พันแสงรัก (ภาคต่อภูพันแสง) ตอนที่ ๖ แสงแห่งจุดเริ่มต้น (๒)

กระทู้สนทนา
พันแสงรัก


ความรัก... ให้แสงสว่างกระจ่างใจ
ขออย่า... ปล่อยให้ความเกลียดชัง
มาบังแสงแห่งความรัก
ขอให้... พันแสงรัก... ส่องสว่าง
ร้อยรัดสองหัวใจให้เคียงคู่






[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ตอนที่ ๖ แสงแห่งจุดเริ่มต้น (๒)


     ‘ในที่สุด... เขาก็มาถึง’ ศัตรูที่ตามเข่นฆ่าล้างผลาญสิมขาลเพื่อผนวกรวมดินแดนแล้วเข้ามากอบโกยผลประโยชน์เข้ายุ้งฉางตัวเองมากว่าสามสิบปี

     เธอแน่ใจ ไม่มีสิมขาลคนไหนอยากให้ผู้ที่มีเลือดเนื้อของชาวการ์เมียนไม่ว่าหน้าไหนมีโอกาสได้เข้ามาเหยียบแผ่นดินนี้แม้แต่ก้าวเดียว แต่วันนี้... คนที่เป็นถึงลูกชายของนรกที่เคยล้มระบอบกษัตริย์ของสิมขาล หลู่เกียรติของพระชายา ก่อไฟสงครามเข่นฆ่าชาวสิมขาลไปไม่น้อย กลับเดินเข้ามาได้อย่างสง่าผ่าเผยด้วยรถที่สิมขาลส่งไปรับถึงที่

     มาได้... เพราะ มันเป็นประกาศิตของบาวีที่ต้องการทำทุกสิ่งเพื่อเจ้าสาวอันเป็นที่รักของเขา

     ชั่วขณะ ที่ความหึงหวงปนเจ็บปวดตามอารมณ์อันอ่อนแอของเพศหญิงพุ่งเข้ามาบีบเค้นหัวใจเธอ

     พรุ่งนี้แล้วสินะ พรุ่งนี้ที่เธอจะต้องสูญเสียผู้ชายคนเดียวที่เธอฝากหัวใจไว้ตั้งแต่เป็นสาวรุ่นตลอดไป

     ร่างสูงผึ่งผายก้าวเดินขึงขังแบบทหารเข้ามาใกล้ การก้าวเดินตรงองอาจ บอกถึงความมั่นใจในอำนาจ ไม่หวั่นเกรงว่าจะต้องเผชิญกับสิ่งใด ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกย่นระย่อสักนิด

     นักธุรกิจสาวที่ถูกความจำเป็นบังคับให้ต้องมาทำหน้าที่ต้อนรับและรับรองแขกคนสำคัญของฝ่ายเจ้าสาวอย่างไม่เต็มใจ กดความอาดูรไว้ให้ลึกสุดใจ สายตาที่มองตรงไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งห้าที่เดินตรงเข้ามาหาเต็มไปด้วยประกายกล้า แล้วเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวตามแรงของความเกลียดชังที่ฝังแนบแน่นติดวิญญาณเมื่อจ้องเขม็งไปยังคนที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม

     ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาที่เหลือน้อยลงทุกที ทำให้ริมฝีปากบางถูกเม้มสนิทชั่วครู่ก่อนคลายออก แล้วพูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับความคิดอย่างสิ้นเชิงออกไป

     “สิมขาลยินดีต้อนรับ”

     แขกฝ่ายเจ้าสาวในสูทดำทั้งห้าค้อมศีรษะลง คงเป็นวิถีปฏิบัติในการทักทายของการ์เมียน ทำให้อันนายิ่งเชิดศีรษะอย่างไว้ตัวมากขึ้น

     “ยินดีที่ได้พบคุณ... อีกครั้ง”

     เขาเว้นช่วงคำพูดไปอึดใจ เพื่อที่จะก้าวเข้ามาหาร่างระหงสวยสง่า ดวงตาสองคู่จึงสบประสานกันในระยะประชิดราวเป็นการท้าทายและทดสอบอีกฝ่าย แล้วพูดเสียงต่ำทุ้มในลำคอขึ้นอีกครั้ง

     “และยินดีที่สุดที่ครั้งนี้คุณมารอต้อนรับผมด้วยตัวเอง”

     หญิงสาวฟังแล้วหน้าร้อนขึ้น เธอน่ะหรืออยากจะมาต้อนรับเขาด้วยตัวเอง เมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อนนี่เอง เธอเพิ่งได้รับคำสั่งตรงมาจากไศล ให้เป็นตัวแทนสิมขาลต้อนรับและดูแลแขกเหรื่อจากต่างชาติทุกคณะ

