“พท.’ ออกแถลงการณ์ 11 ข้อ โต้ “สุรชัย” หารือตั้ง “นายกฯ คนกลาง” ซัด ขัด “รธน.” ชี้ หยุดหนุน “สุเทพ” จี้ หนุนจัด ลต.
วันที่ 15 พ.ค. พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ เรื่องขอคัดค้านแนวทางการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนอกรัฐธรรมนูญระบุว่า
ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ได้ประกาศและทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง และประธานวุฒิสภา
เพื่อให้ประชุมร่วมกันหาแนวทางที่จะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา
ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภาได้ขานรับข้อเสนอของนายสุเทพ และได้เรียกประชุมวุฒิสภาเป็นการด่วนต่อเนื่องกัน
ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. เป็นต้นมา และยังได้เชิญตัวแทนรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมหารือด้วยนั้น
พรรคเพื่อไทยขอแถลงการณ์มายังพี่น้องประชาชนทั้งประเทศดังนี้
1. พรรคเห็นว่าการดำเนินการของนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในการเรียกประชุมวุฒิสภานั้น ไม่อาจกระทำได้ แม้นายสุรชัย
จะอ้างว่าเป็นการประชุมนอกรอบก็ตาม
เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 บัญญัติว่าในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ จะมีการ
ประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่กรณีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 132(1) (2) และ (3) ดังนั้น นายสุรชัย จะอาศัยผลการประชุมเพื่อ
ดำเนินการใดๆ มิได้
2. รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ชัดเจนถึงอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา เรื่องใดที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา
ก็จะมีบัญญัติไว้โดยชัดเจนเช่นกัน กรณีการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 171 และ
มาตรา 172 บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร
โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้วุฒิสภา
ทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร และไม่ได้ให้อำนาจประธานวุฒิสภาทำหน้าที่แทนประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ วุฒิสภาจึงไม่มี
อำนาจพิจารณาในเรื่องดังกล่าว
3. ในกรณีที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญได้กำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจนถึงการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี และขณะเดียวกันก็
ได้บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งว่าต้อง อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรี
ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่
ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ารับหน้าที่นั้น ก็ต้องมีที่มาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเช่นกัน กล่าวคือ นายกรัฐมนตรีต้องเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
หลังจากที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว นายกรัฐมนตรีก็เสนอแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป ดังนั้น จึงไม่มีช่องทางใดเลยที่จะมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในระหว่างที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
4. ปัญหาวิกฤติของประเทศในขณะนี้ เกิดจากกระบวนการขัดขวางการเลือกตั้งของ กปปส.และผู้เกี่ยวข้อง การไม่ยอมรับใน
กฎเกณฑ์ กติกาของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยอ้างการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งบังหน้า
ทั้งที่ข้อเท็จจริงหากไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปแล้ว การปฏิรูป
ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น หากทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันให้เกิดการเลือกตั้ง เพื่อจะนำไปสู่การได้มาซึ่งสภาผู้แทนราษฎรและ
รัฐบาลชุดใหม่ ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น
5. การกระทำการใดๆ ของวุฒิสภาเพื่อให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น เป็นการดำเนินการ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย
เพราะขณะนี้มีรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในระหว่าง ยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอำนาจหน้าที่ของคณะ
รัฐมนตรีตามปกติ
เว้นแต่มีข้อจำกัดตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 181(1) ถึง (4) เท่านั้น การที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้นายนิวัฒน์ ธำรงค์
บุญทรงไพศาล ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นการดำนินการโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและ
กฎหมาย และมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี
ดังนั้นจะอ้างว่านายนิวัฒน์ธำรง ไม่มีอำนาจทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีเพื่อหาทางแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้นย่อมไม่อาจ
