หนึ่งใจในแผ่นดิน ตอนที่ 49

กระทู้สนทนา
ตอนที่ผ่านมาอยู่ คห สุดท้ายค่ะ







หนึ่งใจในแผ่นดิน
ตอนที่ 49



    “ธิดาไม่เชื่อ พี่ก้องฟังมาผิดหรือเปล่าคะ”

        เสียงของหญิงสาวหน้าหวานดังในห้องพักผู้ป่วยเมื่อเธอได้ฟังเรื่องที่ทำให้ตกใจสุดขีด ธิดายังไม่เชื่อสิ่งที่พี่ชายพูดถ้าไม่มีมูลเหตุมารองรับเพียงพอ ดังนั้นเธอจะยืนกระต่ายขาเดียวและไม่รับไม่รู้ข้อมูลใหม่อย่างเด็ดขาด   

    “ถ้าอยากรู้ว่าพี่ฟังมาหรือเปล่าก็ลองโทรถามคุณอาเตชินดูสิ”

    แม้จะอ้างชื่อคุณอาเตชินก็เถอะแต่มันเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับข้อมูลทุกอย่างที่เธอรู้ ทั้งเรื่องที่ตรีรัตน์เล่า และเรื่อหลุมศพที่มีรูปและชื่อของคุณดวงแขติดหรา มันจะเป็นไปได้อย่างไรถ้าเกิดการสลับตัวกัน แล้วนายพนาล่ะ เขาไม่รู้เลยหรือว่าผู้หญิงที่เขารักปานชีวิตขนาดนั้นไม่ใช่คุณดวงแขแต่เป็นคุณดุจดาวอะไรนั่น

        “แต่มันก็...ปักใจเชื่อได้ยาก...” เธอพูดด้วยน้ำเสียงขัดใจ

        ธิดารับผู้หญิงที่ชื่อดวงแขเข้ามากลายเป็นส่วนหนึ่งความคิดเธอไปแล้วตั้งแต่ออกจากค่ายโจร ตื่นก็เห็นหน้าหลับตาก็ยังนึกถึง ร่างผอมหนังติดกระดูกับดวงตาโปนที่เบิกกว้างนั้นยังวนเวียนในหัวของมาตลอด พูดง่ายๆ คือหลอนยิ่งกว่าวิญญาณเด็กน้อยคนนั้นเสียอีก ไอ้ที่ว่ากลัวผีน่ะก็ยังกลัวอยู่ แต่มันก็ติดใจเสียเหลือเกินว่าผู้หญิงที่นายพนารักจนพยายามทุกวิถีทางให้เธอฟื้นขึ้นมาคนนั้นเป็นใครกัน เมื่อได้โอกาสกลับเข้าไปในหมู่ช้าง เธอจึงอยากจะแสวงหาคำตอบให้ได้รู้และให้ใกล้ชิดกับเธอคนนั้น แต่แล้วสิ่งที่พี่ชายเธอพูดทำให้เธอช็อคไปเลยทีเดียว

    “คุณหมอไหมต้องรู้เรื่องนี้แน่ๆ เพราะคุณดวงแขเคยเป็นผู้ช่วยของคุณหมอมาก่อน ธิดาต้องถามคุณหมอให้ได้” เธอดีดนิ้วเปาะ

    “ไหนว่าจะไม่ยุ่งเรื่องคุณดวงแขแล้วไงล่ะ” ก้องปฐพีหรี่ตามองน้องสาวที่กำลังทำตัวเหมือนนักสืบสาวเข้าไปทุกที

    พอโดนพูดตรงจุดก็ทำให้คนฟังถึงกับทำหน้าจ๋อยแต่ก็ยังติดใจอยู่ดี “ก็...ไม่ได้ยุ่งกับคุณดวงแขสักหน่อย ธิดาจะยุ่งกับคุณหมอต่างหาก”

