เล่าอาจไม่ค่อยประสีนะครับ
เหมือนอยากระบายให้พี่ๆเพื่อนๆได้ฟัง และขอคำแนะนำดีๆ ตอนนี้บอกได้คำเดียวว่า ปลง และทำใจและครับ
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อสามปีที่แล้วผมและครอบครัวมีภาระที่จำเป็นต้องใช้เงินสด จำนวน 8 แสนบาท
ผมจึงตัดสินใจ อาสา เป็นคนกู้แบงค์ วงเงิน 8 แสน ในเรทอัตราดอกเบี้ย 11 ระยะเวลา 30 ปี ผ่อนเดือนละ 7600 บาท หลักทรัพย์เป็นบ้านครับ
ก้ไม่ได้อะไรนะครับ ก็ทราบว่าดอกเบี้ยแพง แต่มันจำเป็นจริงๆ ก็คิดว่า สักสามปีคงพอลืมตาอ้าปากได้บ้าง
จากวั้นนั้นจนถึงวันนี้ ชีวิตก็ดีขึ้นแหละครับ แต่มันก็ไม่ได้มีเงินก้อนพอที่จะไปโปะหรือปิดบัญชีได้ กลับเกิดอุบัติเหตุทางการเงิน
ให้ต้องมีหนี้สินที่ไม่ได้ก่อเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนครับ (อันนี้เป็นปัญหาทางบ้านผมนะครับ เรื่องมันเศร้าเอาเป็นว่าผมต้องจัดการกับหนี้ก้อนหนี้โดยด่วน)
ผมจึงตัดสินใจ รีไฟแนนซ์ หนี้ก้อนเดิม โดยเล็งหาธนาคารใหม่ ที่ดอกเบี้ยถูกกว่าที่เก่า ก็ได้มาเจอพี่ๆธนาคารออมสิน ที่ให้ดอกเบี้ย 6.5
ก็พูดคุย เจรจา ดูเอกสารกัน จากนั้นผมก็ไปติดต่อกับธนาคารเก่า เพื่อถามยอดว่าเหลือเท่าไหร่ ปรากฎว่าที่ผมผ่อนไป 7600 บาท 3 ปี
เงินต้น ลดไปหมื่นบาทครับ น้ำตาไหลทันทีแทบจะต่อหน้าพนักงานเลย พร้อมกับถามอีกครั้งแบบไม่เชื่อสายตาว่าเป็นจริง
ผ่อนไปเกือบๆ สามแสนครับ เงินต้นลดไปหมื่นเดียว
เอาละครับ ชีวิตต้องสู้ครับ จากนั้นก็ดำเนินเรื่องกับออมสิน ยื่นเอกสาร มาตรวจบ้าน รออนุมัติ ซึ่งทางพี่ผจก ก็บอกว่าไม่น่ามีปัญหาน่าจะผ่านได้
ผมก็ไปให้ทางธนาคารเก่า เช็คยอดที่แท้จริงหากต้องปิดบัญชีตอนนี้ ก็ปรากฎว่า ยอดเงินเพิ่มมาเป็น 803,000 บาท พระเจ้าช่วยมันมาจากไหนกันเนี่ย
พนักงานตอบไม่ได้ครับ บอกแค่ว่าคอมพิวเตอร์ คำนวนออกมาแบบนี้ ผมก็เลยโวยวาย พร้อมขอความเห็นใจ เค้าก็เลี่ยงๆเพราะไม่ใช่แบงค์สาขาที่ให้กู้
กลับมาบ้านครับ ก็เจอจดหมายให้ไปชำระค่าประกันอัคคีภัยต่ออีกสามปี ผมก็ให้พี่สาว ไปติดต่อกับสาขาที่กู้ ว่ายอดนี้จะไม่จ่ายนะเพราะจะปิดบัญชีแล้ว รวมถึงยอดเดือนสุดท้ายก็จะไม่จ่ายนะ เอาไปรวมกับยอดทั้งหมด ทางสาขาก็บอกว่า ถ้าเรื่องปิดบัญชีทำไม่ทันสิ้นเดือน(วันครบกำหนดจ่าย) ก็ต้องจ่ายไปก่อน ส่วนค่าประกันไม่จ่ายก็ได้ โดนทั้งขึ้นทั้งร่องนะครับ ทางธนาคารขอเวลา 1 สัปดาห์ จัดการเรื่องปิดบัญชี แต่ในขณะเดียวกันดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นทุกวัน
