คำนำผู้เขียน
นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เปิดเรื่องมาก็ลงมือเขียนหน้านี้ก่อนจะได้เขียนเนื้อหาจริงๆ ด้วยซ้ำ สาเหตุที่อดทนไม่ไหวต้องมาเขียนหน้านี้ก่อนก็เพราะบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจทำให้ต้องลงมือเขียนหน้านี้ก่อนอารมณ์ ณ เวลานี้มันจะจางหายไป สืบเนื่องจากวันนี้ (18 กันยายน 2556) ผู้เขียนได้คุยแบบเปิดอกเรื่องความรักของเพื่อนสาวคนสนิทคนหนึ่งกับแฟนหนุ่มชาวปากีสถานของเธอ
เมื่อได้ฟังแล้วก็รู้สึกว่ารักครั้งแรกของเพื่อนผู้น่ารักของฉันไม่น่าประสบกับชะตากรรมอันโศกเศร้าเช่นนี้เลย เมื่อฟังจบก็ยิ่งใจหายเพราะเรื่องนี้มันยิ่งกว่านิยายเสียอีก แม้เวลานี้เรื่องราวในชีวิตรักของเพื่อนจะยังหวานชื่น แต่เพื่อนกับคนรักก็รู้ดีอยู่เต็มอกว่า ปลายทางสุดท้ายของความรักครั้งนี้จะไม่มีวันได้มาบรรจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งเฉกเช่นในนิยาย ทว่าตอนจบมันคือหนทางของโศกนาฏกรรมแห่งการพรากจากกันอย่างชั่วนิจนิรันดร เพียงเพราะต่างความเชื่อ ต่างศาสนา ต่างม่านประเพณี องค์ประกอบภายนอกเหล่านี้ที่ทำให้หัวใจทั้งสองดวงจำต้องพรากจากกัน
เรื่องราวความรักของเพื่อนยังถูกบอกเล่าให้ผู้เขียนฟังอีกหลายบรรทัดผ่านสื่อทางโซเชี่ยลเนคเวิร์ก ส่วนผู้เขียนฟังไปก็น้ำตาซึมไปด้วยความสงสารและสะเทือนใจ อาจเพราะเป็นคนอ่อนไหวง่ายมากอยู่เป็นทุนเดิมก็ได้ถึงอาการหนักขนาดนี้ แม้ในใจจะต่อต้านลึกๆ ว่าเหตุใดเพื่อนกับคนรักไม่จับมือกันลุกขึ้นสู้ พากันฝ่าม่านประเพณีหรือแม้แต่เส้นกั้นแบ่งระหว่างศาสนาให้มันขาดลงเสียเพื่อความสุขระยะยาวในอนาคตของทั้งสองคน
ผู้เขียนทั้งหว่านล้อม ทั้งเชียร์ ทั้งงัดแผนการบ้าบอมาบอกเล่าแก่เพื่อนสารพัด แต่สุดท้ายสิ่งที่เพื่อนทำให้ผู้เขียนหยุดคิดที่จะต่อต้านก็คือประโยคที่ว่า “มีทางเดียวเท่านั้นแหละที่จะทำให้รักสมหวังได้ คือฉันต้องตายแล้วเกิดใหม่ไปเป็นชาวมุสลิมในปากีสถานเท่านั้น”
ผู้เขียนถึงกับเงียบและหยุดสรรหาแผนการมายุให้เพื่อนต่อต้านทันที ทำได้แค่กล่าวปลอบใจออกไปทั้งๆ ที่ตัวเองก็สะเทือนหัวใจไม่ต่างกัน