    ก้องปฐพีมองคนที่เอาสีข้างเข้าถู เถียงข้างๆ คูๆ แบบนี้ทำให้อยากลงจากเตียงไปบิดปากน้องสาวนักเชียว แต่เขาเองก็คิดเหมือนกับธิดา ไหมแก้วคือคนที่ใกล้ชิดกับดวงแขและเธอน่าจะรู้อะไรเกี่ยวกับดวงแขบ้าง อย่างน้อยก็ประวัติเกี่ยวกับร่างกายของผู้หญิงคนนี้

    “เรื่องนั้นพี่จะถามคุณหมอเอง”

    เสียงสนทนาดังขึ้นที่ด้านนอกของห้องผู้ป่วย แล้วคนที่ผลักประตูเข้ามาคนแรกคือตฤณ และตามมาด้วยปราณนารายณ์ ก้องปฐพีมองหนุ่มดวงตาเรียวที่เดินแถดๆ ตรงมายังเข้ามาด้วยใบหน้าราวกับแค้นใครมาสักสิบปี

    “เวรเอ๊ย !”

    นี่คือคำทักทายให้คนป่วย ? “อะไรของเอ็ง มาถึงก็อวยพรข้าซะขนาดนี้”

    “หงุดหงิดน่ะสิพี่ก้อง อีกไม่กี่วันก็จะสอบแล้ว แต่ไอ้คดีบ้านี่ไม่จบซะที ถ้าไอ้กลางมันก็ไปสอบแทนผมไม่ได้ ทีนี้ล่ะชีวิตผมจบเห่แน่ ” ตฤณบอกเหตุผลของอาการหงุดหงิดเพราะถ้าคดียังค้างๆคาๆ กลางก็จะไปสอบแทนเขาไม่ได้ ดังนั้นเขาก็ต้องไปสอบเอง แล้วเวลาที่มีไม่กี่วันจะอ่านหนังสือเป็นตั้งๆ ยังไงหมด

    “ตอนนี้สารวัตรก็กำลังตามตัวพวกที่เหลือของเวสต์วูด เห็นว่าสืบจากศพของนักโทษแล้วพวกเวสต์วูดจะโดนลงตราประทับบนตัวเป็นสัญลักษณ์ของพวกมัน ก็เลยทำให้การทำงานง่ายขึ้น” ปราณบอกความคืบหน้าของการทำงานให้ก้องปฐพีได้รู้

    “ประทับตรา ?”

    “คือการเอาเหล็กร้อนเผาไฟแล้วนาบลงบนเนื้อ คล้ายกับที่ทำกับสัตว์น่ะธิดา” เขาตอบข้อสงสัยหญิงสาวแล้วเล่าต่อ “คุณอาเตชินบอกว่าตัวการใหญ่
เป็นคนของมูนไลท์ผับ เสียดายที่ดันยิงตัวตายเสียก่อนไม่งั้นคงจะสอบปากคำข้อมูลจากมันได้มากทีเดียว คุณอาเตชินเองก็สนใจคนพวกนี้มาก”

    “มูนไลท์อีกแล้วหรือ ไอ้ผับนี่มันอะไรกันแน่” ก้องปฐพีเอ่ยถามอย่างสงสัย

    “ผับที่ผู้หญิงคนสวยคนนั้นเป็นเจ้าของ” ธิดาตอบคำถามพี่ชายเท่าที่เธอจะรู้

    “และผู้หญิงคนนั้นชื่อดารา พราวรัตติกาล” ตฤณเสริมข้อมูลที่เขาได้อ่านจากเอกสารสืบหาของบิดา

    ธิดานึกอะไรที่ลืมไปขึ้นมาได้ทันที “ดารา พราวรัตติกาล ใช่ๆ ชื่อนี้มันอยู่ในกระดาษแผ่นนั้น แล้วก็มีชื่อ อำพัน ดวงแข ลาโพ ทรงชัย และดารา พราวรัตติกาล ส่วนคนที่ชื่ออำพันเป็นพ่อของเอื้อย”

     “ตายไปแล้วสาม ยังมีชีวิตอยู่อีกสอง หนึ่งในนั้นกำลังโดนตามล่า ส่วนอีกหนึ่งยังไม่รู้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน ที่สำคัญไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร” ตฤณเอ่ย
ต่อ “สิ่งที่ต้องการคือลายนิ้วมือของ ดารา พราวรัตติกาล ที่เอื้อยจะต้องไปเก็บมาให้”

