แชร์ประสบการณ์กการขอวีซ่าท่องเที่ยวUSA

เพิ่งกลับจากอเมริกาค่ะ ไปโครงการwork and travel
     สนุกมากค่ะ ได้เที่ยว ได้ทำงาน ได้เงิน(บ้าง) แต่ที่ได้มากๆคือ
     ประสบการณ์ค่ะ ซึ่งหาไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้
     ครั้งต่อไป จะลองขอวีซ่าท่องเที่ยวค่ะ
     พอดีได้เก็บบันทึกแชร์ประสบการณ์เรื่องการขอวีซ่าเก่าๆไว้ค่ะ
     และมีอันนึงน่าสนใจดี อ่านไปแล้วยิ้มไป ทำให้ไม่ซีเรียส มองโลกในแง่ดีๆ
     แต่ก็แฝงไว้ด้วยเกร็ดสาระน่ารู้ค่ะ
     จึงลงให้เพื่อนๆห้องไกลบ้านได้อ่านอีกครั้งค่ะ

….ต้องขอบอกเพื่อนๆพี่น้องห้องไกลบ้านก่อนว่า ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะเขียนเล่าเรื่องวีซ่าอเมริกาแต่อย่างใด เพราะคนอื่นๆก็เขียนกันเยอะแล้ว ประกอบกับตัวเองก็ไม่มีเวลามากพอที่จะเล่าเรื่อง ร้อยเรียงให้มันสละสลวย เข้าใจง่าย แต่แล้ว…ผมก็นึกถึงพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อ  12 สิงหาคม 2522  ความว่า…..
“ แผ่นดินนี้มีบุญคุณแก่ชีวิตพวกเรามากมายนัก เพราะฉะนั้น ชีวิตที่เกิดมาอย่าให้ว่างเปล่า ให้รู้สึกตัวเสมอว่า เป็นหนี้บุญคุณ “  ผมจำขึ้นใจ และยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต สำนึกถึงความรับผิดชอบที่ควรมีต่อประเทศชาติและแผ่นดินเสมอมา ดังนั้น ผมละอายใจตัวเองครับ เว็บพันทิปห้องไกลบ้านมีบุญคุณต่อผมมากมาย ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทำให้ผมได้รับวีซ่า ไฉนเล่าผมจะละเลยบุญคุณเหล่านี้ได้ ผมควรตอบแทนหนี้บุญคุณนี้ด้วยความรู้ ประสบการณ์เท่าที่ได้รับมาบอกเล่าเก้าสิบกัน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาวห้องไกลบ้านทุกคน อานิสงส์ครั้งนี้ ก็ขอให้ได้แก่ทุกคนที่มีจิตใจดีงาม ทำคุณประโยชน์ให้กับส่วนรวมในเว็บนี้ทุกท่านครับ

ขอบอกกล่าวอีกสักนิดครับ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวีซ่า ขั้นตอนต่างๆก็เรียนรู้จากห้องนี้ และสอบถามหาความรู้จากคนอื่นๆบ้างตามสมควร ถูกบ้างผิดบ้าง ก็มาไตร่ตรองพิจารณาเอาเอง
ดังนั้น  ผมจึงจะไม่ลงในรายละเอียดการกรอก DS 160  การซื้อพิน  การจองวันสัมภาษณ์  นะครับ เพราะส่วนใหญ่ก็คงรู้ๆกันอยู่แล้ว ถ้าไม่รู้ก็ลองสอบถามมาในห้องนี้หรือค้น TOPIC  เก่าๆดู (อ้าว) …แต่ก็อาจจะมีพูดถึงบ้างบางแง่มุมที่น่าสนใจ แล้วจะขมวดสรุปให้ฟังในตอนท้ายๆครับ

##  ผมได้เวลานัด  7.15 น.  กะจะนั่งรถไฟฟ้าไปแบบชิวๆ แต่บังเอิญลืมไปว่า ตูข้านั่งรถไฟฟ้าไม่เป็นนี่หว่า(บ้านนอกเข้ากรุงก็อย่างนี้แหละ) และก็ไม่รู้ด้วยว่าต้องลงสถานีไหน เว็บนี้เคยบอกว่าลงที่….โอ๊ย จำไม่ได้ ตื่นเต้นจนลืมไปหมดทุกอย่าง แถมเวลาก็ไม่เป็นใจ กลัวจะสาย ก็เลยล่อ TAXI  มันซะเลย โชคดีที่ได้ TAXI เป็นคนกรุง เขารู้จักสถานทูตเป็นอย่างดี จึงทำเวลาได้ราวกับนั่งม้าลำพอง เฟอร์รารี่  แถมพี่แกจอดให้ตรงคนที่ยืนต่อแถวเป็นคนสุดท้ายซะด้วย
“เดี๋ยวถ้าไปลงหน้าสถานทูต น้องก็ต้องเดินมาต่อแถวอยู่ดีแหละ” พี่ TAXI เขาว่างั้น
อืม รู้ดีซะอีกแน่ะ….

