วิกฤติความแตกแยกในชาติที่ยืดเยื้อมานานกว่า5เดือนได้เดินมาถึงจุดเปราะบางที่อาจนำไปสู่สงครามกลางเมือง
จากการเผชิญหน้าทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้นำฝ่าย
ค้านอาสาออกมาแสดงบทบาทในการพบปะตัวแทนฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศหวังผ่า
ทางตันวิกฤติประเทศอย่างน้อยถือเป็นความพยายามเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อว่ามีเป้าหมายเพื่อชาติบ้านเมือง
หากมองปัญหาจากคู่ขัดแย้งหลักในวิกฤติความแตกแยกในชาติขณะนี้ก็คือการเผชิญหน้าขั้นแตกหัก
ระหว่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ถูกมองว่าเป็นรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณ
กับมวลมหาประชาชนภายใต้การนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการ
เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.)
ในส่วนของมวลมหาประชาชน กปปส.สาเหตุที่ออกมาแสดงพลังชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ชาติไทยมานานกว่า 6 เดือนก็ด้วยข้อเรียกร้องอันเป็นหัวใจสำคัญ 3 ประการคือ
1.ต้องการล้างระบอบทักษิณที่ถูกมองว่าเป็นระบอบทรราชอันชั่วร้ายในคราบประชาธิปไตยที่ทำลายประเทศมา
นานกว่า 10 ปีให้พ้นจากเวทีการเมืองอย่างสิ้นเชิง 2. อาศัยมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญตั้งรัฐบาลเฉพาะกลางที่
เป็นกลางปลอดจากฝ่ายการเมืองขึ้นมาบริหารประเทศชั่วคราวในช่วงเปลี่ยนผ่าน 3. ให้รัฐบาลเฉพาะกาลที่เป็น
กลางปลอดจากฝ่ายการเมืองวางแนวทางปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ให้สำเร็จจากนั้นจึงค่อยมีการเลือกตั้ง
ขณะที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยยืนกรานที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปโดยปฏิเสธรัฐบาลเฉพาะกาลที่เป็นกลาง
และมุ่งที่จะเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็วที่สุดโดยหวังผลอาศัยผลการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสร้างความ
ชอบธรรมในการรักษาอำนาจของระบอบทักษิณและฟอกความชั่วร้ายล้มเหลวทั้งหลายที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก่อไว้
ด้วยจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงประกอบกับต่างฝ่ายต่างก็แข็งกร้าวทำให้มีแนวโน้ม
นำสู่จุดแตกหักจนอาจกลายเป็นสงครามกลางเมือง ด้วยเหตุนี้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเห็นว่า คู่กรณีหลักรัฐบาล
ทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณและมวลมหาประชาชน กปปส.ต้องยอมลดราวาศอกลบ้างเพื่อเป็นทางออกให้กับ
ประเทศ มิฉะนั้นหากเกิดสงครามกลางเมืองจะไม่มีฝ่ายใดเลยที่ได้ประโยชน์จะมีแต่ความสูญเสียของทุกฝ่ายโดย
เฉพาะอย่างยิ่งความหายนะที่จะเกิดกับชาติบ้านเมือง
ดังนั้นหากทุกฝ่ายจริงใจและเห็นแก่ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริงก็น่าจะยอมรับทางออก
ฝ่าวิกฤติของประเทศโดยมีตัวอย่างโมเดล อาทิ รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ควร
ลาออกทั้งคณะเพื่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองเปิดทางให้สามารถอาศัยมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญตั้งรัฐบาล
แห่งชาติโดยมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง ส่วนคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยตัวแทนจากทุกพรรคการ
เมืองในสัดส่วนครี่งหนึ่ง และคณะรัฐมนตรีส่วนที่เหลือมาจากตัวแทนของมวลมหาประชาชน กปปส.เพื่อร่วมกัน
วางแนวทางปฏิรูปประเทศให้สำเร็จจากนั้นจึงมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่
ทั้งนี้ปมปัญหาแห่งความแตกแยกทั้งหลายทั้งปวงล้วนเกิดจากเงื่อนไขหลัก 3 ประการนั่นคือ
