ขันนอตบิ๊กรัฐวิสาหกิจ"ไม่ทำ...ออกไป"

กระทู้สนทนา


ขันนอตบิ๊กรัฐวิสาหกิจ"ไม่ทำ...ออกไป"

หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขึ้นมาควบคุมการบริหารประเทศ กระแสการปลดคณะกรรมการ (บอร์ด) รัฐวิสาหกิจ ก็ออกมาเป็นระยะ

ล่าสุด การประชุมผู้บริหารระดับสูง 56 รัฐวิสาหกิจเมื่อวันที่ 31 พ.ค. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศและรองหัวหน้า คสช. และหัวหน้าฝ่ายคณะเศรษฐกิจ คสช. ระบุว่า นอกจากจะเร่งพิจารณาแผนงานที่ค้างอยู่แล้ว งานเร่งด่วนอีกด้านคือเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจให้ครบสมบูรณ์ พร้อมทั้งส่งสัญญาณชัดเจนไปยังบอร์ดรัฐวิสาหกิจทุกแห่งว่าจะมีการพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมของบอร์ดแต่ละแห่งควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะมีการโยกย้ายปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของแต่ละรัฐวิสาหกิจด้วย

“ต้องมีการปรับเปลี่ยนกรรมการ โดยกรรมการที่มีเวลาทำงานน้อยควรที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คนที่มีเวลามากมาทำงาน และคนมีความสามารถกลับมาทำงานแทนมากขึ้น ส่วนกรรมการท่านใดควรจะลาออกนั้นให้อยู่ที่ดุลพินิจของแต่ละท่าน”

ส่วนกรณีที่ยังไม่มีผู้บริหารรัฐวิสาหกิจใดยื่นใบลาออกนั้น คสช.คณะฝ่ายเศรษฐกิจจะพิจารณาให้รอบคอบก่อนดำเนินการ เนื่องจากรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก การปรับเปลี่ยนประธานบอร์ดหรือกรรมการต้องดำเนินการตามกติกา

“คสช.มีนโยบายว่าจะไม่ทำผิดกฎหมาย หากต้องปรับเปลี่ยนก็ต้องหาคนดี ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติเข้ามาทำงานแทน และไม่ขัดกับนโยบายองค์กรแต่ละแห่ง รวมทั้งต้องสอดคล้องกับโรดแมปของ คสช.ด้วย” พล.อ.อ.ประจิน ระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า พล.อ.อ.ประจิน จะลาออกจากบอร์ดการบินไทยหรือไม่ พล.อ.อ.ประจิน ตอบว่า ขอดูก่อน

ด้านผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่ตกเป็นข่าวว่าจะถูกปรับเปลี่ยนนั้น ชูจิรา กองแก้ว ประธานคณะกรรมการธนาคารออมสิน ยืนยันว่า สามารถทำงานในองค์กรนี้ได้ แม้จะไม่ใช่บุคคลที่กระทรวงการคลังแต่งตั้งมา และขณะนี้บอร์ดออมสินยังไม่มีใครลาออก

ราฆพ ศรีศุภอรรถ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานบอร์ดสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครลาออก ส่วนจะออกหรือไม่ เป็นเรื่องของนโยบาย

ขณะที่ อัญชลี ชวนิชย์ ประธานกรรมการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า หากจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น คสช.ก็มีอำนาจเต็มอยู่แล้วที่จะทำได้

สำหรับแผนงานที่ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ 56 แห่งเสนอในที่ประชุมนั้น พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ทุกแห่งต้องส่งแผนงานก่อนเที่ยงวันที่ 2 และ 3 มิ.ย. โดยจะนำเข้าที่ประชุม คสช.พิจารณา เพื่อให้ลงทุนทันปีงบประมาณ 2557 และเริ่มลงทุนได้ในปีงบประมาณปี 2558

พร้อมกันนี้ ได้มีการแบ่งรัฐวิสาหกิจออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ จากทั้งหมด 9 กลุ่มงาน โดย พล.อ.อ.ประจิน จะดูแลกลุ่มขนส่ง กลุ่มพลังงาน กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มสาธารณูปการ และ พล.อ.อ.ฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. จะดูแลกลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มสังคมและเทคโนโลยี กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ กลุ่มเกษตร และกลุ่มอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม

สำหรับแผนที่แต่ละรัฐวิสาหกิจนำเสนอนั้น ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รายงานปัญหาของ รฟม.ว่า ไม่มีอำนาจในการดำเนินงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะช่วงก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานในพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมทางหลวง เป็นต้น ส่งผลให้ค่าก่อสร้างสูงขึ้น เห็นได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระ หัวลำโพง-บางแค จึงต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหา|นี้สำหรับโครงการในอนาคต

นอกจากนี้ ได้รายงานด้วยว่า หากไม่เปิดโอกาสให้ รฟม.หารายได้ในโครงการลงทุนรถไฟฟ้า จะทำให้โครงการขาดทุนต่อเนื่อง จึงควรส่งเสริมให้ รฟม.หารายได้จากการดำเนินงานได้ด้วย

ประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย นำเสนอวาระเร่งด่วนขอให้ คสช.อนุมัติโครงการรถไฟสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ที่เดิมมีการปรับเปลี่ยนแบบก่อสร้างให้รองรับรถไฟความเร็วสูงได้ โดยแยกรางรถไฟดีเซลและรถไฟความเร็วสูงออกจากกัน ทำให้ใช้งบเพิ่ม 30-40% โดยจะขอ คสช.ให้เดินหน้าเฉพาะส่วนที่เป็นฐานรากสถานีกลางบางซื่อ

ธัชพล กาญจนกูล รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เสนอแก้ไขกฎหมายสหกรณ์ที่ไม่เป็นธรรม ปรับกฎหมายให้ธนาคารสามารถลงทุนต่างประเทศได้ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ ตั้งกองทุนช่วยเหลือข้าราชการ ครู ทหาร ตำรวจ เป็นต้น และตั้งกองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดย่อม

อัญชลี ชวนิชย์ ประธานกรรมการ กฟผ. เสนอ 2 เรื่องเร่งด่วน คือ 1.โรงไฟฟ้าแม่เมาะ 1-4 และ 2.โครงการก่อสร้างสายส่งแรงสูง 500 เควี ที่ต้องใช้งบก่อสร้าง 1 แสนล้านบาท เพื่อให้เกิดการลงทุนให้เร็วที่สุดในปี 2557
ประสิทธิ์ สืบชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เสนอ 2 เรื่องที่จะลดต้นทุนธนาคาร คือ ขอยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝากเผื่อเรียก ที่ปัจจุบันเก็บ 15% และขอให้คลังค้ำประกันการออกพันธบัตรให้ ธอส.เหมือนเดิม

บริษัท ทีโอที เสนอ 3 โครงการสำคัญที่ถูกชะลอมาก่อนหน้านี้ คือ โครงการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ เชื่อมไทยกับประเทศศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตทั่วโลก คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส มูลค่า 5,979.14 ล้านบาท โครงการขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) จำนวน 2 ล้านเลขหมาย มูลค่าลงทุน 32,550 หมื่นล้านบาท และโครงการปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคม (NGN) มูลค่า 2,836 ล้านบาท

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ขออนุมัติการเพิ่มพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมด้วยการดำเนินการร่วมกับเอกชนปีนี้ไม่น้อยกว่า 5 แห่ง หลังจากที่มีเอกชนผ่านการคัดเลือกตั้งนิคม 13 โครงการ พื้นที่รวม 3 หมื่นไร่

บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เสนอโครงการเร่งรัดการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 วงเงิน 6.2 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับผู้โดยสาร 60 ล้านคนต่อปี การขยายท่าอากาศยานดอนเมือง รองรับผู้โดยสารได้ 40 ล้านคนต่อปี จะแล้วเสร็จในปี 2559 วงเงินรวม 7,000 ล้านบาท


ปล. หุ้นตัวไหนได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ ต้องพิจารณา ขั้วอำนาจเก่าไป ขั้วอำนาจใหม่มา ผมมองว่าเป็นสัจธรรมไปเสียแล้ว ตรงนี้ผมไม่ได้เสียด้วยไม่วิจารณ์ ขออย่างเดียวให้เห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาผมคงไม่มีเยื่อใยหรือความรู้สึกดีๆให้ เพราะพวกมันทำชาติ ฉิหัย กันมานานพอแล้ว ก็หวังว่า ครั้งนี้ คสช. จะไม่ทำให้โอกาสนี้เสียของนะครับ และขอให้พิสูจน์ฝีมือให้ นานาชาติประจักษ์ อย่าให้พวกมันมาดูถูกได้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่