ถ้าจะให้เล่ากรุงเทพฯ เมื่อราว พ.ศ. 2498 ผมไม่ได้นึกถึงถนนใหญ่หรืออาคารสำคัญอะไร แต่ผมนึกถึง “เสียง”
เสียงกีบม้า... ที่กระทบพื้นดัง ป๊อก แป๊ก ป๊อก แป๊ก ลอยมาตามลมแทบทุกวัน
เสียงรถราง... ที่แล่นผ่านหน้าบ้าน เหล็กเสียดสีกับรางดัง แกร๊ก ๆ ครืด ๆ เป็นจังหวะยาว
และเสียงคน... ที่คุยกัน ตะโกนเรียกกัน ปะปนจนกลายเป็นจังหวะชีวิตของย่านนางเลิ้ง
หน้าบ้านผมไม่ได้มีรั้วสูงหรือสนามหญ้า แต่เป็นห้องแถวติดถนน ก้าวออกไปไม่กี่ก้าวก็เป็นลำธารเล็กๆ ไหลผ่านหน้าบ้าน น้ำอาจไม่ได้ใสแจ๋วเหมือนในภาพโฆษณา แต่มันใสพอจะเห็นเงาท้องฟ้ากับกิ่งไม้ไหว แดดตอนสายตกกระทบผิวน้ำสะท้อนแสงระยิบระยับ จนเด็กอย่างพวกผมชอบยืนมองและลงเล่นเป็นประจำ
ถัดออกไปคือถนนคอนกรีตธรรมดา ฝุ่นจะฟุ้งขึ้นทุกครั้งที่มีรถผ่าน โดยเฉพาะรถสามล้อถีบที่วิ่งไปมาทั้งวัน เหงื่อของคนถีบผสมกับกลิ่นเหล็ก กลิ่นยาง และกลิ่นฝุ่น กลายเป็น “กลิ่นของถนน” ในยุคนั้น บางครั้งก็จะมี "รถลาก" รับจ้างที่มีคนลากพาผู้โดยสารไปส่งที่หมาย ส่วนใหญ่คนลากจะเป็นคนจีน เราจึงเรียกกันติดปากว่า "รถเจ๊ก"
ริมถนนจะมีทางรถรางวิ่งผ่าน เสียงกระดิ่งที่เคาะรัวๆ เป็นการเตือนให้หลบทาง แต่นี่กลับกลายเป็นของเล่นชั้นดีของผมในวัยเด็ก เราจะเอาฝาน้ำอัดลมหรือที่สมัยนั้นเรียก "ฝาเบียร์" มาวางให้รถรางทับจนแบน แล้วเอามาเจาะรูร้อยเชือก ควงให้เป็นเกลียวจนหมุนจี๋ เอาไว้ตัดกระดาษเล่น นี่คือความสุขง่ายๆ ที่เด็กสมัยนั้นจะหาได้
บ้านผมตั้งอยู่บนถนนนครสวรรค์ ฝั่งตรงข้ามคืออาคาร บริษัทเทวกรรมโอสถ (ซึ่งต่อมาถูกวางเพลิงในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) มองไปทางขวาไม่ถึง 200 เมตร คือประตูทางเข้า สนามม้าราชตฤณมัยสมาคม (สนามม้านางเลิ้ง) แหล่งแสวงโชคที่มีตั้งแต่ผู้รากมากดีไปจนถึงกรรมกรหาเช้ากินค่ำ ซึ่งมีบริบทน่าสนใจที่ต้องพูดถึงกันอีกยาว
ส่วนถ้ามองไปทางซ้ายมือ จะเป็นเส้นทางไปสู่ตลาดนางเลิ้งที่มีร้านเป็ดย่างแสนอร่อยอยู่ริมสะพาน น้ำประปาสมัยนั้นยังเป็นบริการฟรีสาธารณะ มีก๊อกน้ำตั้งอยู่ริมถนน มีแท่งเหล็กกลมๆ เป็นวาล์วเปิดปิด ถ้าปล่อยให้แท่งนั้นตกน้ำจะหยุดไหล วิธีการทำให้น้ำไหลตลอดคือต้องเอาผ้าไปพันรอบแท่งวาล์วแล้วเอาฝาเบียร์ไปวางค้ำไว้ เราจะเห็นชาวบ้านเอาภาชนะมาวางต่อคิวกันยาวเหยียด ส่วนผม... ตกมืดชอบไปนั่งอาบน้ำที่ก๊อกนั่นเลย