ข้อเรียกร้องให้มีรัฐบาลเฉพาะกาลที่เป็นกลางเข้ามาบริหารประเทศชั่วคราว มีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่
ให้เป็นประธิปไตยที่แท้จริง และมีการเลือกตั้ง ซึ่งโมเดลดังกล่าวข้างต้นจึงน่าจะเป็นคำตอบและทางออก
ฝ่าวิกฤติของประเทศ
http://www.naewna.com/politic/columnist/12341
จะเลือกตั้ง 20 กรกฎา กันอีกแล้ว! คอลัมน์บ้านเกิดเมืองนอน สิริอัญญา แนวหน้าออนไลน์
ดูจากการเคลื่อนไหวของ กกต. และพรรคการเมืองต่างๆ ในห้วงเวลาที่ผ่านมาใกล้ๆนี้แล้ว เริ่มปรากฏภาพ
ชัดเจนว่า จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่สองหลังจากยุบสภาในวันที่ 20 กรกฎาคม ศกนี้
มีรายละเอียดถึงขนาดว่า กกต.จะส่งร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปต่อรัฐบาลใน
วันที่ 6 พฤษภาคม ศกนี้ และคณะรัฐมนตรีก็จะเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาวันเดียวกัน จากนั้นก็จะนำ
ความกราบบังคมทูลเพื่อตราเป็นพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไปต่อไป
นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคการเมืองทั้งหลายและ กกต. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง
มิได้สำเหนียกหรือรู้สึกร้อนหนาวใดๆ ต่อประชามติของประชาชาติไทยเลยแม้แต่น้อย และมิได้สำนึก
ถึงจิตวิญญาณในการจัดการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายการเลือกตั้ง
ที่มีอยู่นี้เลย
<
<
<
นอกจากนั้น จิตวิญญาณในการเลือกตั้งจะต้องตั้งอยู่บนหลักสำคัญที่สุดคือ ต้องจัดการเลือกตั้งให้เป็นไป
โดยสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ใช่จัดการเลือกตั้งแบบเส็งเคร็งที่มีการโกงการเลือกตั้งทุกรูปแบบ ทุกขั้นทุกตอน
และมีการใช้อำนาจรัฐทุกรูปแบบทุกกระบวนเพื่อโกงการเลือกตั้งด้วย รวมทั้งต้องไม่มีการใช้ความรุนแรง
ในการสกัดขัดขวางไม่ให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองอื่นไปหาเสียงเลือกตั้งด้วย
ความเป็นจริงในขณะนี้ มีความขัดแย้งทางการเมืองในระดับสูงสุดที่นักการเมืองและพรรคการเมืองบางพรรค
ได้ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และใช้การทุจริตทุกรูปแบบให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แม้กระทั่งถูกศาล
รัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคมาหลายครั้งหลายหน ก็มิได้เข็ดหลาบ
<
<
<
ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ
ดังนั้นกลุ่มคนที่ไม่สำเหนียก ไม่สำนึก และยังจะจัดการเลือกตั้งแบบเส็งเคร็งเพื่อฟอกคนผิดคิดโกงชาติ
ให้กลับมามีอำนาจยึดบ้านยึดเมืองต่อไปอีก จึงต้องรับผิดชอบในอนันตริยกรรมนี้!
http://www.naewna.com/politic/columnist/12342
อำนาจข้าใครอย่าแตะ คอลัมน์เลียบวิภาวดี กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม แนวหน้าออนไลน์
การต่อสู้ระหว่างมวลมหาประชาชนและ กปปส. ที่ไม่เอาระบอบชินดาวงศ์ฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มชินดาวงศ์
และขี้ข้าที่ปกป้องระบอบนี้อีกฝ่ายหนึ่ง ยิ่งสู้กันยาวนานแค่ไหน ยิ่งเปิดเปลือยหัวใจให้คนทั้งโลกได้
มองเห็น “แต่ละฝ่ายต้องการอะไร”
“ฝ่าย กปปส.” ชัดเจนใน “จุดยืน” อันมั่นคง “ต้องล้างระบอบชินดาวงศ์” ให้สูญสิ้นไปจาก
แผ่นดินเพราะได้ขยี้ขย่ำประเทศไทยมา 10 ปี จนเหลวเละ โดยเชื่อว่าหากล้างระบอบนี้ไม่สำเร็จ
หายนะอันประมาณไม่ได้ที่จะเกิดกับประเทศไทยจะดักรออยู่โค้งหน้าแน่
“ฝ่ายชินดาวงศ์” ซึ่งนำโดยอาซ้อ คอ-นก-รีต และเสี่ยคูซุ่นเส็ง ซึ่งบัดนี้สองศรีพี่น้องต่าง
“เสพติดในอำนาจ” จนเลิกไม่ได้ ดังนั้น ต่างมี “จุดยืน” อันแน่ชัด “อำนาจข้าใครอย่าแตะ”
และแก่นแท้ของหัวใจ “ขอผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศไทยอยู่ในตระกูลชินดาวงศ์ไปชั่วกัลปาวสาน”
..........................
