หนูมาไกลนะ... กว่าจะถึงจุดๆนี้ ((กระทู้นี้ขอเสริมสร้างกำลังใจชะนีไทยค่ะ ))

สวัสดีค่ะทุกท่าน หนูก็เป็นหนึ่งในสมาชิกพันทิพที่สิงมานานมากกกกกก   แต่ประพฤติตนแบบไร้ตัวตน  ไม่ค่อยโพสอะไร  ตามอ่านอย่างเดียว  ตั้งเเต่สมัยห้องเเป้งยังอยู่ในหมวดสุขภาพความงามให้ห้องสวนลุม แล้วเเยกออกมาเป็นห้อง ญ.หญิง (ชื่อเเลดูเบี้ยนมาก) จนกระทั่งมาเปลี่ยนชื่อเป็นห้องโต๊ะเครื่องเเป้งณ. ปัจจุบัน  ก็ไม่มีค่อยได้ตั้งกระทู้เลย มีเเต่มาเสพ เเล้วจากไปอย่างเงียบๆ วันนี้เลยอยากมีกระทู้ให้เสริมสร้างเเรงบันดาลใจชะนีไทยอย่าหยุดสวยค่ะ  ต้องมุ่ง ต้องพุ่ง ต้องแรง  เพื่อความสวยค่ะ  >•<  

              กระทู้นี้อาจจะยาวนิดนึงนะคะ  เพราะหนูเป็นชะนีที่นอกจากตัวแน่นแล้วเรื่องก็แน่นมากเช่นกันค่ะ   



                 แต่ที่จะมาเล่าถึงวันนี้คือ  หนูเคยมีความคิดว่าเมื่อก่อน เป็นคนพอแต่งหน้าได้  แต่พอมองย้อนดูรูปเก่าๆ  กลับพบว่า  เหยยยยยย   คนเรามันมีการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆค่ะ    ทั้งหมดมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเรา  ชะนีอย่างหนูก็มีความคิดต่างๆนานา ค่ะ ว่าอยาก    งัดดั้ง *เหลาคาง*กรีดตา*ทุบกราม*ยิงเลเซอร์*อัดโบทอกซ์*เติมฟิลเลอร์*ฉีดเเฟท*ทั้งหมดนี้คืออยากทำเเต่สตางค์มีน้อย  เราก็ต้องหาวิธีอื่นมาทดแทน  และนอกจากหนังหน้าแล้ว  ปัญหาที่ชะนีอย่างเราๆพบ คือปัญหาเรื่องน้ำหนักค่ะ  ที่มันขึ้นๆลงๆ  ลงๆ ขึ้นๆ   จนหาความสุขไม่ได้  วันนี้หนูเลยอยากขอแชร์เรื่องจริงของตัวเองนี่แหละค่ะ   



   





ก่อนอื่น หนูขอย้ำตรงนี้เลยนะคะว่า  ตอนนี้หนูก็ยังไม่ใช่คนผอม เเละคิดว่าคงไม่ผอมแน่นอนค่ะ เเต่ขอเป็นคนอวบๆที่สุขภาพดี จะดีกว่าค่ะ >.<


จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง   ในช่วงชีวิต มัธยมตอนนั้นดำมาก เเละฟันเหยินสุดๆ จนที่บ้านพากันเเซวว่า เราชอบเล่นของ (ฟันไม่เข้า นั่นเอง) แต่เราก็เฉยๆนะ ไม่โกรธอะไร เพราะมันคือเรื่องจริง ที่เหยินจนน่าเกลียดมากๆ   ตอน ม.ต้น จัดว่าผอมมากก สูง 170 เเต่หนักเเค่ประมาณ 45 ยิ่งช่วงไม่สบายจะหนักแค่ 42-43 ถึงต่อให้กินเยอะแค่ไหน ข้าวขาหมู+ ข้าวหมูแดง ต่อบะหมี่เกี๊ยวก็ไม่อ้วนเลยจริงๆ   เเละ ในช่วงนั้นก็ดำมากถึงมากที่สุด เพราะเล่นกีฬา ตากแดด ไม่กลัวดำ เเต่หนูก็ทากันแดดนะคะ เริ่มใช้ตั้งแต่ ม.1 รู้สึกตอนนั้นจะใช้  . SPF50. ประมาณนั้นแต่จริงๆกันเเดดเค้าก้อดีเเหละค่ะ ไม่ดีที่หนูเอง ตากเยอะเกิน จนมันเอาไม่อยู่มากกว่า   และ  ในช่วง ม.1 นี่เองที่พ่อเริ่มทนเห็นลูกฟันเหยินไม่ไหว เลยพาไป จัดฟัน เเละเพื่อนสนิทหนูจัดอยู่เหมือนกันพ่อเลยพาไปจัดร้านหมอฟันนั้น เพราะใกล้โรงเรียนด้วยเผื่อต้องมาดึงฟัน ในวันที่เรียน จะได้มาเองโดยไม่ต้องพึ่งพ่อ เป็นการจัดฟันที่ยาวนานมากๆ กว่าจะถอดเหล็กได้นี่ปาเข้าไปม.4 สังเกตหน้าน้องได้ว่า กลัวพี่หนูเอาฟันไปเจาะหน้าจริงๆ   แต่จะพอจบ ม.3 ขึ้น ม.4 ก็เริ่มที่จะดูแลตัวเอง    ไม่ออกไปไหน ขัดผิววันเว้นวัน   สูตรหนูใช้  มะขามเปียก + ขมิ้น+ นม+น้ำผึ้ง   เอาทุกอย่างมาผสมกันแล้วเอาไปแช่เย็น  ก่อนจะขัด  ใช้บวบ ขัดผิวไปก่อน 1 รอบ  แล้วค่อยขัดอีกทีด้วยมะขามเปียกผสมที่แช่แล้ว  ผลคือ  เปิดเทอมมา  ก็ขาวขึ้นจริงๆนะคะ   



พอช่วงม.4 ก้อยังเพรียวๆอยู่คือกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เเต่พอขึ้น ม.5 เริ่มไปเรียนพิเศษ เพื่อเตรียมเอนทรานซ์ ( เเลดูเูเเก่เด็กสมัยนี้คงจะงง เเต่รุ่นหนูเป็นรุ่นสุดท้ายเเล้วนะคะ>•< ) คือเวลาไปเรียนพิเศษ ก็ต้องมี ขนมกรุบกรอบกินเล่นเเต่บางครั้งก็ไม่เล่นนะกินจริงจังมากก คนที่เคยเรียนแถววิสุทธานี คงเข้าใจ ว่ามันมีแต่ของอร่อย ยำมาม่า(พี่กระเทย) , ลูกชิ้น น้ำจิ้มสุดอร่อย( หน้าเอนคอนเซ็บ) , ป๊อปคอร์น( ดาวองซ์) ชาเขียว, ชายมไข่มุกพุดดิ้ง กินไปเรียนไปเพลิดเพลินหยุดไม่ได้ กลับบ้านดึก หิวอีก กินข้าวที่บ้านอีก มารู้ตัวอีกทีใส่ชุดนักเรียนไม่ได้ จาก 45 พุ่งไป    55-57    T-T [ ที่เรียนพิเศษคือไม่ได้ใช้อะไรเลย เอนซ์ก็ไม่ใช้คะแนน ]


        พอเข้ามหาวิทยาลัยมา ด้วยความที่บวมเป็นทุนเดิม เจอของอร่อยที่มหาลัยอีก ใครๆที่เรียน ม.กรุงเทพที่รังสิต คงจะรู้ ว่ามันเริ่ดมาก ทั้งข้าวขาหมู ,ข้าวหมูทอดน้ำพริกเผา, เครปป้า , ขนมจีบซอกตึก กินคู่กะชาเย็นหรือโอวัลติน ,จาโรเม่ คือมันเป็นสิ่งดีงามมาก มากจนน้ำหนักพุ่งไป เป็น 65 เเต่ยังไม่หยุดยั้ง การกินนะคะ

