที่ร้านเบเกอรี่ชื่อดังของเชียงราย อักษรย่อ ช.
พนักงานก็เป็นวัยรุ่นเสียส่วนใหญ่
ตอนเชคบิล “ พ่อจ่ายด้วยบัตรเครดิทใบนี้ ให้กับพนักงานวัยรุ่นคนหนึ่ง ”
ซึ่งปกติพ่อจะเป็นคนชอบตามไปเซ็นถึงเคาเตอร์ แต่รอบนี้พ่อนั่งรอที่โต๊ะรอพนักงานจัดการทั้งหมด
พ่อนึกออกปั๊บเลยถามเราว่า “ ถ้าเกิดบัตรเราไปอยู่ที่คนอื่น แล้วเขาจดเลขบัตร จด cvv จดวันหมดอายุ เขาจะเอาไปช็อปปิ้งออนไลน์ได้มั๊ย ? ”
( นี่เป็นครั้งแรกที่เจอกับตัวเองเรื่องการโจรกรรมทางการเงิน บัตรอยู่กับพ่อมา 10 ปี ไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้เลย จนกระทั่งวันนี้แหละ )
พ่อพูดเพียงเท่านั้นแหละ เราถึงกับตาสว่างทันที
( ปกติที่เราซื้อของออนไลน์จะมีระบบ verify ส่งรหัสผ่านมือถือให้กรอกก่อนยืนยันการชำระ
ก็เคยแต่ซื้อตั๋วหนังกับร้านที่มีชื่อเสียงในไทยเท่านั้น )
ตอนนี้เรายังไม่คิดจะเอาเรื่องกับใคร เพราะไม่มีหลักฐานแน่ชัด ต้องรอ co กับทางธนาคารก่อนว่า
ต้นสายปลายทางเป็นยังไง ถ้าสามารถร่วมมือสาดส่องหาคนร้ายกับทางตำรวจได้ก็จะทำเต็มที่
เพราะอย่างน้อยก็ถือเป็นคดีอาญาละ
เกิดคำถามแคลงใจขึ้นมาหลายข้อมากเช่น
1. นั่นสิถ้าใครแอบจดทั้งหมดของบัตรเครดิทแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ?
2. คนร้ายซื้อของด้วยเงินปอนด์ ? ทำไมถึงใช้เงินปอนด์ ? เราว่าไม่น่าใช่คนต่างชาติแน่นอน , หรืออาจจะเป็นทริกใหม่ของคนร้าย ?
3. ทำไมระบบออนไลน์หรือทางธนาคารไม่ใช้ระบบ security ให้มากกว่านี้ ?
( รู้สึกเหมือนใครจำเลขบัตรหรือก๊อปลายเซ็นได้ก็ใช้ไปมั่วได้หมดงั้นแหละ )
4. จิตสำนึกคนขี้ขโมย ไม่กลัวเวรกรรมกันเลย ?
5. บัตรของเราควรเฝ้าอย่างใกล้ชิดที่สุด อย่าไว้ใจใครทั้งนั้น ทางที่ดีเวลารูดบัตรไปเซ็นถึงหน้าเคาเตอร์เลย จ้องมือและทุกรูขุมขนพนักงานให้ดี
เรื่องนี้ขอให้เป็นข้อเตือนใจให้กับผู้ถือบัตรเครดิททุกคนนะคะ
ระวังงง !!! ทุกสถานการณ์ที่บัตรเราต้องย้ายไปอยู่กับมือคนอื่น ถึงแม้จะแค่ช่วงเวลาสั้นๆ
แต่อาจทำให้คุณหรือคนรอบตัวเดือดร้อนในช่วงเวลาพริบตาทันที
ฝากถึงธนาคารและระบบ shopping online พิจารณากรณีศึกษานี้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ความปลอดภัยอยู่ที่ไหน ? ระวังบัตรเครดิทของท่าน เงินอาจจะบินออกไปโดยไม่รู้ตัว
เรื่องของเรื่องคือ พ่อเราถือบัตรเครดิทแพลตินัมของ ธนาคารแห่งหนึ่ง วันนี้เมื่อเวลาเที่ยงวัน
มี sms แจ้งจากธนาคารว่าเงินถูกถอนออกไป จำนวน 197 ปอนด์ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 9,955 บาท
คุณพ่อถึงกับสะดุ้ง รีบโทรถามทางธนาคารโดยทันที ธนาคารก็ให้ข้อมูลแค่ว่า
“ ได้มีการชำระเงินผ่านการซื้อของออนไลน์แห่งหนึ่ง ”
พ่อยิ่งเงิบ เข้าไปใหญ่เพราะตั้งแต่เกิดมาท่านไม่เคยซื้อของออนไลน์เลย
ซึ่งก็ยังดีที่ทางธนาคารก็ไม่ทำให้เก้อเท่าไหร่ ก็จะดำเนินเรื่องทางอาญาให้
เราก็ถามพ่อว่ายื่นบัตรให้ใครรึเปล่า มีใครจำรหัสบัตร หรือให้เลขบัตรใครไปมั๊ย ?