##  การต่อแถวจะมีทั้งพวก 7 โมง 8 โมง ก็ยืนต่อกันไปเรื่อยๆ  แต่คนที่จะมาจัดระเบียบชุมชนจริงๆก็คือ น้องๆนางเอกเสื้อสีชมพูนั่นเอง น้องก็บอกให้แยกเป็น  2 แถว  คือ 7 โมงแถวหนึ่ง  8 โมงอีกแถวหนึ่ง แล้วน้องก็จะมีโพยรายชื่อมาตรวจสอบว่ารายชื่อและวันนัดตรงกันหรือไม่ และตรวจเอกสารเบื้องต้นอีกเล็กน้อยถึงปานกลางแล้วแต่กรณี ใครสงสัยอะไรก็ถามน้องได้ ที่มีใครเคยบอกว่า น้องเสื้อสีชมพูหน้าดุ ไม่ค่อยยิ้ม และเหวี่ยงเล็กๆนั้น ผมขอเถียงว่า ไม่จริงเลยครับ แม้น้องเค้าจะไม่ค่อยยิ้มมากนัก  แต่ก็พูดดีครับ ไม่เหวี่ยงเลย ถามอะไรก็ตอบได้ (ก็แน่ละ)
“ก็หนูไม่ได้เป็นนางงามนี่คะ จะได้ส่งยิ้มจนเหงือกแห้งตลอดทั้งวัน”  (อันนี้ผมเติมให้เอง)

##  ต่อมา  ก็จะเป็นส่วนรปภ.ก็จะเรียกเข้าทีละ 4-5 คนตามคิว เพื่อตรวจตราอาวุธ ทุกคนต้องฝากเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดไว้ที่นี่ แม้กระทั่งกุญแจรถที่เป็นรีโมทก็นำเข้าไปไม่ได้ อ้อ..มีรปภ.ท่านหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ ผิวเข้ม เสียงเพราะและสำเนียงพูด(ไทย)ดีมาก คนต่างจังหวัดอย่างผมต้องอายม้วนทีเดียว และท่าทางน่าจะพูดภาษาปะกิตได้ดีซะด้วย  ก่อนจากกัน พี่เสียงหล่อก็มอบใบสีฟ้าให้หนึ่งใบ มันคือ ใบที่เขาให้เรากรอกชื่อ-สกุล(ภาษาอังกฤษ) ที่อยู่(ไทยหรืออังกฤษ) และหมายเลขหนังสือเดินทาง(PASSPORT) เพื่อว่าจะได้นำใบนี้มาแจ้งทางไปรษณีย์และชำระค่าบริการจัดส่งหนังสือเดินทางในกรณีที่วีซ่าผ่าน แต่ถ้าวีซ่าไม่ผ่าน ทางกงสุลก็จะไม่คืนใบสีฟ้านี้ให้ จะคืนให้แต่พาสปอร์ต ซึ่งเราไม่อยากได้เลย เอาคืนไปเถอะ นะจ๊ะ นะจ๊ะ คุณแม่ขอร้อง