“จำได้เลยว่าตอนแรกๆ ที่คุยกัน เขาบอกกับฉันว่าเราควรจะเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น แต่ฉันก็รั้นที่จะไม่ไปจากเขา จนตอนนี้เขาบอกกับฉันว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาน่าจะใจแข็งพอที่จะได้ปล่อยฉันไปตั้งแต่วันนั้น” ประโยคนี้เรียกน้ำตาผู้เขียนได้อีกหน เพราะรู้เลยว่าเพื่อนกำลังเจ็บปวดแค่ไหน และก็รู้ว่าฝ่ายชายนั้นคงเจ็บปวดไม่ต่างกัน ...ทำไมนะทำไม การมีรักถึงทำให้ทุกข์ได้ขนาดนี้
“สถานการณ์ตอนนี้มันมีแค่สองทางคือเลิกกับทน แต่ฉันเลือกแล้วที่จะทนเพราะรักทำให้ฉันไปจากเขาไม่ได้ และฉันก็ต้องทนให้ไหวด้วย” นี่เป็นประโยคสุดท้ายที่เพื่อนบอกก่อนที่เราจะเปลี่ยนเรื่องไปคุยอย่างอื่นกัน เพราะฉันไม่อยากสะกิดแผลในใจเพื่อนให้เปิดกว้างไปมากกว่าเดิม
ดังที่เกริ่นมาเป็นเรื่องราวกว้างๆ ของความรักที่ไม่สมหวังของเพื่อนรักของผู้เขียนเอง มันทำให้ฉันได้พลอตนิยายเรื่องหนึ่งขึ้นมานั่นก็คือ ‘โปรดเถิดความรัก’ เรื่องนี้
ผู้เขียนไม่คาดหวังเท่าไหร่นักว่านิยายเรื่องนี้จะมีกระแสตอบรับที่ดี ถูกซื้อไปเป็นละคร หรือแม้แต่ยอดขายทะลุหลายหมื่นเล่ม เพราะสิ่งเดียวที่เขียนคาดหวังคือการถ่ายทอดทุกตัวอักษรที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริงเรื่องนี้ เพื่อให้ความต้องการของตัวเองบรรลุไป โดยผู้เขียนจะขีดเส้นชะตาความรักของเพื่อนในแบบที่ผู้เขียนอยากให้เป็น มันอาจจะดูโง่เง่าแต่ผู้เขียนก็อยากให้เพื่อนรักได้อ่านสิ่งที่เราเขียน อย่างน้อยๆ เธอก็จะได้สุขสมหวัง...แม้ในตัวหนังสือก็ยังดี
ไม่แน่หรอก...บางทีขณะที่กำลังเขียนเนื้อหาในนิยายเรื่องนี้อยู่ เพื่อนของผู้เขียนกับคนรักอาจจะพบทางออกที่เป็นความสุข อาจจะไม่ต้องจากลา หรืออาจจะลุกขึ้นมาสู้ และหาทางออกให้ความรักอันแสนเศร้านี้เพื่อจะได้มีความสุขด้วยกันตราบนานเท่านานก็ได้...ใครจะไปรู้
สุดท้ายนี้สิ่งที่ผู้เขียนอยากบอกคือ ...ขอบคุณแกมากนะเรย์ ที่ไว้ใจเล่าเรื่องความรักของแกกับผู้ชายที่น่ารักคนนั้นให้ฉันฟัง และขอโทษที่ฉันยุให้แกสู้เพื่อหัวใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา แกบอกฉันว่าหากวันหนึ่งวันใดที่เขาแต่งงานกับผู้หญิงที่แม่ของเขาหามาให้ แกจะไปงานแต่งงานของเขาเพื่อร่วมยินดี รับรองเลยว่าวันหนึ่งวันนั้นฉันจะจับมือแกเข้าไปในงานแต่งงานของเขาเอง และหลังจากที่เราเดินออกมาแล้วฉันจะหันไปกอดแกเอาไว้แน่นๆ และบอกแกว่า “ฉันยังอยู่ตรงนี้เสมอ” ...รักแกจริงๆ
ด้วยรัก.