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้อ่านต่อตาม link ค่ะ
http://www.naewna.com/politic/columnist/12337
โมเดลทางออกฝ่าวิกฤติประเทศ คอลัมน์การเมือง บทบรรณาธิการ แนวหน้าออนไลน์
จากการเผชิญหน้าทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้นำฝ่าย
ค้านอาสาออกมาแสดงบทบาทในการพบปะตัวแทนฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศหวังผ่า
ทางตันวิกฤติประเทศอย่างน้อยถือเป็นความพยายามเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อว่ามีเป้าหมายเพื่อชาติบ้านเมือง
หากมองปัญหาจากคู่ขัดแย้งหลักในวิกฤติความแตกแยกในชาติขณะนี้ก็คือการเผชิญหน้าขั้นแตกหัก
ระหว่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ถูกมองว่าเป็นรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณ
กับมวลมหาประชาชนภายใต้การนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการ
เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.)
ในส่วนของมวลมหาประชาชน กปปส.สาเหตุที่ออกมาแสดงพลังชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ชาติไทยมานานกว่า 6 เดือนก็ด้วยข้อเรียกร้องอันเป็นหัวใจสำคัญ 3 ประการคือ
1.ต้องการล้างระบอบทักษิณที่ถูกมองว่าเป็นระบอบทรราชอันชั่วร้ายในคราบประชาธิปไตยที่ทำลายประเทศมา
นานกว่า 10 ปีให้พ้นจากเวทีการเมืองอย่างสิ้นเชิง 2. อาศัยมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญตั้งรัฐบาลเฉพาะกลางที่
เป็นกลางปลอดจากฝ่ายการเมืองขึ้นมาบริหารประเทศชั่วคราวในช่วงเปลี่ยนผ่าน 3. ให้รัฐบาลเฉพาะกาลที่เป็น
กลางปลอดจากฝ่ายการเมืองวางแนวทางปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ให้สำเร็จจากนั้นจึงค่อยมีการเลือกตั้ง
ขณะที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยยืนกรานที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปโดยปฏิเสธรัฐบาลเฉพาะกาลที่เป็นกลาง
และมุ่งที่จะเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็วที่สุดโดยหวังผลอาศัยผลการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสร้างความ
ชอบธรรมในการรักษาอำนาจของระบอบทักษิณและฟอกความชั่วร้ายล้มเหลวทั้งหลายที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก่อไว้
ด้วยจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงประกอบกับต่างฝ่ายต่างก็แข็งกร้าวทำให้มีแนวโน้ม
นำสู่จุดแตกหักจนอาจกลายเป็นสงครามกลางเมือง ด้วยเหตุนี้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเห็นว่า คู่กรณีหลักรัฐบาล
ทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณและมวลมหาประชาชน กปปส.ต้องยอมลดราวาศอกลบ้างเพื่อเป็นทางออกให้กับ
ประเทศ มิฉะนั้นหากเกิดสงครามกลางเมืองจะไม่มีฝ่ายใดเลยที่ได้ประโยชน์จะมีแต่ความสูญเสียของทุกฝ่ายโดย
เฉพาะอย่างยิ่งความหายนะที่จะเกิดกับชาติบ้านเมือง
ดังนั้นหากทุกฝ่ายจริงใจและเห็นแก่ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริงก็น่าจะยอมรับทางออก
ฝ่าวิกฤติของประเทศโดยมีตัวอย่างโมเดล อาทิ รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ควร
ลาออกทั้งคณะเพื่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองเปิดทางให้สามารถอาศัยมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญตั้งรัฐบาล
แห่งชาติโดยมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง ส่วนคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยตัวแทนจากทุกพรรคการ
เมืองในสัดส่วนครี่งหนึ่ง และคณะรัฐมนตรีส่วนที่เหลือมาจากตัวแทนของมวลมหาประชาชน กปปส.เพื่อร่วมกัน
วางแนวทางปฏิรูปประเทศให้สำเร็จจากนั้นจึงมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่
ทั้งนี้ปมปัญหาแห่งความแตกแยกทั้งหลายทั้งปวงล้วนเกิดจากเงื่อนไขหลัก 3 ประการนั่นคือ