##  พอเดินผ่านประตูจากหน่วยรปภ.แล้วก็มาถึง น้องนางฟ้าสีชมพูอีก 2 คน ซึ่งเป็นคนละชุดกับที่อยู่ด้านนอก แต่ที่เห็นเหมือนกันคือ ยังสวย สดใส น่ารักคงคอนเซ็ปต์เดิม ในใจผมตอนนั้นคิดว่า ไม่ได้วีซ่าไม่เป็นไร แค่ได้ยลโฉมนางฟ้าที่นี่ก็พอใจแล้ว (โอเวอร์ไปไหมเนี่ย แล้วจะมาขอวีซ่าทำไมวะ) เอาจริงๆ เข้าเรื่องหน่อย  ในขั้นตอนนี้น้องนางฟ้าสีชมพูจะตรวจเอกสารแบบละเอียด เอกสารที่เราเตรียมไปทั้งหมด 188 แผ่นนั้น น้องจะเอาแต่เอกสารที่จำเป็นต้องใช้ใส่แฟ้มพลาสติกสีใสไว้ เช่น ใบยืนยันการกรอก DS 160 ที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ใบเสร็จค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า ใบรับรองการทำงาน ใบลา ฯ ประมาณนี้แหละครับ พร้อมด้วยใบสีฟ้าในข้อที่แล้วเหน็บไว้ด้านหน้า และบอกกับเราด้วยน้ำเสียงอันเพราะพริ้งว่า
“ไปต่อแถว แล้วค่อยยื่นให้ที่ WINDOW (หน้าต่าง) นะคะ”
ส่วนอีก 100 กว่าแผ่นที่ท่านเตรียมไปนั้น เช่น STATEMENT หรือสมุดเงินฝากตัวจริง โฉนดที่ดิน สัญญางาน ใบหุ้น ตั๋วจำนำ(อันนี้ไม่ต้องก็ได้จ้ะ) ฯลฯ น้องเค้าจะแยกออกมาและหนีบไว้ด้วยคลิปใหญ่ให้เราเก็บไว้ต่างหาก เผื่อไว้ในกรณีที่กงสุลอาจจะเรียกดู

##  แล้วก็มาต่อแถวกับคนหน้าเดิม(ก็เขามาก่อนเรานี่นา) ใน WINDOW ที่พูดถึง จะมีอยู่ 3 ช่อง เป็นเจ้าหน้าที่คนไทยทั้งหมด พวกเธอเหล่านี้จะเป็นคนสอบถามและสัมภาษณ์เราเบื้องต้น เช่น
ไปทำอะไร  รู้จักใครที่นั่นมั๊ย  ทำงานอะไรคะ  กรอกใบสมัครเองหรือเปล่าคะ  
ขอดูใบจดทะเบียนหน่อยค่ะ (บริษัท หจก.)   ขอรูปถ่าย 1 ใบค่ะ
ประมาณแนวนี้ครับ แล้วก็กดแป้นคีย์บอร์ด ตุ๊บตั๊บ ตุ๊บตั๊บ ทั้งป้อนข้อมูล เช็คข้อมูล เพื่อเตรียมพร้อมเบื้องต้นให้กับทางกงสุล แล้วเขาก็จะให้แฟ้มเอกสารคืนมาพร้อมปริ๊นท์ใบคิวสีขาวมาให้ คิวตัวนี้แหละครับ จะเป็นคิวที่แท้จริงของเราในการรอสัมภาษณ์กับกงสุลในห้องแอร์ต่อไป ในส่วนขั้นตอนนี้ ยังอยู่ในลักษณะ OUTDOOR ได้ยินเสียงน้ำตก นกร้องไปตามเรื่องตามราว มีห้องน้ำอยู่ใกล้ๆบันไดทางขึ้นไปหน้าต่าง ถ้าใครเครียดๆก็ไปใช้ได้ครับ

##  หลังจากได้ใบคิวจาก WINDOW หน้าต่างบานสวยแล้ว ท่านจะรออยู่ที่แถวๆบริเวณนั้นซึ่งมีเก้าอี้นั่งอยู่จำนวนหนึ่ง หรือจะเข้าไปในห้องแอร์เลยก็ได้ แล้วก็คอยฟังว่าเขาจะเรียกคิวจากเลขไหนถึงเลขไหน ตอนผมนั้น เขาเรียกคิวที่ 1-10 ให้ไปยืนรอพร้อมกันในแถวเรียงตามลำดับ พอสัมภาษณ์ใกล้จะหมดแถว เขาก็เรียกคิว 11-20 มารอไว้ เป็นอย่างนี้เรื่อยไป ถ้าใครไม่มาเข้าแถวหรือมัวแต่เต๊ะจุ๊ยอยู่นอกห้อง น้องนางฟ้าสีชมพูก็จะไปตามหาบอกให้มาเข้าแถว เห็นมั๊ยครับว่า เธอน่ารักและแสนดีขนาดไหน