ท่านก็ตอบว่าไม่เคย ซึ่งก็จริงพ่อเราเก็บใส่กระเป๋าหนังอย่างดีไม่มีทางหลุดไปอยู่ที่มือใครแน่นอน
แต่เอ๊ะ เราลืมอะไรไปรึเปล่า ?
เราจึงถามพ่อว่า “ พ่อยื่นบัตรให้กับมือใครล่าสุดที่ไม่ใช่พ่อ ? ”
พ่อเราถึงกับอ๋อออ ขึ้นมาทันที ซึ่งถ้าหากเรื่องที่พ่อคาดไว้เป็นเรื่องจริง ถือว่าเป็นเรื่องที่
“ อันตรายมากๆๆๆและอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ”
ก็คือ ล่าสุดเรากับพ่อกลับบ้านเก่าที่เชียงราย ได้ไปเที่ยวที่ร้านเบเกอรี่ชื่อดังของเชียงราย อักษรย่อ ช.
พนักงานก็เป็นวัยรุ่นเสียส่วนใหญ่
ตอนเชคบิล “ พ่อจ่ายด้วยบัตรเครดิทใบนี้ ให้กับพนักงานวัยรุ่นคนหนึ่ง ”
ซึ่งปกติพ่อจะเป็นคนชอบตามไปเซ็นถึงเคาเตอร์ แต่รอบนี้พ่อนั่งรอที่โต๊ะรอพนักงานจัดการทั้งหมด
พ่อนึกออกปั๊บเลยถามเราว่า “ ถ้าเกิดบัตรเราไปอยู่ที่คนอื่น แล้วเขาจดเลขบัตร จด cvv จดวันหมดอายุ เขาจะเอาไปช็อปปิ้งออนไลน์ได้มั๊ย ? ”
( นี่เป็นครั้งแรกที่เจอกับตัวเองเรื่องการโจรกรรมทางการเงิน บัตรอยู่กับพ่อมา 10 ปี ไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้เลย จนกระทั่งวันนี้แหละ )
พ่อพูดเพียงเท่านั้นแหละ เราถึงกับตาสว่างทันที
( ปกติที่เราซื้อของออนไลน์จะมีระบบ verify ส่งรหัสผ่านมือถือให้กรอกก่อนยืนยันการชำระ
ก็เคยแต่ซื้อตั๋วหนังกับร้านที่มีชื่อเสียงในไทยเท่านั้น )
ตอนนี้เรายังไม่คิดจะเอาเรื่องกับใคร เพราะไม่มีหลักฐานแน่ชัด ต้องรอ co กับทางธนาคารก่อนว่า
ต้นสายปลายทางเป็นยังไง ถ้าสามารถร่วมมือสาดส่องหาคนร้ายกับทางตำรวจได้ก็จะทำเต็มที่
เพราะอย่างน้อยก็ถือเป็นคดีอาญาละ
เกิดคำถามแคลงใจขึ้นมาหลายข้อมากเช่น
1. นั่นสิถ้าใครแอบจดทั้งหมดของบัตรเครดิทแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ?
2. คนร้ายซื้อของด้วยเงินปอนด์ ? ทำไมถึงใช้เงินปอนด์ ? เราว่าไม่น่าใช่คนต่างชาติแน่นอน , หรืออาจจะเป็นทริกใหม่ของคนร้าย ?
3. ทำไมระบบออนไลน์หรือทางธนาคารไม่ใช้ระบบ security ให้มากกว่านี้ ?
( รู้สึกเหมือนใครจำเลขบัตรหรือก๊อปลายเซ็นได้ก็ใช้ไปมั่วได้หมดงั้นแหละ )
4. จิตสำนึกคนขี้ขโมย ไม่กลัวเวรกรรมกันเลย ?
5. บัตรของเราควรเฝ้าอย่างใกล้ชิดที่สุด อย่าไว้ใจใครทั้งนั้น ทางที่ดีเวลารูดบัตรไปเซ็นถึงหน้าเคาเตอร์เลย จ้องมือและทุกรูขุมขนพนักงานให้ดี
เรื่องนี้ขอให้เป็นข้อเตือนใจให้กับผู้ถือบัตรเครดิททุกคนนะคะ
ระวังงง !!! ทุกสถานการณ์ที่บัตรเราต้องย้ายไปอยู่กับมือคนอื่น ถึงแม้จะแค่ช่วงเวลาสั้นๆ
แต่อาจทำให้คุณหรือคนรอบตัวเดือดร้อนในช่วงเวลาพริบตาทันที
ฝากถึงธนาคารและระบบ shopping online พิจารณากรณีศึกษานี้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