ทำได้โดยเด็ดขาด
6. แม้จะมีการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายจนได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามความต้องการของนายสุเทพ กับพวกก็ไม่อาจ
ดำเนินการปฏิรูปประเทศได้ เพราะการปฏิรูปประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกระบวนการทางรัฐสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
การตรากฎหมายและแก้ไขกฎหมาย
เมื่อไม่มีสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่อาจดำเนินการดังกล่าวได้ และการปฏิรูประเทศก็ต้องได้รับการยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ของ
ประเทศด้วย เมื่อกระบวนการได้มาของนายกรัฐมนตรีไม่ถูกต้องและถูกต่อต้านตั้งแต่แรก ก็ไม่มีหนทางที่จะดำเนินการปฏิรูปประเทศได้
พรรคจึงเห็นว่าข้ออ้างเรื่องการปฏิรูปนั้นเป็นเพียงฉากหน้าให้ดูดีเท่านั้น แต่เบื้องหลังคือการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง โดยไม่ผ่าน
กระบวนการเลือกตั้งเท่านั้น
7. เมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ถูกกล่าวหาและถูกออกหมายจับในข้อหากบฏ ซึ่งพนักงานอัยการได้มีความเห็นสั่งฟ้อง
และขณะนี้ศาลได้อนุมัติออกหมายจับเพื่อนำตัวส่งฟ้องต่อศาลแล้ว การที่นายสุรชัย ได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน อำนวยความ
สะดวกให้กับนายสุเทพ
เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายของนายสุเทพ คือ การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ย่อมมีผลเท่ากับนายสุรชัย กระทำการล้มล้าง
รัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจฝ่ายบริหาร หรือเพื่อให้ใช้อำนาจดังกล่าวมิได้ อันเข้าข่ายเป็นผู้กระทำความ
ผิดฐานเป็นกบฏเสียเอง หรือสนับสนุนให้นายสุเทพ กระทำความผิดฐานเป็นกบฏ
8. เมื่อความพยายามในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ถือเป็นการกระทำอันต้องห้ามตาม
รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หากยังคงดำเนินการต่อไป ย่อมเป็นสิทธิของประชาชนที่จะออกมาต่อต้านการกระทำดังกล่าวได้ตาม
รัฐธรรมนูญ มาตรา 69
เมื่อถึงเวลานั้น หากเกิดอะไรขึ้นนายสุรชัย และสมาชิกวุฒิสภาจะต้องร่วมกันรับผิดชอบกับการกระทำดังกล่าว และนายกรัฐมนตรี
ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่โดยผิดกฎหมายนั้น ก็จะถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชน ไม่มีทางที่จะบริหารราชการแผ่นดินได้
ปัญหาก็อาจจะลุกลามบานปลาย กลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ พรรคจึงขอเรียกร้องให้นายสุรชัย และสมาชิกวุฒิสภายุติการ
ดำเนินการใดๆ ที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของตน และโดยวิธีการที่ผิดรัฐธรรมนูญ
9. พรรคเห็นว่าการที่นายสุรชัย ได้เชิญองค์กรและบุคคลต่างๆ เข้าร่วมหารือโดยอ้างว่าเพื่อหาทางออกของประเทศนั้น แท้จริง
แล้วเป็นเพียงการกระทำเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองที่จะดำเนินการตามแนวทางของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เพราะทางออกของประเทศนั้นมีอยู่เสมอหากทุกฝ่ายปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จะอ้างเอาการกระทำที่ผิด
รัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อเป็นทางออกของประเทศนั้น จะเป็นการสร้างปัญหาที่ใหญ่หลวงให้กับประเทศมากกว่าที่จะแก้ปัญหา
พรรคจึงไม่อาจเข้าร่วมหารือกับนายสุรชัย ได้ หากนายสุรชัย จะดำเนินการอะไรไปก็ต้องรับผิดชอบเอาเอง
10. เมื่อการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่อาจกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การจะอาศัยมาตรา 7 หรือมาตราอื่นใด
ในรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการดังกล่าวก็ย่อมไม่อาจทำได้เช่นกัน
และจะใช้กระบวนการกดดันเพื่อบีบบังคับให้คณะรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ลาออกเพื่อให้เกิดสุญญากาศนั้น ก็ไม่อาจทำได้ เพราะ
คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งมาโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญจะเข้ารับหน้าที่
11. การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เคยทรงมีพระราชดำรัสไว้แล้วว่า
ไม่เป็นประชาธิปไตย และเป็นการมั่ว การที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัยจะนำเรื่องที่ผิดรัฐธรรมนูญไปเสนอทูลเกล้าฯ ถวายฯ จึงเป็น
เรื่องที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง อันจะทำให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท
ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงขอเรียกร้องให้นายสุรชัย และสมาชิกวุฒิสภายุติการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
อันมีผลเป็นการสนับสนุนข้อเรียกร้องและให้ความช่วยเหลือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกโดยทันที
ปล่อยให้กระบวนการต่างๆ ดำเนินการไปภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว.