       จนมาถึงปิดเทอม ปี 2 ขึ้น ปี 3 คณะที่หนูเรียนต้องมีสูทของคณะ ก็ตัดทิ้งไว้ ผลปรากฎเปิดเทอมใส่ไม่ได้ ต้องเอาไปเเก้ จนคนตัดสูทหาว่าน้องไปขโมยชุดใครมาใส่อ่ะ เเล้วในช่วงปิดเทอม คือเป็นชะนี ติ่งเกาหลีคนนึง ไม่ยอมลงเรียนซัมเมอร์ เพราะหลงว่าตนเองฉลาดเก่ง ไม่อยากอัดเรียนเลยไม่ลง ขอนอนอยู่บ้านดูหนังเกาหลีชิลๆ ละกัน เเต่จริงๆเเล้ว ไม่ชิลนะ คือหนูดูตั้งแต่ตื่น คือประมาณ 11 ดูลากยาวยัน 6-7โมงเช้า ตื่นมา วนวงจรเดิม กินข้าวแค่มื้อเดียว เเล้วเปิดดู บนบ้าน ก็ขี้เกียจลงมาหาของกิน ขนมอะไรก็ขี้เกียจหยิบกิน ทำอย่างนี้ตลอดจนเปิดเทอม ( ขอบคุณพ่อกับแม่ที่เข้าใจในตัวตนการเป็นติ่งเกาหลีของเรา ถ้าเป็นครอบครัวอื่นคงไม่ยอมให้ไร้สาระแบบนี้ )

         ตลอดปิดเทอม  ไม่ได้ชั่งน้ำหนัก จะมีออกไปกับพ่อเเม่ข้างนอกบ้าง ก็รู้สึกนิดหน่อยว่าเสื้อผ้ามันหลวม. จนเปิดเทอม ก็งง ทำไมชุดมันหลวมๆไปนะ เเต่ก็นึกในใจดีเเหมือนกันใส่สบายดี พอเจอเพื่อนๆทุกคนตกใจมาก ว่าน้องหนูไปลดน้ำหนักเหรอ หนูก็เลยบอกว่าป่าวนะ เราเเค่ติดหนังเกาหลี เลยขี้เกียจกินข้าว พอไปชั่งน้ำหนักลงจริงๆ 10โล จาก 65 เหลือ 54 กว่าๆ 55 ทุกคนหาว่าหนูไปกินยาลดความอ้วน โกหกแน่ๆ เเต่ด้วยความสัจจริง จะเอาเงินจากไหนไปซื้อกิน ไม่มีค่ะ เงินหมดไปกะหนังเกาหลีหมดละค่ะ ( คือซื้อเกือบทุกเรื่องจริงๆเมื่อก่อนเเพงด้วยนะ เรื่องนึงเป็นพันๆ) ใครจะเชื่อว่าดูหนังจนน้ำหนักลด มีจริงค่ะบนโลกใบนี้หนูเองค่ะ เเต่มันไม่ก็จีรัง เปิดเทอมปี 3 ได้เข้าเมือง มาเรียนที่กล้วยน้ำไท ไงหล่ะทีนี้ใกล้สยาม. เอกมัย หาของกินตลอด น้ำหนักเลยเด้งมาเท่าเดิมค่ะ T-T เเต่ตอนมหาลัยนี่คือ หน้าไม่แต่งเลยนะคะ อย่างดีแค่แป้ง บรัช ลิบกรอส จบ!!! ไปเรียนก็ไปแลบยิ้มสุดๆ หนีบอีเเตะ หรือช้างดาว สพายย่าม มิน่าถึงไม่มีผู้ชายหลงเข้ามาเลย หนู คงดูยิ้ม มากจริงๆ



