แนะนำสถานที่เรียน writing หน่อยค่ะ

อยากเขียนเก่งๆ รูปประโยคสวย โดยส่วนตัวแล้วแกรมม่าพอรู้ปานกลางค่ะเลยยังเป็นอุปสรรคในการเขียนให้ถูกต้อง

ชาวพันทิปมีสถาบันไหนแนะนำบ้างคะ ที่สอนการเขียนดี ประเมินดี ให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนได้ดี แล้วถ้าแกรมม่ายังไม่เป๊ะก็สามารถสอนเพิ่มในประเด็นนั้นๆให้เราได้    ขอแถวๆ กทม นนท์ หรือแถวมหิดล ศาลายาค่ะ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
ตรรกะที่สลาย myths (ความเชื่อที่ผิดๆ) เกี่ยวกับการลงเรียน writing หลักสูตรสั้นๆ

เราพล่ามมายาว คนที่ยังเชื่อว่าเรียน writing ไม่กี่สิบชั่วโมงที่โรงเรียนสอนภาษา ก็เขียนภาษาอังกฤษได้ บางคน หรือหลายๆคนก็อาจไม่เข้าใจแล้วพาลคิดว่า

“มันพูดเรื่องอะไรกันเนี่ย บ้าหรือเปล่า?  โรงเรียนสอนภาษาเขากำลังจะได้เงินกัน แล้วไปขัดลาภเขาทำไมกัน?”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราพูดว่า

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เกือบทุกคำ จะมีพฤติกรรมเฉพาะตัวของมัน ในการนำไปใช้สร้างประโยค ซึ่งคนไทยหรือคนชาติอื่นที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองนั้น ไม่มีทางที่จะใช้มันได้ถูกต้อง ได้ง่ายๆ เว้นเสียแต่ว่า จะเคยได้ยินหรือเคยเห็นเจ้าของภาษาใช้มัน

*****ซึ่งถ้าเรียนหลักสูตร writing สั้นๆ ให้เรียนรู้พฤติกรรมทุกรูปแบบของคำศัพท์ทั้งหมดในภาษาอังกฤษ จนถึงขั้นที่เรียกว่าจะขจัด non-native speaker’s errors (ข้อผิดพลาดของคนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา) หรือขจัด syntactic errors in the writing of second language learners (ภาษาอังกฤษที่เขียนเพี้ยนๆของคนเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (เช่นภาษาอังกฤษแบบไทยๆ)) ให้หมดสิ้นซากไปได้  มันก็คงไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะระยะเวลาหลักสูตร writing มันสั้นเกินไป*****

ดังนั้น เราจึงได้แนะนำไว้แล้วว่า ให้เรียนการเขียนในระดับพื้นฐานมากๆ จาก esl dictionaries เสียก่อน (อย่างเช่น Oxford Advanced Learner's Dictionary) โดยการศึกษาดูว่า คำศัพท์ง่ายๆ แต่ละคำนั้น มันเอาไปสร้างประโยคพลิกแพลงอย่างไรได้บ้าง นั่นเอง และศึกษาจดจำ collocations ทั้งหลายเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  

*****ซึ่งหลักสูตรนี้ โรงเรียนสอนภาษาที่ไหนจะสอนให้ได้ผล ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่สิบชั่วโมงตามเวลาใน course ที่ขายกันเกร่ออยู่ทุกวันนี้  มันเป็นไปไม่ได้... นั่นก็เพราะว่า กว่าจะครอบคลุมเนื้อหาได้นั้น มันกินเวลาหลายๆปีมากๆ บางทีกินเวลาเกิน 10 ปีขึ้นไป...!!!!"

