กาลครั้งหนึ่งในปัจจุบันนี้
ในเมืองที่มีผู้คนมากมายและแผ่นดินกว้างใหญ่
ด้วยแรงศรัทธาของประชาชนจึงร่วมกันทำบุญให้แก่ ศาสนสถานแห่งหนึ่ง
ซึ่งมี ผู้ชายสวมผ้าสีเหลือง ที่ชอบเปลื้องผ้านั้นแก่เด็กเยาวชนต่าง ๆ
ด้วยรสนิยมทางเพศที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งด้วย คุยด้วย หรือถ่ายรูปด้วย
ก็มีเงินบริจาคนั้นเป็นค่าตอบแทนตามลำดับ
เห็นอย่างนี้แล้วย่อมเป็นที่ถูกใจกับเด็กที่หน้าตาดีทั้งหลายแหล่ในสังคมนั้นแน่นอน
และแน่นอนว่าเด็กเหล่านั้นย่อมไม่สนว่า ชายผู้นั้นที่ให้เงินแก่เขา จะอยู่ในสถานะใดก็ตาม
หากเป็นเช่นนี้แล้ว ทำไมชายผู้นั้นจึงไม่ถูกจำกัดเสียเล่า
ก็คงจะเป็นที่เขาเป็นผู้มีอิทธิพล มีเงินล้นกะละมังกระมัง
จึงไม่มีใครสามาระเข้าถึงได้ อีกทั้งยังมีเส้นสายกับผู้ที่ทำหน้าที่ด้านนี้ด้วยสิ
นิทานเรื่องนี้มันช่างโหดร้ายเสียจริง ๆ
จะมีเทพธิดาองค์ได้ เทวดาตนไหน ลงมาช่วยได้บ้างหนา
นิทานเร่ืองนี้ได้กล่าวว่า เด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีเพื่อนในกลุ่ม
ที่ได้มาชักชวนกันพาไปหาชายคนนั้น
เพื่อจะได้หาเงินง่าย ๆ ไปเที่ยวกัน
อนิจจา ! เด็กผู้ชายคนนั้นปฏิเสธไป
แต่ทำไมเพื่อน ๆ คนอื่นจึงสนับสนุน ชวนกันไปเล่า
เด็กผู้ชายคนนั้นจึงเห็นถึงความต่ำทรามของสังคมนั้น
ว่าทำไมการศึกษาจึงไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย
เหตุใดหนา จิตใต้สำนึกเขาจึงตื้นขนาดนี้
แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
แม้แต่เขาจะแจ้งตำรวจ ผู้ชายสวมผ้าเหลืองนั้น เขาก็มีเส้นสายกับตำรวจนั้นอีก
เด็กผู้ชายคนนั้น จึงไม่สามารถทำอะไรได้เลย
เขาจึงต้องทนเห็นเพื่อนับเงินที่ได้มาจากการเสพสุขของคนชายคนนั้น
ซึ่งเงินที่ได้เป็นเงินบริจาคของประชาชนผู้มีจิตใจบริสุทธิ์
เด็กผู้ชายคนนั้น ต้องมองเห็นศาสนาที่ตัวเองนับถือกลายเป็นเรื่องธุรกิจ
เด็กผู้ชายคนนั้น เมื่อเขาพยายามหาทางแก้ไข
แต่เขาก็ต้องตกอยู่ในอันตราย เหมือนมีปืนจ่อหัวตลอดเวลา
หากเขาไปพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง ครอบครัวเขาอาจได้รับอันตราย
เรื่องราวเลวร้ายของเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ในสังคมแบบนี้
จึงเป็นที่มาของนิทานชื่อเรื่องว่า มารผ้าเหลือง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
แม้สิ่งที่เราเห็น เรื่องที่โดนเปิดเผย เราว่ามันแย่แล้ว มากแล้ว
แต่เรื่องที่ถูกปิดบังนั้น มันมากกว่า