    “ให้เอื้อยไปเก็บลายนิ้วมือ มันจะไม่เสี่ยงไปหรือ ว่าแต่เอื้อยปลอดภัยดีใช่ไหม” หญิงสาวถามถึงอีกฝ่ายอย่างเป็นห่วง

    “ถ้าจะห่วงล่ะก็ห่วงเพื่อนของเธอเถอะ” ชายหนุ่มดวงตาเรียวเบะปากพูดเมื่อนึกถึงใบหน้าครั้งสุดท้ายของเพื่อนชายที่เห็น
ไอ้ห่วงมันก็ห่วงอยู่หรอก แต่เตือนแล้วไม่เชื่อไม่ฟังก็ช่วยไม่ได้ รอให้จบเรื่องยุ่งๆ นี้ ค่อยหาเวลาพามันไปรักษาใจก็ยังไม่สาย ยังไงเขาก็มั่นใจว่าเอื้อยไม่มีทางทำใจยอมรับคนที่เป็นต้นเหตุชีวิตบัดซบของเธอหรอก แม้กลางจะไม่ได้ไปฆ่าพ่อหรือญาติโกอะไรของเธอก็ตามทีแต่มันก็เป็นตัวการช่วยตำรวจแกะรอยไปจนถึงค่ายของนายพนา

    “ข้าว่าเอ็งก็ต้องเริ่มห่วงตัวเองบ้างแล้วตฤณ ถึงเวลาที่เอ็งต้องกลับแล้ว ธิดาก็ด้วย” ปราณเตือนทั้งสอง

    เสียงโอดครวญดังขึ้นทันทีเมื่อจบคำโดยเฉพาะเสียงของหญิงสาว เธอยังไม่อยากกลับตอนนี้เลย อยากจะอยู่กับพี่ชายต่ออีกสักหน่อย ที่สำคัญ เจ้ารถเต่าดำคันหรูที่ทางเจ้าหน้าที่เอากลับคืนมาให้ก็เละขนาดไม่รู้ว่าประกันจะรับเคลมหรือเปล่า

    “ธิดา ไหนบอกว่าต้องซ้อมบทละครเวทีไม่ใช่หรือครับ” ปราณยิ้มเตือนหญิงสาวที่ยังทำหน้างอปากยื่น “เย็นนี้พี่จะไปรับเด็กสามวากลับกรุงเทพฯ และเราจะกลับด้วยกันทั้งหมดคืนนี้”

    “ก็ได้ค่ะ กลับก็ได้” ในที่สุดเธอก็ยอมแต่โดยดี

    “จริงสิ ธิดา...เอ้านี่ ฉันได้มาจากรถของเธอ” ตฤณหยิบเอาแผ่นกระดาษออกจากกระเป๋าเป้แล้วส่งให้หญิงสาว

    “ของพวกนั้นที่เธอเอามาห้องของคุณดวงแขใช่ไหม” ก้องปฐพีรีบถามทันที “ถ้าใช่ เธอต้องเอากลับไปเก็บยังที่เดิม เข้าใจไหมธิดา”

    “ค่า...เข้าใจค่า”

    คนเป็นพี่ส่ายหน้ากับท่าทีและน้ำเสียงประชดประชันของธิดา เห็นทำหน้าเง้าหน้างอแบบนี้จะเข้าใจจริงหรือเปล่า นับวันน้องสาวคนนี้ยิ่งทำอะไรที่มันคาดได้ยากจริงๆ

      “ก้อง วันนี้จะมีการย้ายเอ็งไปที่พักที่ใหม่ เตรียมตัวให้ดีล่ะ แล้วก็ระวังตัวให้มาก แม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยระวังความปลอดภัยให้ แต่ตอนนี้นายทรงชัยยังไม่โผล่ออกมา และยังไม่รู้ว่ามันหลบซ่อนตัวที่ไหน” ปราณหันมาบอกก้องปฐพีที่พยักหน้ารับทราบ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่