นิกษา
ปล.1 ขอเปลี่ยนฉากจากประเทศปากีสถานเป็นสิงคโปร์นะคะ เพราะไม่อยากพาดพิงมาก ฮ่าๆๆๆ กลัวมีประเด็นค่ะ เพราะเรื่องศาสนาเป็นประเด็นละเอียดอ่อน นิยายเรื่องนี้จึงจะใช้ "เค้าโครง" จากเรื่องจริงเพียงเท่านั้น
ปล.2 กำหนดอัพยังไม่มีแน่นอนนะคะ ตอนนี้ผู้เขียนมาทำงานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ (เนียนใช้เป็นฉากของเรื่องเสียเลย) ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ เพราะไม่เคยทำงานต่างประเทศมาก่อน ถ้าสามารถหาช่องว่างมาเขียนได้เมื่อไหร่ จะรีบมาอัพทันทีเลยค่ะ
เปิดเรื่อง นิยาย "โปรดเถิดความรัก" โดย นิกษา
นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เปิดเรื่องมาก็ลงมือเขียนหน้านี้ก่อนจะได้เขียนเนื้อหาจริงๆ ด้วยซ้ำ สาเหตุที่อดทนไม่ไหวต้องมาเขียนหน้านี้ก่อนก็เพราะบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจทำให้ต้องลงมือเขียนหน้านี้ก่อนอารมณ์ ณ เวลานี้มันจะจางหายไป สืบเนื่องจากวันนี้ (18 กันยายน 2556) ผู้เขียนได้คุยแบบเปิดอกเรื่องความรักของเพื่อนสาวคนสนิทคนหนึ่งกับแฟนหนุ่มชาวปากีสถานของเธอ
เมื่อได้ฟังแล้วก็รู้สึกว่ารักครั้งแรกของเพื่อนผู้น่ารักของฉันไม่น่าประสบกับชะตากรรมอันโศกเศร้าเช่นนี้เลย เมื่อฟังจบก็ยิ่งใจหายเพราะเรื่องนี้มันยิ่งกว่านิยายเสียอีก แม้เวลานี้เรื่องราวในชีวิตรักของเพื่อนจะยังหวานชื่น แต่เพื่อนกับคนรักก็รู้ดีอยู่เต็มอกว่า ปลายทางสุดท้ายของความรักครั้งนี้จะไม่มีวันได้มาบรรจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งเฉกเช่นในนิยาย ทว่าตอนจบมันคือหนทางของโศกนาฏกรรมแห่งการพรากจากกันอย่างชั่วนิจนิรันดร เพียงเพราะต่างความเชื่อ ต่างศาสนา ต่างม่านประเพณี องค์ประกอบภายนอกเหล่านี้ที่ทำให้หัวใจทั้งสองดวงจำต้องพรากจากกัน
เรื่องราวความรักของเพื่อนยังถูกบอกเล่าให้ผู้เขียนฟังอีกหลายบรรทัดผ่านสื่อทางโซเชี่ยลเนคเวิร์ก ส่วนผู้เขียนฟังไปก็น้ำตาซึมไปด้วยความสงสารและสะเทือนใจ อาจเพราะเป็นคนอ่อนไหวง่ายมากอยู่เป็นทุนเดิมก็ได้ถึงอาการหนักขนาดนี้ แม้ในใจจะต่อต้านลึกๆ ว่าเหตุใดเพื่อนกับคนรักไม่จับมือกันลุกขึ้นสู้ พากันฝ่าม่านประเพณีหรือแม้แต่เส้นกั้นแบ่งระหว่างศาสนาให้มันขาดลงเสียเพื่อความสุขระยะยาวในอนาคตของทั้งสองคน
ผู้เขียนทั้งหว่านล้อม ทั้งเชียร์ ทั้งงัดแผนการบ้าบอมาบอกเล่าแก่เพื่อนสารพัด แต่สุดท้ายสิ่งที่เพื่อนทำให้ผู้เขียนหยุดคิดที่จะต่อต้านก็คือประโยคที่ว่า “มีทางเดียวเท่านั้นแหละที่จะทำให้รักสมหวังได้ คือฉันต้องตายแล้วเกิดใหม่ไปเป็นชาวมุสลิมในปากีสถานเท่านั้น”
ผู้เขียนถึงกับเงียบและหยุดสรรหาแผนการมายุให้เพื่อนต่อต้านทันที ทำได้แค่กล่าวปลอบใจออกไปทั้งๆ ที่ตัวเองก็สะเทือนหัวใจไม่ต่างกัน
