ภาพเก่าเล่าความหลัง ชุดที่ 2 (12)

กระทู้สนทนา
ต่อจากตอนที่แล้วครับ...

http://pantip.com/topic/31968073

สมัยเด็กๆ มีปัญหาเขกหัว สำหรับผู้แพ้ ระหว่างผมกับเพื่อนๆ ระหว่างพักชั่วโมงเรียนหรือระหว่างมื้อกลางวัน มีอยู่คำถามหนึ่ง เพื่อนถามมาว่า

"เสากิ๋กดิ๋ก เหล็กก๋อกด๋อก ก๋อกป้าดเหล็ก เหล็ดมัดก๋อก ?"
(เสาสั้นๆ เหล็กสั้นๆ กระบอกพาดเหล็ก มีเส้นลวดมัดกระบอก ?)

นั่งนึกตั้งนาน ตอบไม่ได้ เลยบอกเพียงสั้นๆ ว่า

"เน่า" หมายความว่าใช้เวลานานเกินควร จนปัญหาเน่าแล้ว ขอยอมแพ้

เพื่อนเขกหัวโครมใหญ่ พลางเฉลยว่า

"ก็โทรเลขไง ?" ผมถึงบางอ้อ เมื่อนึกถึงรูปเสาโทรเลขหน้าบ้าน ที่มีรูปร่างตามนั้น พร้อมกับสายโทรเลขพาดผ่านสองสาย และเคยเห็นตอนไปเที่ยวแม่สาย มีเพียงสายเดียว อมยิ้ม01



พอโตขึ้นมา ได้เรียนวิชาสังคมศึกษาในชั้น ป.2 อ่านหนังสือชุด "ฉันกับน้องสมภาพ" เล่าเรื่องเกี่ยวกับกิจการไปรษณีย์และโทรเลข พร้อมภาพประกอบ ทำให้รู้สึกทึ่ง และอยากไปเห็นที่ทำการไปรษณีย์กลางเป็นกำลัง และมีเพื่อนครูของพ่อแม่ ที่ส่งตัวแทนไปฟังผลสอบเทียบวิชาครู กระทรวงศึกษาธิการ แล้วส่งโทรเลขให้พรรคพวกที่มารอฟังผลยังที่ทำการไปรษณีย์อำเภอ เรียกเสียงเฮฮาทั่วหน้า ทำให้ผมยิ่งทึ่งในความรวดเร็วของโทรเลขเข้าไปอีก

มาเห็นตัวจริงของที่ทำการไปรษณีย์กลาง ตอนเรียนชั้นมัธยมปลายที่กรุงเทพฯ ล่ะครับ ซึ่งทางโรงเรียนได้พาไปชมงานแสดงตราไปษณียากรแห่งชาติ และผมได้สมัครเป็นสมาชิกข่าวสารตราไปรษณียากร และสะสมตราไปรณียากรต่อมาหลังจากนั้น เป็นเวลาอีกหลายปี



ว่าถึงเรื่องโทรเลข จาก wikipedia thai ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับกิจการนี้ไม่น้อยเลย

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2412 ทรงอนุมัติให้ชาวอังกฤษจัดตั้งบริษัทก่อสร้างและบำรุงรักษาทางโทรเลขตามคำเสนอขอ แต่การดำเนินงานกลับล้มเหลว

เมื่อ พ.ศ.2418 สมัยรัชกาลที่ 5 กรมกลาโหม ดำเนินการสร้างทางสายโทรเลขสายแรกจาก กรุงเทพฯ ไปปากน้ำ (หรือจังหวัดสมุทรปราการในปัจจุบัน) โดยวางสายเคเบิลโทรเลขใต้น้ำต่อออกไป ถึงกระโจมไฟนอกสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยารวมระยะทาง 45 กิโลเมตร เพื่อใช้ในการส่งข่าวสารทางราชการเป็นหลัก

ในปี พ.ศ. 2421 กรมกลาโหมได้สร้างทางโทรเลขสายที่ 2 จาก กรุงเทพฯ ถึง พระราชวังบางปะอิน และได้ขยายสายออกไปถึง กรุงเก่า (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)

ต่อมาปี พ.ศ. 2426 เริ่มสร้างทางใช้ลวดเหล็กอาบสังกะสีเป็นสายแรกของกรุงเทพฯ ผ่านปราจีนบุรี กบินทร์บุรี อรัญประเทศ ศรีโสภณ และ คลองกำปงปลัก ใน จ.พระตะบอง (สมัยนั้นยังเป็นของสยาม) ได้เชื่อมต่อกับสายโทรเลขอินโดจีน ไซง่อน ซึ่งเป็นสายแรกที่ติดต่อกับต่างประเทศ และในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2426 ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้บริการโทรเลข

เมื่อมาถึง พ.ศ.2440 กรมโทรเลขได้สร้างทางสาย กรุงเทพฯ แม่สอด จ.ตาก เพื่อไปต่อกับสายโทรเลขของอังกฤษไปเมือง มะละแหม่ง และ ย่างกุ้ง และได้สร้างทางโทรเลขจาก กรุงเทพฯ เพชรบุรี ชุมพร ทุ่งสง หาดใหญ่ และสงขลา และในปี พ.ศ.2441 ได้สร้างสายย่อยจาก สงขลา ไป ไทรบุรี (สมัยนั้นยังเป็นของสยาม และปัจจุบันคือรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย) และกัวลามุดา เพื่อเชื่อมต่อกับสายโทรเลขของอังกฤษไป ปีนัง และ สิงคโปร์



ในปี พ.ศ. 2496 นายสมาน บุณยรัตพันธุ์ นายช่างโทรเลขได้สร้างเครื่องโทรพิมพ์ภาษาไทยได้สำเร็จ โดยคิดระบบกลไก หรือ Spacing Control Mechanism ต่อมาได้ประดิษฐ์เพิ่มเติมโดยให้เครื่องทำงานได้ทั่งสองภาษา (ไทยและอังกฤษ) ให้ชื่อว่า เครื่องโทรพิมพ์ไทยแบบ S.P. โดยกรมไปรษณีย์โทรเลขรับรองเมื่อปี พ.ศ. 2498

เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 กรมไปรษณีย์โทรเลขสั่งสร้างเครื่องโทรพิมพ์ไทยจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาใช้งานเป็นรุ่นแรกระหว่างกรุงเทพฯ-นครสวรรค์ กรุงเทพฯ-อุตรดิตถ์-เชียงใหม่ หลังจากนั้นได้ใช้เครื่องโทรพิมพ์ออกไปทั่งประเทศ

ปี พ.ศ.2503 ได้มีการปรับปรุงบริการให้ทันสมัยโดยจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่ เช่น เครื่องส่งและเครื่องรับวิทยุความถี่สูง เครื่องโทรพิมพ์ที่ใช้งานโทรเลขแบบต่างๆ เปิดการใช้งานรับส่งโทรเลขติดต่อกับต่างประเทศด้วยวงจร HF1 ARQ โดยประเทศแรกที่ติดต่อด้วยวงจรนี้คือประเทศญี่ปุ่น

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 กรมไปรษณีย์โทรเลขได้จัดตั้งสถานีวิทยุคมนาคมขึ้นในจังหวัดและอำเภอต่าง ๆ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 50 สถานี
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่