ทางที่จะไปตลาดนางเลิ้ง จะมีอาคารเก่าที่คนเรียกกันว่า "วังไชยา" เด็กๆ จะเริ่มไม่กล้าเดินผ่านเพราะเขาลือกันว่า “ผีดุ” แต่ตรงนั้นดันมีน้ำแข็งไสที่เรียกว่า "โบเกี้ย" เจ้าอร่อยขายอยู่พอดี ลองนึกภาพเด็กตัวเล็กๆ กลั้นหายใจวิ่งผ่านจุดที่กลัวที่สุดให้เร็วที่สุด เพื่อไปกินน้ำแข็งหวานๆ เป็นภาพที่เห็นได้แทบทุกวัน
ทั้งหมดนี้คือกรุงเทพฯ ในความทรงจำของผม ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีความสะดวกสบาย แต่มีชีวิตอยู่ทุกที่ มีเสียง มีกลิ่น มีเหงื่อ และมีความหวังปะปนอยู่ในอากาศ
"แต่เชื่อไหมครับ... ทันทีที่เข็มนาฬิกาเดินไปถึงเช้าวันอาทิตย์ บรรยากาศเงียบสงบของนางเลิ้งที่ผมเล่ามาทั้งหมดจะมลายหายไปทันที เสียงกีบม้าที่เคยดังเบาๆ จะถูกกลบด้วยเสียงของผู้คนที่หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ และกลิ่นฝุ่นจะเปลี่ยนเป็นกลิ่นของการเดิมพัน
ตอนหน้า... ผมจะพาไปดูข้างในรั้วสนามม้านางเลิ้งครับ ว่ามันเปลี่ยนชีวิตเด็กแถวนั้น และสร้างตำนานอะไรไว้บ้าง"
กาญจน์ พิมลเกียรติ
อ.เด็กลาดพร้าว / zombie99
🧵 ตอนที่ 1: นางเลิ้ง เมื่อเสียงม้ายังดังก้อง (พ.ศ. 2498)
เสียงกีบม้า... ที่กระทบพื้นดัง ป๊อก แป๊ก ป๊อก แป๊ก ลอยมาตามลมแทบทุกวัน
เสียงรถราง... ที่แล่นผ่านหน้าบ้าน เหล็กเสียดสีกับรางดัง แกร๊ก ๆ ครืด ๆ เป็นจังหวะยาว
และเสียงคน... ที่คุยกัน ตะโกนเรียกกัน ปะปนจนกลายเป็นจังหวะชีวิตของย่านนางเลิ้ง
หน้าบ้านผมไม่ได้มีรั้วสูงหรือสนามหญ้า แต่เป็นห้องแถวติดถนน ก้าวออกไปไม่กี่ก้าวก็เป็นลำธารเล็กๆ ไหลผ่านหน้าบ้าน น้ำอาจไม่ได้ใสแจ๋วเหมือนในภาพโฆษณา แต่มันใสพอจะเห็นเงาท้องฟ้ากับกิ่งไม้ไหว แดดตอนสายตกกระทบผิวน้ำสะท้อนแสงระยิบระยับ จนเด็กอย่างพวกผมชอบยืนมองและลงเล่นเป็นประจำ
ถัดออกไปคือถนนคอนกรีตธรรมดา ฝุ่นจะฟุ้งขึ้นทุกครั้งที่มีรถผ่าน โดยเฉพาะรถสามล้อถีบที่วิ่งไปมาทั้งวัน เหงื่อของคนถีบผสมกับกลิ่นเหล็ก กลิ่นยาง และกลิ่นฝุ่น กลายเป็น “กลิ่นของถนน” ในยุคนั้น บางครั้งก็จะมี "รถลาก" รับจ้างที่มีคนลากพาผู้โดยสารไปส่งที่หมาย ส่วนใหญ่คนลากจะเป็นคนจีน เราจึงเรียกกันติดปากว่า "รถเจ๊ก"