เพื่อให้ชัดเจนมากยิ่งๆขึ้น เราจะนำคำศัพท์ง่ายๆ มาตัวหนึ่ง เพื่อสาธิตให้คุณดูว่า คำศัพท์ง่ายๆ แค่คำเดียวนี้ จะใช้พลิกแพลง ให้ถูกต้องเหมือนเจ้าของภาษาได้นั้น มันมีอะไรให้จำ มากมายแค่ไหน (ซึ่งมันยากมากกว่าเรียนคำศัพท์ในภาษาไทยหรือภาษาจีนหลายๆเท่า เลยทีเดียว)

เรามาศึกษาจาก esl dictionary ที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งกัน นั่นก็คือ Oxford Advanced Learner’s Dictionary ว่า

คำว่า "suggest" เพียงแค่คำเดียวนี้ มีพฤติกรรมเฉพาะตัวอะไรบ้าง ที่ต้องจดจำกันไม่หวัดไม่ไหว หากต้องการเขียนภาษาอังกฤษให้ถูกต้องเหมือนเจ้าของภาษา  

พฤติกรรมอันแรกของศัพท์ตัวนี้คือ [VN] คือ verb + noun นั่นเอง และเขาก็ให้ตัวอย่างประโยคไว้คือ
May I suggest a white wine with the dish, Sir?   ซึ่งก็เป็น [VN] จริงๆ นั่นก็คือ suggest = V ส่วน wine = N นั่นเอง  ซึ่งในประโยคนี้ suggest แปลว่า “แนะนำ”

ทีนี้ดิก เขาก็ให้ตัวอย่างอีกประโยคหนึ่งคือ
A solution immediately suggested itself to me (= I immediately thought of a solution. = ฉันคิดคำตอบขึ้นมาได้ทันที)  อันนี้ ถ้าใครท่องศัพท์เป็นคำโดดๆว่า suggest แปลว่า “แนะนำ” หรือ “เสนอ” มาโดยตลอด ก็จะไม่มีทางเขียนประโยคให้คำว่า suggest มันมีความหมายอย่างในประโยคนี้ได้เลย

คราวนี้เรามาดูพฤติกรรมของคำนี้ต่อไป  นั่นก็คือ [V (that)]   คือ verb (+ that) นั่นเอง
เมื่อนำ “สูตร” นี้ไปใช้ ก็จะแต่งประโยคได้ ดังนี้

I suggest (that) we go out to eat.

พฤติกรรมต่อไปที่ต้องจำก็คือ [V -ing]  นั่นก็คือ  suggest + verb-ing นั่นเอง
เมื่อเขียนประโยคก็ได้แบบนี้
I suggested going in my car.

พฤติกรรมต่อไปที่ต้องจำก็คือ [VN that]  
เมื่อเขียนประโยคก็ได้ประมาณนี้
It has been suggested that bright children take their exams early.
หรือถ้าจะเขียน แบบคนอังกฤษ ก็จะเติม should เข้าไป
It has been suggested that bright children should take their exams early.

พฤติกรรมต่อไปคือ
suggest somebody (for something)
ลองเขียนมาก็จะได้ประมาณนี้
Who would you suggest for the job?  คุณจะเสนอให้ใครทำงานนี้?

พฤติกรรมต่อไปคือ
suggest something (as something)
ลองเขียนมาก็จะได้ประมาณนี้
She suggested Paris as a good place for the conference.

เรามาดูพฤติกรรมแบบ [VN] กันใหม่
เช่น  
Can you suggest a good dictionary?   คุณจะแนะนำดิกดีๆสักเล่มได้ไหม?  เขียนแบบนี้ถูก

แต่ถ้าเขียนแบบนี้นะ คือ
Can you suggest me a good dictionary?  มันจะผิด grammar ทันที เนื่องจากว่า

“พฤติกรรมเฉพาะตัว” ของคำว่า suggest (ตามที่ดิกเขาอธิบายไว้นะ) นั่นก็คือว่า
มันใช้ไม่ได้ในรูปแบบ ‘suggest somebody something’ นั่นเอง  

เป็นไง เป็นไง มึนหรือเปล่า?  ถ้าคุณมึน เราก็มึนด้วยเหมือนกันน่ะ ....555++++....