http://www.thairath.co.th/content/423030
รออ่านการตอบโต้จาก ประชาธิปัตย์ ด้วย
‘พท.’ แถลง 11 ข้อ โต้ ‘สุรชัย’ ถกตั้ง ‘นายกฯ นอก รธน.’ ข่าวไทยรัฐออนไลน์
วันที่ 15 พ.ค. พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ เรื่องขอคัดค้านแนวทางการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนอกรัฐธรรมนูญระบุว่า
ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ได้ประกาศและทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง และประธานวุฒิสภา
เพื่อให้ประชุมร่วมกันหาแนวทางที่จะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา
ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภาได้ขานรับข้อเสนอของนายสุเทพ และได้เรียกประชุมวุฒิสภาเป็นการด่วนต่อเนื่องกัน
ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. เป็นต้นมา และยังได้เชิญตัวแทนรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมหารือด้วยนั้น
พรรคเพื่อไทยขอแถลงการณ์มายังพี่น้องประชาชนทั้งประเทศดังนี้
1. พรรคเห็นว่าการดำเนินการของนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในการเรียกประชุมวุฒิสภานั้น ไม่อาจกระทำได้ แม้นายสุรชัย
จะอ้างว่าเป็นการประชุมนอกรอบก็ตาม
เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 บัญญัติว่าในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ จะมีการ
ประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่กรณีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 132(1) (2) และ (3) ดังนั้น นายสุรชัย จะอาศัยผลการประชุมเพื่อ
ดำเนินการใดๆ มิได้
2. รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ชัดเจนถึงอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา เรื่องใดที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา
ก็จะมีบัญญัติไว้โดยชัดเจนเช่นกัน กรณีการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 171 และ
มาตรา 172 บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร
โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้วุฒิสภา
ทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร และไม่ได้ให้อำนาจประธานวุฒิสภาทำหน้าที่แทนประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ วุฒิสภาจึงไม่มี
อำนาจพิจารณาในเรื่องดังกล่าว
3. ในกรณีที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญได้กำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจนถึงการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี และขณะเดียวกันก็
ได้บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งว่าต้อง อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรี
ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่
ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ารับหน้าที่นั้น ก็ต้องมีที่มาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเช่นกัน กล่าวคือ นายกรัฐมนตรีต้องเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
หลังจากที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว นายกรัฐมนตรีก็เสนอแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป ดังนั้น จึงไม่มีช่องทางใดเลยที่จะมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในระหว่างที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
4. ปัญหาวิกฤติของประเทศในขณะนี้ เกิดจากกระบวนการขัดขวางการเลือกตั้งของ กปปส.และผู้เกี่ยวข้อง การไม่ยอมรับใน
กฎเกณฑ์ กติกาของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยอ้างการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งบังหน้า
ทั้งที่ข้อเท็จจริงหากไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปแล้ว การปฏิรูป
ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น หากทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันให้เกิดการเลือกตั้ง เพื่อจะนำไปสู่การได้มาซึ่งสภาผู้แทนราษฎรและ
รัฐบาลชุดใหม่ ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น
5. การกระทำการใดๆ ของวุฒิสภาเพื่อให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น เป็นการดำเนินการ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย
เพราะขณะนี้มีรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในระหว่าง ยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอำนาจหน้าที่ของคณะ
รัฐมนตรีตามปกติ
เว้นแต่มีข้อจำกัดตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 181(1) ถึง (4) เท่านั้น การที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้นายนิวัฒน์ ธำรงค์
บุญทรงไพศาล ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นการดำนินการโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและ
กฎหมาย และมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี
ดังนั้นจะอ้างว่านายนิวัฒน์ธำรง ไม่มีอำนาจทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีเพื่อหาทางแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้นย่อมไม่อาจ