##  ตัดกลับมาที่ผม ได้สัมภาษณ์ที่ช่อง 10  เป็นกงสุลผู้ชาย หน้าตาท่าทางใจดี ทำให้ผมใจชื้นขึ้นเป็นกอง
กงสุล;  กู๊ดมอร์นิ่ง
ผม;      (ยกมือไหว้) สวัสดีครับ
กงสุล;  จะไปอเมริกาทำไมครับ
ผม;      ไปท่องเที่ยวครับ
กงสุล;  มีญาติพี่น้องที่นั่นมั๊ยครับ
ผม;      ไม่มีครับ
กงสุล;  ทำงานอะไรครับ
ผม;      ทำ……ครับ
กงสุล;  เคยไปต่างประเทศมั๊ยครับ
ผม;      เคยครับ เคยไปประเทศ…(ในแถบเอเชีย)…พร้อมกับจะเอาพาสปอร์ตเล่มเก่าให้ดู
กงสุล;  (ยกมือห้าม) แค่นั้นหรือ
ผม;      (นาทีนั้นใจหายวาบ ก่อนตอบว่า)  ครับ
กงสุล;  (มือกดแป้นคีย์บอร์ด ตุ๊บตั๊บ ตุ๊บตั๊บ สักพัก)  คุณรอรับวีซ่านะ จะส่งถึงคุณภายใน 7 วัน (แล้วก็ยื่นใบสีฟ้า และใบรับรองการทำงานคืนมาให้ ส่วนพาสปอร์ตเก็บไว้)
ผม;      ผมได้กี่ปีครับ
กงสุล;  10 ปีครับ
ผม;      ขอบคุณครับ (ยกมือไหว้) สวัสดีครับ
แล้วผมก็เดินหันหลังกลับมา ตีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ยินดียินร้ายอะไร แต่ในใจจริงๆแล้วลิงโลดเป็นที่สุด จนอยากจะกระโดดหอมแก้มใครสักคนก็ได้ในตอนนั้น หรือจะเป็นน้องนางฟ้าสีชมพูก็ไม่เกี่ยง (ถรุยส์ ยังกะว่าเค้าจะยอมแน่ะ) แล้วก็เดินออกมาที่ส่วนไปรษณีย์ ก็ได้ซองสีเหลืองมาจ่าหน้าถึงตนเอง ชื่อ-สกุล(อังกฤษ) ที่อยู่(ไทยหรืออังกฤษ) พร้อมชำระเงิน 75 บาท จากนั้นผมก็ไม่รอช้า กลับทันที!  อ้าว ตายละหวา มันออกทางไหนวะเนี่ย แต่คนอย่างผม ไม่ยอมเสียฟอร์ม เดินทำทีเป็นว่าจะไปซื้อกาแฟจิบซะหน่อย ก็มองเห็นป้าย…ทางออก  ถรุยส์(อีกครั้ง) ทางออกมันก็ย้อนกลับไปทางที่เข้ามานั่นแหละ (บ้านน๊อก บ้านนอก) แต่ก่อนออกไป ผมก็ไม่ลืมยิ้มให้น้องนางฟ้าสีชมพูไปโครมใหญ่ โดยหวังว่าเธอจะมีใจให้ผมบ้าง แต่เปล่าเลย เธอไม่..แม้แต่ชายตามอง  นาทีนั้น ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนไอ้ด่างมองเครื่องบินยังไงก็ไม่รู้  แต่เรื่องแค่นี้ ไม่กระเทือนผิวหนังผมหรอก ผมเจ็บมาเย๊อะ(เสียงสูง) ฮือ ฮือ  ไปล่ะนะ ลาก่อน นางฟ้าของผม ฮือ ฮือ (สะอื้นอีกที)
อืม…ขอพักให้น้ำให้ท่าก่อนนะครับ รู้สึกเหนื่อย เพลี๊ย เพลีย ยิ่งนึกถึงเพลงพี่เขาทราย แกแล็คซี่ ตอนนึงที่ร้องว่า “ ถูกหมัดมา ไม่รู้กี่หน อึดและทนไม่เคยแพ้ใครสักที ถูกหมัดใจ คุณไม่ใยดี เจอะหมัดนี้ หมดทางเยียวยา” ขออนุญาตเช็ดน้ำตาด้วยหัวเข่าก่อนนะครับ แล้วผมจะกลับมาสรุปแนวคิดและข้อสังเกตในการขอวีซ่าให้ฟังครับ

     เดี๊ยวส่วนที่ 2  (ตอนจบ) จะลงต่อให้อ่านอีกค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่