     โดยเฉพาะคณะที่มาจากการ์เมียนที่ต้องเข้มงวดในการ ‘ดูแล’ ให้เข้มข้นเป็นพิเศษ

     สตรีที่ถือได้ว่าเป็นนักธุรกิจผู้กุมกระเป๋าเงินของกองทัพสิมขาลอยากจะสะบัดหน้าหนี หรือไม่ก็ไล่ตะเพิดคนพวกนี้ไปให้พ้นหน้า แต่เมื่อทำไม่ได้ทั้งสองอย่าง ก็หันไปมองพนักงานของโรงแรมแวบหนึ่งเป็นเชิงให้สัญญาณ ก่อนจะเค้นเสียงต่ำค่อนข้างดุเดือดใส่ผู้ชายตรงหน้า

     “ฉันทำตามคำสั่งของบาวี” แล้วตัดบท ยุติการสนทนาลงด้วยประโยค “ห้องพักของพวกคุณอยู่ชั้นห้า ห้องเพนเนนซูลา สูท เชิญค่ะ”

     แต่แล้วความขุ่นเคืองก็ยิ่งเพิ่มระดับสูงขึ้นจนน่าตกใจ เมื่อร่างสูงที่ข่มให้เธอดูตัวเล็กไปถนัดใจยังปักหลักยืนนิ่ง ไม่สนใจการไล่กรายๆ ของเธอสักนิด แถมยังมีหน้ามายิ้มยั่วอีกด้วย

     “อะไรกัน” น้ำเสียงราวจะยั่วเย้า “ผมเพิ่งจะมาถึง ยังไม่ทันได้เดินดูอะไรให้ทั่วเลย คุณจะให้ผมขึ้นห้องพักเสียแล้วหรือ”

     “ถ้าเป็นไปได้ ก็กรุณาอย่าเดินดูอะไรให้ทั่วอย่างที่คุณว่าเด็ดขาด ถึงที่นี่จะไม่ใช่ใจกลางค่ายทหารอย่างภูพันแสง แต่ก็เป็นสิมขาล รับรองได้ว่าถ้าคุณขืนไปเดินเพ่นพ่านไม่ดูตาม้าตามเรือล่ะก็” ดวงตามาดร้ายของเธอ แทนคำพูดที่ยังค้างไว้ได้ดี

     “คุณก็” แม้จะเป็นการยั่วแหย่ แต่น้ำเสียงก็ออดเหมือนจะขอความเห็นใจ “นานๆ ผมจะได้มีเวลาส่วนตัวที่ไม่ต้องทำงานเสียที แถมเท่าที่ผมรู้สิมขาลก็กำลังจะพัฒนาที่นี่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะลอันขึ้นชื่อไม่ใช่หรือ”

     หญิงสาวตาลุกวาบทันที “อย่าสอดรู้เรื่องภายในของเราให้มากนัก” นี่ศัตรูรู้เรื่องราวภายในของสิมขาลมากน้อยขนาดไหนกัน

     ชายหนุ่มสอดมือในกระเป๋ากางเกง ท่าทีดูผ่อนคลาย ขัดกันอย่างสิ้นเชิงกับเรื่องที่กำลังพูด “เรื่องแบบนี้ รู้ไว้บ้างก็ดีไม่ใช่หรือ เผื่อว่าวันข้างหน้าเราอาจจะได้เป็นพันธมิตรทางการค้ากันก็ได้”

     อันนาเปิดยิ้มเยาะหยันให้อีกฝ่ายซึ่งๆ หน้า “ฉันไม่เคยคิดจะค้าขายกับหมา... จิ้งจอกที่หิวโซกินไม่รู้จักพอ เจ้าเล่ห์ คอยจ้องแต่จะลอบกัด เลี้ยงยังไงก็เลี้ยงไม่เชื่อง”

     ท่ายืนผ่อนคลายตามสบายของส่ายีพลันหายไปพร้อมกับรอยยิ้มพราวบนใบหน้าคมคาย “ก็อย่างที่คุณพูดนั่นแหละ หมาจิ้งจอกเป็นนักล่า เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว” เขาเน้นเสียงหนัก “สามารถหลอกล่อเหยื่อที่ต้องการได้เสมอ”

     “ฉันแน่ใจ ว่าฉันไม่ตกเป็นเหยื่อให้หมาจิ้งจอกแบบคุณได้ล่าง่ายๆ แน่”

     “สวัสดีครับ คุณอันนา”

     พื้นที่ว่างข้างตัวชายหนุ่มจากการ์เมียน ถูกบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามายืนเคียงข้างไม่ห่างมากนัก จนส่ายีรู้สึกเหมือนผู้มาใหม่จงใจก้าวเข้ามายืนตรงนี้เพื่อเบียดเขาออกไป

     คำทักทายจากผู้มาใหม่ ทำให้ดวงตาคู่สวยที่กำลังจ้องมองเขาอย่างเอาเรื่องละไป เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ร้องทักแปลกใจแกมยินดีจนเห็นได้ชัดบนดวงหน้าขาวอมชพูระเรื่อแบบผู้ที่อยู่กับอากาศเย็นมานานของเธอ