พฤติกรรมต่อไปก็คือ [V wh-]  คือ verb + who,  what, why, when, อะไรทั้งหลายนั่นแหละ
เมื่อเขียนประโยคดู จะได้ประมาณเนี้ย

Can you suggest how I might contact him?  (หรือถ้าเปลี่ยน how เป็น when (ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูล wh-  ก็น่าจะใช้ได้นะ  แต่ถ้าดันใส่ what เข้าไปแทน ละก็ อ่านไม่รู้เรื่องไปเลย อ้ะ...!!!!)

คราวนี้ พฤติกรรม [V (that)]
All the evidence suggests (that) he stole the money.
หลักฐานทั้งหมด “แสดงให้เห็นว่า เขาขโมยเงินไป"

คราวนี้เรามาดูพฤติกรรม [V (that)]
กลายเป็นความหมายพลิกแพลงไปได้อีก
Are you suggesting (that) I’m lazy?  คุณกำลัง "ส่อความว่า = “หาว่า” ฉันขี้เกียจหรือ?

เรามาดูข้อพึงระวังเรื่อง non-native speaker’s errors กัน อีก ตัวอย่างหนึ่ง อันนี้คัดจาก esl dictionary อีกเล่มคือ Longman Dictionary of Contemporary English

นั่นก็คือ

เขียนสรุปมาสั้นๆ ก็คือ
He suggested us to go for a drink.  อย่างนี้ผิด grammar  คือคำศัพท์ตัวนี้ไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้นั่นเอง

แต่ที่ถูกต้องเป็น
He suggested that we go for a drink.  
หรือจะเขียนว่า
He suggested we go for a drink.  ก็ถูกต้องเหมือนกัน

What do you suggest us to do?  อย่างนี้ผิด grammar  คือคำศัพท์ตัวนี้ไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้นั่นเอง

แต่ที่ถูกต้องเป็น
What do you suggest we do?

I suggest to wear something warm.  อย่างนี้ผิด grammar  คือคำศัพท์ตัวนี้ไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้นั่นเอง

ที่ถูกต้องเป็น
I suggest wearing something warm.


มาดูเรื่องพฤติกรรมเฉพาะตัวของคำศัพท์ภาษาอังกฤษกัน ต่อ
เอามาจากกระทู้นี้
http://pantip.com/topic/32788553/comment4
มีคนถามเรื่องการใช้ participle
และมีคนเรียนแบบจำสูตรอธิบายว่า

Participle - แบ่งออกเป็น present participle [verb+ing] และ part participle [verb ช่อง 3] ซึ่ง participle  ทำหน้าขยายนามที่อยู่ติดกันหรอใกล้เคียงเพื่อบอกให้รู้ว่าคำนาม ดังกล่าวเป็นคนกระทำหรือถูกกระทำ

^
เราตอบว่า เรียน grammar แบบไทยๆแบบนี้นี่ยิ่งเรียนก็ยิ่งมึนหัว

ลองมาดูตัวอย่างนี้กัน
the arriving immigrants ถูก grammar
the arrived immigrants ผิด grammar
แต่ the recently arrived immigrants กลายเป็นถูก grammar

แล้วเค้าสอนต่อไปอีกว่า
เพื่อบอกให้รู้ว่าคำนามดังกล่าวเป็นคนกระทำหรือถูกกระทำ
^
เราตอบว่าถ้าใครจำกฎคลุมจักรวาลแบบนี้แล้วมันจะไปช่วยอะไรได้ เมื่อเจอ 3 phrases ที่เรายกตัวอย่างให้ดูข้างบน

และเพื่อประกอบคำอธิบายกฎคลุมจักรวาลของเค้า คนๆเดียวกันนั้น ที่ตอบกระทู้นั้น ก็ยกตัวอย่างประโยคนี้ขึ้นมา
Can you see that dog approaching to us?

^
เราตอบว่า  มองดูแล้วใช้สัญชาติญาณหยั่งรู้ได้ไหมว่า ประโยคตัวอย่างที่ยกมานี้ มันผิด grammar และผิดธรรมชาติ เพราะอะไร

แต่ A Nutritional Approach to Cancer  (ชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่เรามีอยู่ในครอบครอง) มันถูก grammar และเป็นธรรมชาติดี

^
คุณตอบได้ไหมว่าเพราะอะไร?