              ครานี้พอเรียนจบ ทำงานนิดหน่อยพอเป็นกระสัย หนูก็ได้มีโอกาสไป Internship ที่อเมริกา    ไงหล่ะทีนี้ หนูเป็นคนชอบกินพวกชีสๆ เนยๆนมๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับไปทำ F&B อยู่แต่ของกิน คือเวลาเค้าจะทิ้ง เค้าทิ้งกันจริงๆ เเต่ด้วยความที่เป็นเเรงงานเด็กไทยยากจนคนนึง ตัวเรานั้นก็เสียดาย ก็กินสิจ๊ะ จะเหลือเหรอ ของฟรีใครๆก็ชอบ เเล้วที่สำคัญ นี่คือกินไอติมก่อนนอนเกือบทุกวัน เพราะทั้ง Ben&jerry. รสเชอร์รี่กลาเซีย Hagen Dazz ที่นู่นมีเเต่รสเเปลกๆ ที่ไทยไม่มี แถมถูกกว่าไทยมาก บางที 2กระปุก 5เหรียญเอง (ประมาณ 150) ที่ไทยอ่ะเหรอกระปุกละ 299 สามร้อยกว่าบาท เเทบ จะ 1pine ก่อนนอน

              ตอนที่อยู่อยู่ที่นู่น เราก็ไม่รู้สึกนะว่าตัวเราเล็กหรือใหญ่ เพราะหนูค่อนข้างสูง เลยเวลาอยู่กะพวกฝรั่งอ้วนๆสูงๆ เราเลยไม่ค่อยรู้ตน เเถมตากแดดอีกจ้า คืออยู่นู่นแดดแรงมากๆ ดำสุดๆ ดำปิ๊ดปี๋แถวบ้านเรียกว่ามืดอ่ะค่ะ       และจุดพีคอีกจุดคือ ครีมกันแดดหมด เลยขอยืมครีมกันแดด ที่เคยโด่งดังมากในห้องแป้งของเพื่อนมาใช้ มันคงผิดที่เราเองที่เราล้างหน้าไม่สะอาด มันเลยอุดตัน คราวนี้สิวผุดค๊าาา ผุดแบบหน้าผากเละ คือหนูชอบบีบด้วย หน้าผากเละจนแทบไม่มีส่วนดี ส่วนการแต่งหน้า เหมือนเดิมคือไม่แต่ง ถ้าจะแต่งคือให้เพื่อนแต่งให้ตลอด เพื่อนคลั่ง Urban Decay. ก็ไปกับเพื่อน แต่คือเราไม่สนอะไรเลย ซื้อทำไม. ไป Sephora. ทีนี่คือไม่ได้กินเงินหนูเลยเเม้แต่เหรียญเดียว ( มานั่งเสียใจจนทุกวันนี้ ทำไมตอนนั้นช้านไม่ยอมแต่งหน้านะ เครื่องสำอางค์ถูกๆดีๆมีมากมาย ตอนนี้กว่าจะได้แต่ละอย่างพรีออเดอร์ขูดเลือดขูดเนื้อ เสียใจสุดๆ)






                เรื่องความอ้วนดำ สิวเขรอะ ที่ไม่เคยรู้ตน ได้มากระจ่างตอนกลับไทย ตอนเจ็บขาด้วยเลยต้องกลับไทยอย่างจริงจัง เท้าที่หนูคิดว่ามันแค่แพลง ความจริงแล้ว กระดูกร้าว  T-T แต่เจ็บเท้าไม่เจ็บเท่า พ่อกับแม่จำเราไม่ได้ ที่สนามบินขาเข้าเข็นกระเป๋าออกมา พ่อกับแม่เดินเลยจ้าาา แม่บอกว่า ทำไมมันอ้วนดำอย่างงี้นะ. นี่แม่ส่งไปเมกา หรือไปทำนา   เเละที่แรกที่ไปเยือนหลังจากถึงไทยคือ โรงพยาบาลจึงได้รู้ว่าน้ำหนักเมื่อครั้งก่อนไป จาก. 63 มันพุ่งเป็น 80 ค่ะ