     “อ้าว คุณษิณธุ มาถึงแล้วหรือคะ”

     ใบหน้าหล่อเหลาชนิดที่เป็นดาราได้สบายของหนุ่มนักธุรกิจค้าไม้ชาวเชียงมัณฑ์เผยรอยยิ้มพราว “ก็ผมอยากพบคุณเร็วๆ นี่ครับ ก็เลยรีบมา”

     “พอดีเลยค่ะ ฉันก็เพิ่งจะลงจากห้องพักมารอคุณเมื่อสักครู่นี่เอง”

     ดวงตาคู่งามของหญิงสาวที่ติดอยู่ในใจส่ายีมานานตวัดมองเขาแวบหนึ่ง ราวจะบอกให้รู้ตัวว่า... ใครกันแน่ที่เธอลงมารอต้อนรับจริงๆ

     “ผมรีบเดินทาง ตรงดิ่งมาที่นี่เลย ก็เลยยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยง ถ้าคุณอันนาจะกรุณาให้เกียรติ...”

     ส่ายีร้อนรุ่มขึ้นมาทันควันเมื่อเห็นรอยยิ้มหวานเป็นเชิงตอบรับของอันนา รอยยิ้มที่เขายังไม่เคยได้รับ และเมื่อเห็นเธอตอบอย่างไม่ลังเลเลยสักนิดเขาก็เหมือนถูกเพลิงแห่งความหึงหวงแผดเผาให้รุ่มร้อนไปทั้งหัวใจ

     “ด้วยความยินดีค่ะ ห้องอาหารของโรงแรมมีอาหารขึ้นชื่อของสิมขาลหลายเมนู เดี๋ยวฉันจะพาคุณไปลองชิมดูนะคะว่าจะถูกปากหรือเปล่า”

     น้ำเสียงหวานใสชวนฟังเต็มไปด้วยความกระตือรือล้นผิดไปจากในยามที่พูดกับเขาลิบลับ ทำให้ไฟรุ่มร้อนในใจของส่ายีหายไป แต่รู้สึกเหมือนถูกกดให้แช่ลงใต้แท่งน้ำแข็งเย็นเฉียบแทน

     เหมือนโดนจงใจแกล้งตัดออกจากวงสนทนา “เอ่อ...”

     เพียงแค่เขาขยับริมฝีปาก อันนาก็หันมาตัดบท “ฉันขอตัวก่อนนะคะ”

     ก่อนเธอจะก้าวไปหยุดยืนเคียงข้างกับผู้ชายที่เขาไม่เคยนึกชอบขี้หน้าเลยสักครั้ง

     “ไปกันเถอะค่ะคุณษิณธุ”

     “ครับ”

     เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นห่างออกไปสามสามครั้ง ชายหนุ่มก็ได้ยินเธอเรียกขานชื่อของเขา

     “อ้อ... คุณส่ายีคะ”

     เมื่อหันกลับไปหา เธอก็บอก

     “พอดีว่าฉันไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ก็เลยเกือบจะลืมบอกคุณไป” ท่าทางไม่เห็นเรื่องสลักสำคัญอะไรอย่างที่ออกปาก “ช่วงค่ำ บาวีกับ... คุณตโมนุทจะเดินทางมาถึงที่นี่ ถ้าคุณไม่ทำอะไรให้ทางเราหนักใจ บาวีบอกฉันไว้ว่าอาจจะอนุญาตให้คุณได้พบคุณตโมนุทเป็นการส่วนตัวสักครู่หนึ่งได้”

     แล้วเธอก็หันกลับ เดินเคียงคู่อย่างเป็นกันเองไปกับหนุ่มรูปหล่อพ่อรวยชาวเชียงมัณฑ์ผู้นั้น ทิ้งให้ส่ายีมองตามจนเธอหายลับไปตรงมุมที่จะเลี้ยวไปสู่ห้องอาหาร

     ชายหนุ่มจากแดนการ์เมียนยอมรับความจริงแบบชาติทหาร... การที่เธอผู้นั้นไม่ได้ให้ความใส่ใจอะไรกับการที่จะบอกกล่าวว่าเขามีโอกาสจะได้พบกับน้องสาวก่อนที่จะต้องอยู่กันคนละดินแดน ทั้งที่เธอก็น่าจะคิดได้ว่ามันคงเป็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด และการที่ต้องมาเห็นเธอให้ความสนิทสนมเป็นกันเองกับผู้ชายอื่นต่อหน้าต่อตาโดยไม่ได้แยแสเขาสักนิด ทั้งที่เขาแทบจะอดทนรอเวลานี้ไม่ไหวมาตั้งแต่ตอนที่สิมขาลแจ้งการอนุญาตให้ครอบครัวของเจ้าสาวมาร่วมงานได้นั้น...

     สร้างความปวดหนึบในหัวใจได้มากขนาดไหน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่