ธนาคารโลกจัดอันดับไทยที่ 26 ... ประเทศน่าลงทุน-สิงคโปร์ ครองอันดับ 1

กระทู้ข่าว
ธนาคารโลกจัดอันดับไทยที่26 ประเทศน่าลงทุน-สิงคโปร์ ครองอันดับ1

updated: 29 ต.ค. 2557 เวลา 13:41:54 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

นายอูริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ธนาคารโลกได้ประกาศผลการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจในประเทศ ต่าง ๆ ทั่วโลกประจำปี 2558 ซึ่งเป็นการรายงานล่วงหน้า 1 ปี ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์จากธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี . โดยผลวิจัยปรากฎว่าประเทศไทยได้รับการจัดอันดับดีขึ้น 2 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 26 จาก 28 ในปี 2557 จากทั้งหมด 189 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศสิงคโปร์ยังคงได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของโลกและของอาเซียนเป็นปีที่ 9

ส่วนจีนอยู่ในอันดับที่ 90 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่อยู่ที่ 93, มาเลเซียอยู่อันดับที่ 18 เพิ่มขึ้นจากอันดับ 20, และเมียนมาร์เพิ่มขึ้นจากอันดับ 178 เป็น 177 ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ถูกลดอันดับลงจากอันดับที่ 27 เป็นอันดับที่ 29 เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่เดิมอยู่ที่อันดับ 86 เป็นอันดับที่ 95 และกัมพูชาลดลงจากอันดับที่ 134 เป็นอันดับที่ 135


ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นกรณีศึกษาที่ทำให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถช่วย ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจได้มากขึ้น ซึ่งการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาช่วยทำให้การส่งออกและการนำเข้าสะดวกมากขึ้น เนื่องจากใช้จำนวนเอกสารและเวลาน้อยลงกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2550


ด้านนางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับดีขึ้น มาจากการที่หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการบริการอย่างต่อ เนื่อง เช่น ด้านการขออนุญาตก่อสร้างที่กรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานหลัก โดยได้ปรับปรุงการให้บริการโดยมอบอำนาจให้สำนักงานเขตอนุญาตการก่อสร้างตึก ขนาดเล็กที่มีความสูงตั้งแต่ 8 ชั้นลงมา จากเดิมให้เพียง 4 ชั้นลงมา รวมถึงการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้น ส่วนและบริษัทข้ามเขต ณ ศูนย์บริการของกรมแห่งใดก็ได้ทั่วประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายจูงใจนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในไทย เช่น การขยายนโยบายลดค่าธรรมเนียมการโอนทรัพย์สินจากร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0.01 และการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20 เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องพัฒนาการบริการบางด้าน เช่น การได้รับสินเชื่อ การแก้ปัญหาการล้มละลาย และการคุ้มครองผู้ลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน


ทั้งนี้ การจัดอันดับปีนี้มีการเปลี่ยนแปลง 2 เรื่องหลัก คือ วิธีการจัดอันดับ ซึ่งจากเดิมวิธีการเรียงลำดับผลการประเมินแต่ละด้านของทุกประเทศ เปลี่ยนเป็นการวัดโดยพิจารณาจากระยะห่างของผลการพัฒนาประสิทธิภาพของการ ปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐแต่ละตัวชี้วัดย่อยเทียบกับประเทศที่ดำเนินการดี ที่สุด และการปรับขอบเขตการวัด 3 ด้าน คือ การได้รับสินเชื่อ การแก้ปัญหาการล้มละลาย และการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1414564988
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่