ทำได้โดยเด็ดขาด
6. แม้จะมีการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายจนได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามความต้องการของนายสุเทพ กับพวกก็ไม่อาจ
ดำเนินการปฏิรูปประเทศได้ เพราะการปฏิรูปประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกระบวนการทางรัฐสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
การตรากฎหมายและแก้ไขกฎหมาย
เมื่อไม่มีสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่อาจดำเนินการดังกล่าวได้ และการปฏิรูประเทศก็ต้องได้รับการยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ของ
ประเทศด้วย เมื่อกระบวนการได้มาของนายกรัฐมนตรีไม่ถูกต้องและถูกต่อต้านตั้งแต่แรก ก็ไม่มีหนทางที่จะดำเนินการปฏิรูปประเทศได้
พรรคจึงเห็นว่าข้ออ้างเรื่องการปฏิรูปนั้นเป็นเพียงฉากหน้าให้ดูดีเท่านั้น แต่เบื้องหลังคือการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง โดยไม่ผ่าน
กระบวนการเลือกตั้งเท่านั้น
7. เมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก ถูกกล่าวหาและถูกออกหมายจับในข้อหากบฏ ซึ่งพนักงานอัยการได้มีความเห็นสั่งฟ้อง
และขณะนี้ศาลได้อนุมัติออกหมายจับเพื่อนำตัวส่งฟ้องต่อศาลแล้ว การที่นายสุรชัย ได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน อำนวยความ
สะดวกให้กับนายสุเทพ
เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายของนายสุเทพ คือ การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ย่อมมีผลเท่ากับนายสุรชัย กระทำการล้มล้าง
รัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจฝ่ายบริหาร หรือเพื่อให้ใช้อำนาจดังกล่าวมิได้ อันเข้าข่ายเป็นผู้กระทำความ
ผิดฐานเป็นกบฏเสียเอง หรือสนับสนุนให้นายสุเทพ กระทำความผิดฐานเป็นกบฏ
8. เมื่อความพยายามในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ถือเป็นการกระทำอันต้องห้ามตาม
รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หากยังคงดำเนินการต่อไป ย่อมเป็นสิทธิของประชาชนที่จะออกมาต่อต้านการกระทำดังกล่าวได้ตาม
รัฐธรรมนูญ มาตรา 69
เมื่อถึงเวลานั้น หากเกิดอะไรขึ้นนายสุรชัย และสมาชิกวุฒิสภาจะต้องร่วมกันรับผิดชอบกับการกระทำดังกล่าว และนายกรัฐมนตรี
ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่โดยผิดกฎหมายนั้น ก็จะถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชน ไม่มีทางที่จะบริหารราชการแผ่นดินได้
ปัญหาก็อาจจะลุกลามบานปลาย กลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ พรรคจึงขอเรียกร้องให้นายสุรชัย และสมาชิกวุฒิสภายุติการ
ดำเนินการใดๆ ที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของตน และโดยวิธีการที่ผิดรัฐธรรมนูญ
9. พรรคเห็นว่าการที่นายสุรชัย ได้เชิญองค์กรและบุคคลต่างๆ เข้าร่วมหารือโดยอ้างว่าเพื่อหาทางออกของประเทศนั้น แท้จริง
แล้วเป็นเพียงการกระทำเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองที่จะดำเนินการตามแนวทางของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เพราะทางออกของประเทศนั้นมีอยู่เสมอหากทุกฝ่ายปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จะอ้างเอาการกระทำที่ผิด
รัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อเป็นทางออกของประเทศนั้น จะเป็นการสร้างปัญหาที่ใหญ่หลวงให้กับประเทศมากกว่าที่จะแก้ปัญหา
พรรคจึงไม่อาจเข้าร่วมหารือกับนายสุรชัย ได้ หากนายสุรชัย จะดำเนินการอะไรไปก็ต้องรับผิดชอบเอาเอง
10. เมื่อการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่อาจกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การจะอาศัยมาตรา 7 หรือมาตราอื่นใด
ในรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการดังกล่าวก็ย่อมไม่อาจทำได้เช่นกัน
และจะใช้กระบวนการกดดันเพื่อบีบบังคับให้คณะรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ลาออกเพื่อให้เกิดสุญญากาศนั้น ก็ไม่อาจทำได้ เพราะ
คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งมาโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญจะเข้ารับหน้าที่
11. การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เคยทรงมีพระราชดำรัสไว้แล้วว่า
ไม่เป็นประชาธิปไตย และเป็นการมั่ว การที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัยจะนำเรื่องที่ผิดรัฐธรรมนูญไปเสนอทูลเกล้าฯ ถวายฯ จึงเป็น
เรื่องที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง อันจะทำให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท
ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงขอเรียกร้องให้นายสุรชัย และสมาชิกวุฒิสภายุติการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
อันมีผลเป็นการสนับสนุนข้อเรียกร้องและให้ความช่วยเหลือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกโดยทันที
ปล่อยให้กระบวนการต่างๆ ดำเนินการไปภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว.
http://www.thairath.co.th/content/423030
รออ่านการตอบโต้จาก ประชาธิปัตย์ ด้วย