คนไทยเป็นจำนวนมาก เรียน grammar แบบท่องกฎ grammar แบบหวังคลุมจักรวาล (กะว่าจะได้จำง่ายๆ ใช้งานได้ง่ายๆ) เพราะหลงคิดว่ามันมีกฎตายตัวง่ายๆที่จะช่วยให้ใช้ภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง แต่แท้จริงแล้ว "มันไม่มี"
.........................................................................................................................................................................................
เรื่องที่เราพูดมาข้างบนนี้เป็นเรื่องพฤติกรรมเฉพาะตัวของคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นอุปสรรค์อันใหญ่หลวงในการเรียน writing ของคนที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 นั่นก็เพราะว่าหลักสูตร grammar หรือ writing ที่ไหนก็ไม่มีทางสอนพฤติกรรมเฉพาะตัวของคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมากได้หรอก คุณต้องเรียนมันด้วยตัวเอง โดยการจำตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษไว้เยอะๆ!
ความคิดเห็นที่ 3
คำศัพท์ภาษาอังกฤษมันพิศดารกว่าคำศัพท์ภาษาไทยกับจีน

คำศัพท์ไทยหรือจีนแค่รู้ความหมายก็เอาไปสร้างประโยคได้แล้ว

แต่คำศัพท์ภาษาอังกฤษแต่ละคำส่วนใหญ่ต้องใช้รวมเป็นกลุ่มกับคำศัพท์ตัวอื่นๆ แบบพอเปลี่ยนกลุ่มคำความหมายก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ต่อให้รู้ศัพท์มากๆแต่ถ้าไม่ท่องจำตัวอย่างประโยคพลิกแพลง ต่อให้รู้ grammar เยอะๆก็เขียนภาษาอังกฤษไม่เป็นภาษาคน

มันเลยทำให้การสอน writing ให้กับคนเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 ทำได้ยากมากๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็สอนออกแนว ว่า clauses ไหน เอาไปใช้ยังไงไปเชื่อมต่อกันยังไง และ sentence structure types มีกี่รูปแบบ และจะวางแนวความคิดยังไงเวลาเขียน ซึ่งเรื่องแบบนี้นะ ฝรั่งสอน writing ให้ฝรั่งด้วยกันแค่ไม่กี่เดือนก็เขียนได้แล้ว (เพราะฝรั่งรู้ลักษณะพิเศษของคำศัพท์ ที่คนไทยไม่รู้)  เราจึงไม่เชื่อว่ามันจะมีหลักสูตรอะไรที่ฝรั่ง (หรือคนไทย) จะสอนให้คนไทยเขียนภาษาอังกฤษได้ดีภายในเวลา 3 เดือน ต่อให้สอนเป็นปีเราก็ว่าสอนไม่ได้

เราไปอยู่ในประเทศอังกฤษตั้งแต่วัยรุ่นกลับมาเมืองไทยอายุเกือบๆสี่สิบ เราฟังพูดอังกฤษได้คล่อง อ่านอังกฤษยากๆได้ แต่เราเขียนอังกฤษไม่ค่อยได้ คือเรารู้ว่าเราเขียนดีกว่าคนเรียนภาษาอังกฤษในเมืองไทย แต่เราว่าเราก็ยังเขียนภาษาอังกฤษเพี้ยนๆนะ เราไปมองหา writing courses อันไหนเราก็ยังมองไม่เห็นว่ามันจะช่วยให้เราเขียนภาษาอังกฤษได้แบบมืออาชีพเลย  เราเลยค้นข้อมูลไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเราก็เห็นทางสว่าง