“จำได้เลยว่าตอนแรกๆ ที่คุยกัน เขาบอกกับฉันว่าเราควรจะเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น แต่ฉันก็รั้นที่จะไม่ไปจากเขา จนตอนนี้เขาบอกกับฉันว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาน่าจะใจแข็งพอที่จะได้ปล่อยฉันไปตั้งแต่วันนั้น” ประโยคนี้เรียกน้ำตาผู้เขียนได้อีกหน เพราะรู้เลยว่าเพื่อนกำลังเจ็บปวดแค่ไหน และก็รู้ว่าฝ่ายชายนั้นคงเจ็บปวดไม่ต่างกัน ...ทำไมนะทำไม การมีรักถึงทำให้ทุกข์ได้ขนาดนี้
“สถานการณ์ตอนนี้มันมีแค่สองทางคือเลิกกับทน แต่ฉันเลือกแล้วที่จะทนเพราะรักทำให้ฉันไปจากเขาไม่ได้ และฉันก็ต้องทนให้ไหวด้วย” นี่เป็นประโยคสุดท้ายที่เพื่อนบอกก่อนที่เราจะเปลี่ยนเรื่องไปคุยอย่างอื่นกัน เพราะฉันไม่อยากสะกิดแผลในใจเพื่อนให้เปิดกว้างไปมากกว่าเดิม
ดังที่เกริ่นมาเป็นเรื่องราวกว้างๆ ของความรักที่ไม่สมหวังของเพื่อนรักของผู้เขียนเอง มันทำให้ฉันได้พลอตนิยายเรื่องหนึ่งขึ้นมานั่นก็คือ ‘โปรดเถิดความรัก’ เรื่องนี้
ผู้เขียนไม่คาดหวังเท่าไหร่นักว่านิยายเรื่องนี้จะมีกระแสตอบรับที่ดี ถูกซื้อไปเป็นละคร หรือแม้แต่ยอดขายทะลุหลายหมื่นเล่ม เพราะสิ่งเดียวที่เขียนคาดหวังคือการถ่ายทอดทุกตัวอักษรที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริงเรื่องนี้ เพื่อให้ความต้องการของตัวเองบรรลุไป โดยผู้เขียนจะขีดเส้นชะตาความรักของเพื่อนในแบบที่ผู้เขียนอยากให้เป็น มันอาจจะดูโง่เง่าแต่ผู้เขียนก็อยากให้เพื่อนรักได้อ่านสิ่งที่เราเขียน อย่างน้อยๆ เธอก็จะได้สุขสมหวัง...แม้ในตัวหนังสือก็ยังดี
ไม่แน่หรอก...บางทีขณะที่กำลังเขียนเนื้อหาในนิยายเรื่องนี้อยู่ เพื่อนของผู้เขียนกับคนรักอาจจะพบทางออกที่เป็นความสุข อาจจะไม่ต้องจากลา หรืออาจจะลุกขึ้นมาสู้ และหาทางออกให้ความรักอันแสนเศร้านี้เพื่อจะได้มีความสุขด้วยกันตราบนานเท่านานก็ได้...ใครจะไปรู้
สุดท้ายนี้สิ่งที่ผู้เขียนอยากบอกคือ ...ขอบคุณแกมากนะเรย์ ที่ไว้ใจเล่าเรื่องความรักของแกกับผู้ชายที่น่ารักคนนั้นให้ฉันฟัง และขอโทษที่ฉันยุให้แกสู้เพื่อหัวใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา แกบอกฉันว่าหากวันหนึ่งวันใดที่เขาแต่งงานกับผู้หญิงที่แม่ของเขาหามาให้ แกจะไปงานแต่งงานของเขาเพื่อร่วมยินดี รับรองเลยว่าวันหนึ่งวันนั้นฉันจะจับมือแกเข้าไปในงานแต่งงานของเขาเอง และหลังจากที่เราเดินออกมาแล้วฉันจะหันไปกอดแกเอาไว้แน่นๆ และบอกแกว่า “ฉันยังอยู่ตรงนี้เสมอ” ...รักแกจริงๆ
ด้วยรัก.
นิกษา
ปล.1 ขอเปลี่ยนฉากจากประเทศปากีสถานเป็นสิงคโปร์นะคะ เพราะไม่อยากพาดพิงมาก ฮ่าๆๆๆ กลัวมีประเด็นค่ะ เพราะเรื่องศาสนาเป็นประเด็นละเอียดอ่อน นิยายเรื่องนี้จึงจะใช้ "เค้าโครง" จากเรื่องจริงเพียงเท่านั้น
ปล.2 กำหนดอัพยังไม่มีแน่นอนนะคะ ตอนนี้ผู้เขียนมาทำงานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ (เนียนใช้เป็นฉากของเรื่องเสียเลย) ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ เพราะไม่เคยทำงานต่างประเทศมาก่อน ถ้าสามารถหาช่องว่างมาเขียนได้เมื่อไหร่ จะรีบมาอัพทันทีเลยค่ะ