จนเวลาผ่านไป ผมต้องคอยโทรตามถามว่าเรื่องไปถึงไหน สุดท้ายพนักงานบอกว่าเรื่องเสร็จแล้วแต่ไม่ว่างติดต่อไป เห้อ เอากะเค้าสิ ดอกเบี้ยก็คิดทุกวัน
สุดท้าย สรุปยอดที่แบงค์เก่าให้ผมรีไฟแนนซ์โยนไปออมสิน คือ 805,000 บาท ครับ เท่านั้นยังไม่พอ ล่าสุด ทางธนาคารส่งใบเสร็จรับเงินค่าประกันอัคคีภัยมา ยอดสามพันกว่าบาท บอกตามตรงว่าผมงงมาก เพราะไม่ได้ไปจ่าย แต่ดันมียอดนี้เกิดขึ้น แถมยังมีการให้ผู้ได้รับมอบอำนาจเป็นคนเซ็นจ่ายเงินแทนอีก เรียกว่า อยู่ดีๆก็ตัดยอดไปจากที่ผมส่งค่างวด ไป เท่ากับว่าผมส่งค่างวดไม่ครบ และโดนดอกเบี้ย โดยที่ทางธนาคารไม่แจ้งผมสักคำ
เอาละครับ ผมก็แค่บ่นนะครับ และไม่อยากให้ใครต้องเสียใจ เสียน้ำตา กับการกู้แบงค์ ตอนกู้นี้เรายังกับพระราชาดูแลอย่างดี พอจะไปปิดบัญชีไม่เห็นหัวสักคน
พอกันทีนะครับกับแบงค์นี้ หรือแบงค์อื่นๆ บ้านเรายังไงคนไม่รู้ก็ตกเป็นเหยื่อคนที่รู้มากกว่า สังคมมันถึงมีความเหลื่อมล้ำกันมาก หากการเอาเปรียบคือการเอาตัวรอดของพนักงานในระบบทุนนิยม พวกเราก็จะถุกเอาเปรียบเพื่อให้พวกเค้ามีชีวิตรอดต่อไป
ขอเวลาร้องไห้ทำใจ เดือนนึง ผมจะกลับมาหาทางล้างหนี้ให้เร็วที่สุดครับ
อยากร้องไห้ ให้กับความโง่ จนต้องเสียเปรียบ แบงค์พาณิชย์
เหมือนอยากระบายให้พี่ๆเพื่อนๆได้ฟัง และขอคำแนะนำดีๆ ตอนนี้บอกได้คำเดียวว่า ปลง และทำใจและครับ
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อสามปีที่แล้วผมและครอบครัวมีภาระที่จำเป็นต้องใช้เงินสด จำนวน 8 แสนบาท
ผมจึงตัดสินใจ อาสา เป็นคนกู้แบงค์ วงเงิน 8 แสน ในเรทอัตราดอกเบี้ย 11 ระยะเวลา 30 ปี ผ่อนเดือนละ 7600 บาท หลักทรัพย์เป็นบ้านครับ
ก้ไม่ได้อะไรนะครับ ก็ทราบว่าดอกเบี้ยแพง แต่มันจำเป็นจริงๆ ก็คิดว่า สักสามปีคงพอลืมตาอ้าปากได้บ้าง
จากวั้นนั้นจนถึงวันนี้ ชีวิตก็ดีขึ้นแหละครับ แต่มันก็ไม่ได้มีเงินก้อนพอที่จะไปโปะหรือปิดบัญชีได้ กลับเกิดอุบัติเหตุทางการเงิน
ให้ต้องมีหนี้สินที่ไม่ได้ก่อเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนครับ (อันนี้เป็นปัญหาทางบ้านผมนะครับ เรื่องมันเศร้าเอาเป็นว่าผมต้องจัดการกับหนี้ก้อนหนี้โดยด่วน)
ผมจึงตัดสินใจ รีไฟแนนซ์ หนี้ก้อนเดิม โดยเล็งหาธนาคารใหม่ ที่ดอกเบี้ยถูกกว่าที่เก่า ก็ได้มาเจอพี่ๆธนาคารออมสิน ที่ให้ดอกเบี้ย 6.5
ก็พูดคุย เจรจา ดูเอกสารกัน จากนั้นผมก็ไปติดต่อกับธนาคารเก่า เพื่อถามยอดว่าเหลือเท่าไหร่ ปรากฎว่าที่ผมผ่อนไป 7600 บาท 3 ปี