นั่นก็คือเราเก็บสะสมบทความภาษาอังกฤษที่เขียนภาษาอังกฤษสวยๆไว้เยอะๆ อ่านบทความพวกนั้นหลายๆรอบเพื่อศึกษาวิธีการใช้ศัพท์สร้างประโยค แต่ในบทความมันก็จะมีตัวอย่างประโยค (ของการใช้ศัพท์แต่ละตัว) เท่าที่เห็น แต่เราต้องหาตัวอย่างประโยคของการใช้ศัพท์แต่ละตัวมาหลายๆประโยค เราก็ทำโดยการออกแรงเปิด Oxford Advance's Learners Dictionary ศึกษาศัพท์แต่ละตัว กับวิธีใช้มันสร้างประโยคพลิกแพลง และพยายามจำตัวอย่างประโยคพลิกแพลงที่ศัพท์แต่ละคำเวลรวมกลุ่มกับศัพท์ตัวอื่นแล้วเปลี่ยนความหมายไปเรื่อย เราพยายามจำตัวอย่างประโยคไว้ให้เยอะมากๆ อย่างเช่นเรียนวิธีใช้คำว่า raise ในการสร้างประโยคตัวอย่างหลายๆตัวอย่าง  เป็น collocations ของ raise

ลองมาดูกัน

raise your hand ยกมือขึ้น

raise ducks and pigs เลี้ยงเป็ดและหมู

raise crops ปลูกพืช

get a pay raise ได้เงินค่าจ้างเพิ่ม

raise an issue หยิบยกประเด็นขึ้นมา

raise the amount เพิ่มจำนวน

raise the standard ยกระดับมาตรฐาน

raise one's eyebrows "เลิกคิ้ว" หมายถึง "รู้สึกว่า (สิ่งที่เห็นนั้น) มันไม่เข้าท่า"

raise a smile ฝืนยิ้ม (เมื่อยามเศร้า)

raise money รวบรวมเงิน (เพื่อเอาไปใช้ประโยชน์อะไรบางอย่าง)

raise the roof ส่งเสียงดัง ตอนร้องเพลงหรือเฉลิมฉลอง

raise the spectre of something ทำให้หวาดหวั่นว่าอาจมีเหตุการณ์ที่น่ากลัวเกิดขึ้นในเร็วๆนี้

เช่น The violence has raised the spectre of civil war.

raise its (ugly) head (ปัญหา) โผล่มาให้เห็น (ซึ่งถึงคราวแล้วที่จะต้องแก้ไข)

เช่น Another problem then raised its ugly head.

I'll raise you 10,000 baht = เก 10,000 บาท (ใช้เวลาเล่นไพ่)

raise hell โวยวายด้วยความโกรธ หรือแค่ส่งเสียงหนวกหู

ให้ดูดีๆว่า 2 ประโยคนี้ แปลไม่เหมือนกัน
I'll raise hell with whoever is responsible for this mess. (โวยวาย, ต่อว่าด้วยความโกรธ)
The kids next door were raising hell last night. (ส่งเสียงหนวกหูรบกวนชาวบ้าน)

raise embargo ยกเลิกการห้าม (สินค้าเข้าออก)

กลุ่มคำ ที่ทำให้คำศัพท์มีความหมายเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พวกนี้เราเรียกว่า collocation

เราพยายามจำ collocations แบบนี้ของคำศัพท์ที่เรารู้แล้วและศัพท์ใหม่อื่นๆที่เรากำลังจะเรียน ไว้ให้มากๆ ซึ่งเราต้องจำตัวอย่างประโยคเยอะๆแบบนี้เป็นเวลานานถึง 5 ปี กว่าเราจะมั่นใจได้ว่าไม่เขียนภาษาอังกฤษเพี้ยนๆ  จากนั้นเราก็หา textbooks เรื่อง writing ดีๆจากต่างประเทศ ที่ฝรั่งเขียน มาศึกษา เพื่อเรียนรู้หลักการพวก clauses, punctuation, sentence structure types ฯลฯ