ข้อเรียกร้องให้มีรัฐบาลเฉพาะกาลที่เป็นกลางเข้ามาบริหารประเทศชั่วคราว มีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่
ให้เป็นประธิปไตยที่แท้จริง และมีการเลือกตั้ง ซึ่งโมเดลดังกล่าวข้างต้นจึงน่าจะเป็นคำตอบและทางออก
ฝ่าวิกฤติของประเทศ
http://www.naewna.com/politic/columnist/12341
จะเลือกตั้ง 20 กรกฎา กันอีกแล้ว! คอลัมน์บ้านเกิดเมืองนอน สิริอัญญา แนวหน้าออนไลน์
ดูจากการเคลื่อนไหวของ กกต. และพรรคการเมืองต่างๆ ในห้วงเวลาที่ผ่านมาใกล้ๆนี้แล้ว เริ่มปรากฏภาพ
ชัดเจนว่า จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่สองหลังจากยุบสภาในวันที่ 20 กรกฎาคม ศกนี้
มีรายละเอียดถึงขนาดว่า กกต.จะส่งร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปต่อรัฐบาลใน
วันที่ 6 พฤษภาคม ศกนี้ และคณะรัฐมนตรีก็จะเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาวันเดียวกัน จากนั้นก็จะนำ
ความกราบบังคมทูลเพื่อตราเป็นพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไปต่อไป
นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคการเมืองทั้งหลายและ กกต. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง
มิได้สำเหนียกหรือรู้สึกร้อนหนาวใดๆ ต่อประชามติของประชาชาติไทยเลยแม้แต่น้อย และมิได้สำนึก
ถึงจิตวิญญาณในการจัดการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายการเลือกตั้ง
ที่มีอยู่นี้เลย
<
<
<
นอกจากนั้น จิตวิญญาณในการเลือกตั้งจะต้องตั้งอยู่บนหลักสำคัญที่สุดคือ ต้องจัดการเลือกตั้งให้เป็นไป
โดยสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ใช่จัดการเลือกตั้งแบบเส็งเคร็งที่มีการโกงการเลือกตั้งทุกรูปแบบ ทุกขั้นทุกตอน
และมีการใช้อำนาจรัฐทุกรูปแบบทุกกระบวนเพื่อโกงการเลือกตั้งด้วย รวมทั้งต้องไม่มีการใช้ความรุนแรง
ในการสกัดขัดขวางไม่ให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองอื่นไปหาเสียงเลือกตั้งด้วย
ความเป็นจริงในขณะนี้ มีความขัดแย้งทางการเมืองในระดับสูงสุดที่นักการเมืองและพรรคการเมืองบางพรรค
ได้ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และใช้การทุจริตทุกรูปแบบให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แม้กระทั่งถูกศาล
รัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคมาหลายครั้งหลายหน ก็มิได้เข็ดหลาบ
<
<
<
ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ
ดังนั้นกลุ่มคนที่ไม่สำเหนียก ไม่สำนึก และยังจะจัดการเลือกตั้งแบบเส็งเคร็งเพื่อฟอกคนผิดคิดโกงชาติ
ให้กลับมามีอำนาจยึดบ้านยึดเมืองต่อไปอีก จึงต้องรับผิดชอบในอนันตริยกรรมนี้!
http://www.naewna.com/politic/columnist/12342
อำนาจข้าใครอย่าแตะ คอลัมน์เลียบวิภาวดี กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม แนวหน้าออนไลน์
การต่อสู้ระหว่างมวลมหาประชาชนและ กปปส. ที่ไม่เอาระบอบชินดาวงศ์ฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มชินดาวงศ์
และขี้ข้าที่ปกป้องระบอบนี้อีกฝ่ายหนึ่ง ยิ่งสู้กันยาวนานแค่ไหน ยิ่งเปิดเปลือยหัวใจให้คนทั้งโลกได้
มองเห็น “แต่ละฝ่ายต้องการอะไร”
“ฝ่าย กปปส.” ชัดเจนใน “จุดยืน” อันมั่นคง “ต้องล้างระบอบชินดาวงศ์” ให้สูญสิ้นไปจาก
แผ่นดินเพราะได้ขยี้ขย่ำประเทศไทยมา 10 ปี จนเหลวเละ โดยเชื่อว่าหากล้างระบอบนี้ไม่สำเร็จ
หายนะอันประมาณไม่ได้ที่จะเกิดกับประเทศไทยจะดักรออยู่โค้งหน้าแน่
“ฝ่ายชินดาวงศ์” ซึ่งนำโดยอาซ้อ คอ-นก-รีต และเสี่ยคูซุ่นเส็ง ซึ่งบัดนี้สองศรีพี่น้องต่าง
“เสพติดในอำนาจ” จนเลิกไม่ได้ ดังนั้น ต่างมี “จุดยืน” อันแน่ชัด “อำนาจข้าใครอย่าแตะ”
และแก่นแท้ของหัวใจ “ขอผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศไทยอยู่ในตระกูลชินดาวงศ์ไปชั่วกัลปาวสาน”
.......................... [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
http://www.naewna.com/politic/columnist/12337