เงินต้น ลดไปหมื่นบาทครับ น้ำตาไหลทันทีแทบจะต่อหน้าพนักงานเลย พร้อมกับถามอีกครั้งแบบไม่เชื่อสายตาว่าเป็นจริง
ผ่อนไปเกือบๆ สามแสนครับ เงินต้นลดไปหมื่นเดียว
เอาละครับ ชีวิตต้องสู้ครับ จากนั้นก็ดำเนินเรื่องกับออมสิน ยื่นเอกสาร มาตรวจบ้าน รออนุมัติ ซึ่งทางพี่ผจก ก็บอกว่าไม่น่ามีปัญหาน่าจะผ่านได้
ผมก็ไปให้ทางธนาคารเก่า เช็คยอดที่แท้จริงหากต้องปิดบัญชีตอนนี้ ก็ปรากฎว่า ยอดเงินเพิ่มมาเป็น 803,000 บาท พระเจ้าช่วยมันมาจากไหนกันเนี่ย
พนักงานตอบไม่ได้ครับ บอกแค่ว่าคอมพิวเตอร์ คำนวนออกมาแบบนี้ ผมก็เลยโวยวาย พร้อมขอความเห็นใจ เค้าก็เลี่ยงๆเพราะไม่ใช่แบงค์สาขาที่ให้กู้
กลับมาบ้านครับ ก็เจอจดหมายให้ไปชำระค่าประกันอัคคีภัยต่ออีกสามปี ผมก็ให้พี่สาว ไปติดต่อกับสาขาที่กู้ ว่ายอดนี้จะไม่จ่ายนะเพราะจะปิดบัญชีแล้ว รวมถึงยอดเดือนสุดท้ายก็จะไม่จ่ายนะ เอาไปรวมกับยอดทั้งหมด ทางสาขาก็บอกว่า ถ้าเรื่องปิดบัญชีทำไม่ทันสิ้นเดือน(วันครบกำหนดจ่าย) ก็ต้องจ่ายไปก่อน ส่วนค่าประกันไม่จ่ายก็ได้ โดนทั้งขึ้นทั้งร่องนะครับ ทางธนาคารขอเวลา 1 สัปดาห์ จัดการเรื่องปิดบัญชี แต่ในขณะเดียวกันดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นทุกวัน
จนเวลาผ่านไป ผมต้องคอยโทรตามถามว่าเรื่องไปถึงไหน สุดท้ายพนักงานบอกว่าเรื่องเสร็จแล้วแต่ไม่ว่างติดต่อไป เห้อ เอากะเค้าสิ ดอกเบี้ยก็คิดทุกวัน
สุดท้าย สรุปยอดที่แบงค์เก่าให้ผมรีไฟแนนซ์โยนไปออมสิน คือ 805,000 บาท ครับ เท่านั้นยังไม่พอ ล่าสุด ทางธนาคารส่งใบเสร็จรับเงินค่าประกันอัคคีภัยมา ยอดสามพันกว่าบาท บอกตามตรงว่าผมงงมาก เพราะไม่ได้ไปจ่าย แต่ดันมียอดนี้เกิดขึ้น แถมยังมีการให้ผู้ได้รับมอบอำนาจเป็นคนเซ็นจ่ายเงินแทนอีก เรียกว่า อยู่ดีๆก็ตัดยอดไปจากที่ผมส่งค่างวด ไป เท่ากับว่าผมส่งค่างวดไม่ครบ และโดนดอกเบี้ย โดยที่ทางธนาคารไม่แจ้งผมสักคำ
เอาละครับ ผมก็แค่บ่นนะครับ และไม่อยากให้ใครต้องเสียใจ เสียน้ำตา กับการกู้แบงค์ ตอนกู้นี้เรายังกับพระราชาดูแลอย่างดี พอจะไปปิดบัญชีไม่เห็นหัวสักคน
พอกันทีนะครับกับแบงค์นี้ หรือแบงค์อื่นๆ บ้านเรายังไงคนไม่รู้ก็ตกเป็นเหยื่อคนที่รู้มากกว่า สังคมมันถึงมีความเหลื่อมล้ำกันมาก หากการเอาเปรียบคือการเอาตัวรอดของพนักงานในระบบทุนนิยม พวกเราก็จะถุกเอาเปรียบเพื่อให้พวกเค้ามีชีวิตรอดต่อไป
ขอเวลาร้องไห้ทำใจ เดือนนึง ผมจะกลับมาหาทางล้างหนี้ให้เร็วที่สุดครับ