นิทาน มารผ้าเหลือง
ในเมืองที่มีผู้คนมากมายและแผ่นดินกว้างใหญ่
ด้วยแรงศรัทธาของประชาชนจึงร่วมกันทำบุญให้แก่ ศาสนสถานแห่งหนึ่ง
ซึ่งมี ผู้ชายสวมผ้าสีเหลือง ที่ชอบเปลื้องผ้านั้นแก่เด็กเยาวชนต่าง ๆ
ด้วยรสนิยมทางเพศที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งด้วย คุยด้วย หรือถ่ายรูปด้วย
ก็มีเงินบริจาคนั้นเป็นค่าตอบแทนตามลำดับ
เห็นอย่างนี้แล้วย่อมเป็นที่ถูกใจกับเด็กที่หน้าตาดีทั้งหลายแหล่ในสังคมนั้นแน่นอน
และแน่นอนว่าเด็กเหล่านั้นย่อมไม่สนว่า ชายผู้นั้นที่ให้เงินแก่เขา จะอยู่ในสถานะใดก็ตาม
หากเป็นเช่นนี้แล้ว ทำไมชายผู้นั้นจึงไม่ถูกจำกัดเสียเล่า
ก็คงจะเป็นที่เขาเป็นผู้มีอิทธิพล มีเงินล้นกะละมังกระมัง
จึงไม่มีใครสามาระเข้าถึงได้ อีกทั้งยังมีเส้นสายกับผู้ที่ทำหน้าที่ด้านนี้ด้วยสิ
นิทานเรื่องนี้มันช่างโหดร้ายเสียจริง ๆ
จะมีเทพธิดาองค์ได้ เทวดาตนไหน ลงมาช่วยได้บ้างหนา
นิทานเร่ืองนี้ได้กล่าวว่า เด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีเพื่อนในกลุ่ม
ที่ได้มาชักชวนกันพาไปหาชายคนนั้น
เพื่อจะได้หาเงินง่าย ๆ ไปเที่ยวกัน
อนิจจา ! เด็กผู้ชายคนนั้นปฏิเสธไป
แต่ทำไมเพื่อน ๆ คนอื่นจึงสนับสนุน ชวนกันไปเล่า
เด็กผู้ชายคนนั้นจึงเห็นถึงความต่ำทรามของสังคมนั้น
ว่าทำไมการศึกษาจึงไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย
เหตุใดหนา จิตใต้สำนึกเขาจึงตื้นขนาดนี้
แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
แม้แต่เขาจะแจ้งตำรวจ ผู้ชายสวมผ้าเหลืองนั้น เขาก็มีเส้นสายกับตำรวจนั้นอีก
เด็กผู้ชายคนนั้น จึงไม่สามารถทำอะไรได้เลย
เขาจึงต้องทนเห็นเพื่อนับเงินที่ได้มาจากการเสพสุขของคนชายคนนั้น
ซึ่งเงินที่ได้เป็นเงินบริจาคของประชาชนผู้มีจิตใจบริสุทธิ์
เด็กผู้ชายคนนั้น ต้องมองเห็นศาสนาที่ตัวเองนับถือกลายเป็นเรื่องธุรกิจ
เด็กผู้ชายคนนั้น เมื่อเขาพยายามหาทางแก้ไข
แต่เขาก็ต้องตกอยู่ในอันตราย เหมือนมีปืนจ่อหัวตลอดเวลา
หากเขาไปพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง ครอบครัวเขาอาจได้รับอันตราย
เรื่องราวเลวร้ายของเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ในสังคมแบบนี้
จึงเป็นที่มาของนิทานชื่อเรื่องว่า มารผ้าเหลือง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
แม้สิ่งที่เราเห็น เรื่องที่โดนเปิดเผย เราว่ามันแย่แล้ว มากแล้ว
แต่เรื่องที่ถูกปิดบังนั้น มันมากกว่า