และหลังจากนั้นเราเริ่มมองเห็นวิธีเรียนลัด  นั่นก็คือเราใช้ google ช่วยตรวจสอบว่าประโยคที่เราจะเขียนมีเจ้าของภาษาที่ไหนเขียนหรือเปล่า ถ้าไม่มี google จะให้ตัวอย่างประโยคอย่างอื่นมาให้เราเอาไปดัดแปลง ในช่วงหลังๆนี้เราเรียน writing ให้ดีขึ้นเรื่อยๆได้โดยใช้แต่ google อย่างเดียว

ขนาดเราอยู่ต่างแดนมานานและฟังพูดอ่านอังกฤษคล่องอยู่แล้วเรายังต้องใช้เวลาเรียน writing อยู่หลายปี กว่าเราจะเขียนภาษาอังกฤษได้ดีแบบเอาไปใช้หาเงินได้ แบบแปลเอกสารยากๆจากไทยเป็นอังกฤษแล้วฝรั่งเอ่ยปากชมว่าภาษาอังกฤษเราสวยงามเป็นธรรมชาติมากๆ และตอนนี้เราก็มีลูกค้าที่ส่งงานแปลไทยเป็นอังกฤษที่แปลโดยคนเรียนจบเอกอังกฤษ มาให้เรา edit (ตรวจแก้) ภาษาอังกฤษให้เป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม
^
เวลาที่เสียเยอะที่สุดกว่าเราจะพัฒนา writing skills ได้ในระดับนี้  ก็คือ “เวลาที่ใช้ในการจำตัวอย่างประโยคสวยๆไว้เป็นจำนวนมาก”

ดังนั้นเราจึงไม่เชื่อว่าในเมืองไทยจะมีหลักสูตรอะไรที่จะสอนคนไทยให้เรียน writing แค่ 3 – 6 เดือนแล้วจะเขียนได้เก่งแบบเอาไปใช้งานได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านักเรียนคนนั้นยังฟังพูดอังกฤษไม่ได้เป็นธรรมชาติ เพราะคนที่ยังฟังพูดอังกฤษไม่ได้เป็นธรรมชาติเวลาเขียนจะต้องคิดเป็นภาษาไทย ซึ่งมันทำให้เขียนออกมาแล้วภาษาอังกฤษมันจะแปร่งๆ

เราว่าทางที่ดี จขกท เรียนด้วยตัวเองแบบเรา แล้วยอมใช้เวลาหลายๆปีจะดีกว่า  คือเราค้นคว้าเรื่องการสอนภาษาอังกฤษมาหลายปีแล้ว แล้วเราค้นพบว่า  syntactic errors in the writing of second language learners (ภาษาอังกฤษที่เขียนเพี้ยนๆของคนเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (เช่นภาษาอังกฤษแบบไทยๆ)) เป็นอะไรที่เยียวยายากมากๆ
^
เมื่อไม่นานมานี้มีคนที่เรียน grammar เข้มข้น เข้ามาโม้ความเก่ง grammar ของเค้าใน pantip แล้วเค้าพยายามจับผิดภาษาอังกฤษที่เราเขียน แต่เค้าพลาดท่าอย่างแรงเพราะเค้ารู้แต่หลัก grammar แต่เค้าไม่เคยเห็นรูปประโยคแปลกๆ ที่มันนอกเหนือจาก grammar ที่เค้าเคยเรียน  มันเลยกลายเป็นว่าความรู้ grammar ที่เค้าเรียน (ซึ่งเรียนโดยไม่เคยอ่านภาษาอังกฤษมากพอ) มันทำให้เค้าใช้ภาษาอังกฤษที่ผิดธรรมชาติ คือ เขียนภาษาอังกฤษแบบมี  syntactic errors in the writing of second language learners นั่นเอง แล้วก็อ้างว่าภาษาอังกฤษที่เค้าเขียนถูกหลัก grammar แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่

syntactic errors in the writing of second language learners เป็นอะไรที่เยียวยายากมากๆ กว่าจะเยียวยาได้ต้องออกแรงเรียนตามลำดับขั้นตอนอย่างถูกต้อง ซึ่งต้องใช้เวลานานพอดู  หลักสูตรสั้นๆช่วยคุณไม่ได้หรอก
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่