ริมถนนจะมีทางรถรางวิ่งผ่าน เสียงกระดิ่งที่เคาะรัวๆ เป็นการเตือนให้หลบทาง แต่นี่กลับกลายเป็นของเล่นชั้นดีของผมในวัยเด็ก เราจะเอาฝาน้ำอัดลมหรือที่สมัยนั้นเรียก "ฝาเบียร์" มาวางให้รถรางทับจนแบน แล้วเอามาเจาะรูร้อยเชือก ควงให้เป็นเกลียวจนหมุนจี๋ เอาไว้ตัดกระดาษเล่น นี่คือความสุขง่ายๆ ที่เด็กสมัยนั้นจะหาได้
บ้านผมตั้งอยู่บนถนนนครสวรรค์ ฝั่งตรงข้ามคืออาคาร บริษัทเทวกรรมโอสถ (ซึ่งต่อมาถูกวางเพลิงในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) มองไปทางขวาไม่ถึง 200 เมตร คือประตูทางเข้า สนามม้าราชตฤณมัยสมาคม (สนามม้านางเลิ้ง) แหล่งแสวงโชคที่มีตั้งแต่ผู้รากมากดีไปจนถึงกรรมกรหาเช้ากินค่ำ ซึ่งมีบริบทน่าสนใจที่ต้องพูดถึงกันอีกยาว
ส่วนถ้ามองไปทางซ้ายมือ จะเป็นเส้นทางไปสู่ตลาดนางเลิ้งที่มีร้านเป็ดย่างแสนอร่อยอยู่ริมสะพาน น้ำประปาสมัยนั้นยังเป็นบริการฟรีสาธารณะ มีก๊อกน้ำตั้งอยู่ริมถนน มีแท่งเหล็กกลมๆ เป็นวาล์วเปิดปิด ถ้าปล่อยให้แท่งนั้นตกน้ำจะหยุดไหล วิธีการทำให้น้ำไหลตลอดคือต้องเอาผ้าไปพันรอบแท่งวาล์วแล้วเอาฝาเบียร์ไปวางค้ำไว้ เราจะเห็นชาวบ้านเอาภาชนะมาวางต่อคิวกันยาวเหยียด ส่วนผม... ตกมืดชอบไปนั่งอาบน้ำที่ก๊อกนั่นเลย
ทางที่จะไปตลาดนางเลิ้ง จะมีอาคารเก่าที่คนเรียกกันว่า "วังไชยา" เด็กๆ จะเริ่มไม่กล้าเดินผ่านเพราะเขาลือกันว่า “ผีดุ” แต่ตรงนั้นดันมีน้ำแข็งไสที่เรียกว่า "โบเกี้ย" เจ้าอร่อยขายอยู่พอดี ลองนึกภาพเด็กตัวเล็กๆ กลั้นหายใจวิ่งผ่านจุดที่กลัวที่สุดให้เร็วที่สุด เพื่อไปกินน้ำแข็งหวานๆ เป็นภาพที่เห็นได้แทบทุกวัน
ทั้งหมดนี้คือกรุงเทพฯ ในความทรงจำของผม ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีความสะดวกสบาย แต่มีชีวิตอยู่ทุกที่ มีเสียง มีกลิ่น มีเหงื่อ และมีความหวังปะปนอยู่ในอากาศ
"แต่เชื่อไหมครับ... ทันทีที่เข็มนาฬิกาเดินไปถึงเช้าวันอาทิตย์ บรรยากาศเงียบสงบของนางเลิ้งที่ผมเล่ามาทั้งหมดจะมลายหายไปทันที เสียงกีบม้าที่เคยดังเบาๆ จะถูกกลบด้วยเสียงของผู้คนที่หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ และกลิ่นฝุ่นจะเปลี่ยนเป็นกลิ่นของการเดิมพัน
ตอนหน้า... ผมจะพาไปดูข้างในรั้วสนามม้านางเลิ้งครับ ว่ามันเปลี่ยนชีวิตเด็กแถวนั้น และสร้างตำนานอะไรไว้บ้าง"
กาญจน์ พิมลเกียรติ
อ.เด็กลาดพร้าว / zombie99