                                     แต่ที่เจ็บใจที่สุดคือ  สิวที่สุกระเบิด  กับ   รอยสิว   ที่มีอยู่รอบใบหน้าจนแทบจะไม่มีเนื้อทีดีเลยนั้นทำให้เครียดสุดๆ ยิ่งมีใครทักเราก็ยิ่งเสียความมั่นใจไปอีก  และยิ่งพี่เดินมาบอกว่า “  น้องหนูอย่าเดินมาใกล้พี่  เดี๋ยวสิวระเบิดใส่ “  หูยยยยยยยยยย จี๊ดค่ะจี๊ด  หนูปรี๊ดสุดๆ   หลังจากสิ้นคำพูดนั้น  เราก็เกิดแรงฮึด ขึ้นมาว่า  ยังไงก็แล้วแต่ชั้นจะต้องสวยขึ้นมาให้ได้   

            ก็เลยใช้เวลาช่วงรักษากระดูกเท้าที่ร้าว  คือหมอให้งดใช้เท้า  แล้วก็ใส่เฝือกอ่อน หนูเลยไม่ได้ไปไหน  เลยใช้ช่วงนี้แหละ รักษาหนังหน้าด้วยของพื้นบ้าน  นั่นคือ  >>>>  พาราชูท  พาวเดอร์   !!!  Hiso นะ  ผงพิเศษตราร่มชูชีพ  นี่แหละ  โบก  ประโคมมันเข้าไป  โปะมันเข้าไป  แต่คือมันเป็นสิ่งงดงามบนโลกใบนี้มากค่ะ  คือสิวยุบ  แต่ที่สำคัญคือ  หนูไม่แต่งหน้าจริงจังเลยนะคะช่วงนี้  แม้แต่แป้งก้อไม่ทา   พอมันเริ่มดีขึ้น   ก็คงรอยเท้า  เอ๊ย  รอยสิวเอาไว้ให้เจ็บใจเล่น   ก็รักษาทาครีมทุกอย่างที่เค้าว่าดี   แต่สำหรับหนู  หนูว่ามันไม่เวิร์ค เครียดค่ะ  เครียด   อ้อ  ตอนนี้เริ่มรู้จักกับคอลซีลเลอร์แล้วนะคะ  เวลาแต่งหน้า  ยิ่งเครียดหนัก  เพราะยิ่งโบกคอนซีลเลอร์  เหมือนยิ่งไปเน้นมัน  ยิ่งชัด  แต่ชะนีไฮโซ โลบัดเจ็ด  อย่างเราก็ไม่ยอม  ไม่ย่อท้อแต่อย่างไร   มันยังมีวิธีอื่นอีกสินะ  เลยตัดสินใจ  เลเซอร์รอยแผลค่ะ  พูดเลยว่าเยอะค่ะ  ยิงเลเซอร์ ยังไม่เจ็บเท่ากับเงินที่เสียไปกับค่าเลเซอร์  พอเริ่มจะหมดตูด  ก็เพิ่งคิดได้  ชั้นควรเลิกกับเธอแล้วแหละเลเซอร์  ราคาเธอไม่คู่ควรกับชั้น !!!  หนูเลยกลับมารักษาด้วยการทาครีมเหมือนเดิมค่ะ  ช้าหน่อย  แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย  ตอนนี้มันก็ดีขึ้นแล้ว  พอเวลาแต่งหน้า  ลงรองพื้น + คอนซีล ก็โอเค ไม่ชัดแล้ว  พึงพอใจแล้วค่ะ  แต่คีย์ของการรักษาสิวคือ  ต้องใจเย็น  ไม่มีอะไรบนโลกใบนี้มันได้มาด้วยทางลัดหรอกค่ะ  และที่สำคัญที่สุดคือ  อย่าเครียดไปมากกว่านี้  ยิ่งเครียด  ยิ่งพะวง  มันก็ยิ่งขึ้น  



                *******  เดี๋ยวมาต่อเรื่อง น้ำหนักนะคะ  ******
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่