จากการทำงานในสายงานนี้รวมถึงได้สนทนากับผู้ที่เป็นคนทำงานในสายงานเดียวกันหลายๆสาย เช่น นักออกแบบกราฟฟิก คนทำงานโปรดักชั่น คนทำงานเบื้องหลัง/CG ฯลฯ ที่เป็นลูกจ้างอยู่ในบริษัทต่างๆ
บางบริษัทที่ทำตามกฎหมายอย่างดีคือจ่ายค่าล่วงเวลาก็ไม่มีอะไร แต่อีกส่วนหนึ่งคือบริษัทที่ตกลงไม่จ่ายค่าล่วงเวลา ทั้งๆที่เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน คือถ้าลูกจ้างฟ้องก็แพ้แน่นอน
และการทำงานประเภทนี้คือล่วงเวลากันหลายๆชั่วโมง บางทีถึงเช้า/ข้ามวัน
ทั้งๆที่ผิดกฎหมาย แต่ทางด้านการคุ้มครองกลับไม่มี รวมถึงไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซ้ำร้ายคนที่มีปัญหาก็อาจจะเป็นประเด็นคุยกันในหมู่นายจ้างว่ากระด้างกระเดื่อง และส่งข่าวต่อๆให้ไม่จ้างคนๆนั้น โดยไม่ได้มองถึงความเป็นจริงที่ว่า คนพูดนั่นแหล่ะกำลัง เจตนา ทำผิดกฎหมายอยู่
ในสายงานอย่างสถาปนิก ก็มีสภาสถาปนิกคอยควบคุมอยู่ (ถึงแม้คนในจะบอกว่าไม่ค่อยมีประโยชน์เพราะการเมืองภายในเยอะ) แต่สายงานกราฟฟิกสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ภาพยนตร์กลับไม่มีหน่วยงานที่คุ้มครองสิทธิใดๆเลย ถ้าหากมีปัญหากับนายจ้างก็ต้องกอดคอรับความเสี่ยงกันเอง โดนคว่ำบาตรลอยแพ
ทั้งนี้ทั้งนั้นผมเองก็พอจะเข้าใจถึงการกลัวการดองงานเพื่อหวังเก็บโอที แต่งานพวกนี้มันมีเส้นตายค้ำคออยู่ ยิ่งเป็นงานที่ใช้เวลามากๆซึ่งขัดแย้งกับเส้นตายแล้ว การทำงานหามรุ่งหามค่ำเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่การกลัวการดองงานนั้นแก้ไขได้ด้วยการพัฒนาวิธีการวัดผลให้ดี
แต่ลูกจ้างอย่างเราๆท่านๆกลับต้องประสบกับโรคภัยไข้เจ็บในภายหลัง ทั้งปัญหา office syndrome หรือโรคไมเกรน ปวดหลัง กระดูกสันหลังคด พังผืดข้อมือ เอ็นอักเสบ ฯลฯ ทั้งๆที่บริษัทก็ยังเป็นของนายจ้างเหมือนเดิม แต่ลูกจ้างกลับกันคือไม่ได้อะไร ซ้ำร้ายได้โรคภัยเป็นโบนัสที่ไม่ได้เป็นเงิน...
ทำไมบางบริษัททางด้านงานออกแบบถึงมีการตกลงไม่จ่ายค่าล่วงเวลาตามที่กฎหมายกำหนด
บางบริษัทที่ทำตามกฎหมายอย่างดีคือจ่ายค่าล่วงเวลาก็ไม่มีอะไร แต่อีกส่วนหนึ่งคือบริษัทที่ตกลงไม่จ่ายค่าล่วงเวลา ทั้งๆที่เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน คือถ้าลูกจ้างฟ้องก็แพ้แน่นอน
และการทำงานประเภทนี้คือล่วงเวลากันหลายๆชั่วโมง บางทีถึงเช้า/ข้ามวัน
ทั้งๆที่ผิดกฎหมาย แต่ทางด้านการคุ้มครองกลับไม่มี รวมถึงไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซ้ำร้ายคนที่มีปัญหาก็อาจจะเป็นประเด็นคุยกันในหมู่นายจ้างว่ากระด้างกระเดื่อง และส่งข่าวต่อๆให้ไม่จ้างคนๆนั้น โดยไม่ได้มองถึงความเป็นจริงที่ว่า คนพูดนั่นแหล่ะกำลัง เจตนา ทำผิดกฎหมายอยู่
ในสายงานอย่างสถาปนิก ก็มีสภาสถาปนิกคอยควบคุมอยู่ (ถึงแม้คนในจะบอกว่าไม่ค่อยมีประโยชน์เพราะการเมืองภายในเยอะ) แต่สายงานกราฟฟิกสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ภาพยนตร์กลับไม่มีหน่วยงานที่คุ้มครองสิทธิใดๆเลย ถ้าหากมีปัญหากับนายจ้างก็ต้องกอดคอรับความเสี่ยงกันเอง โดนคว่ำบาตรลอยแพ
ทั้งนี้ทั้งนั้นผมเองก็พอจะเข้าใจถึงการกลัวการดองงานเพื่อหวังเก็บโอที แต่งานพวกนี้มันมีเส้นตายค้ำคออยู่ ยิ่งเป็นงานที่ใช้เวลามากๆซึ่งขัดแย้งกับเส้นตายแล้ว การทำงานหามรุ่งหามค่ำเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่การกลัวการดองงานนั้นแก้ไขได้ด้วยการพัฒนาวิธีการวัดผลให้ดี
แต่ลูกจ้างอย่างเราๆท่านๆกลับต้องประสบกับโรคภัยไข้เจ็บในภายหลัง ทั้งปัญหา office syndrome หรือโรคไมเกรน ปวดหลัง กระดูกสันหลังคด พังผืดข้อมือ เอ็นอักเสบ ฯลฯ ทั้งๆที่บริษัทก็ยังเป็นของนายจ้างเหมือนเดิม แต่ลูกจ้างกลับกันคือไม่ได้อะไร ซ้ำร้ายได้โรคภัยเป็นโบนัสที่ไม่ได้เป็นเงิน...