พอดีได้อ่านกระทู้นี้จึงขอตอบแบบให้หายสงสัยเลยแล้วกันเพราะกระทู้นี้มีคนตอบอาจไม่สมบูรณ์นัก
http://pantip.com/topic/31689175
เรื่องเขตอำนาจศาลแพ่ง
อันนี้ไม่อธิบายมากเสื้อแดงส่วนใหญ่ยอมรับและเข้าใจอยู่แล้วขอยกแค่ ตัวบทกฏหมายแล้วขอข้ามไป
บทบัญญัติในมาตรา ๑๖ ของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินกำหนดว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
เรื่องละเมิดอำนาจศาล
1.กฎหมายเกี่ยวกับละเมิดอำนาจศาล (ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลทหาร)
กฎหมายเกี่ยวกับละเมิดอำนาจศาล กล่าวได้ว่าเป็นหลักสากลเป็นกฎหมายสากลทั่วไป ที่ศาลแต่ละประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นศาลในระบบกฎหมาย Common law (จารีตประเพณี)อย่าง อังกฤษ สหรัฐ หรือศาลในระบบ Civil Iaw (ลายลักษณ์อักษร) อย่างฝรั่งเศส หรือเยอรมนี ต่างก็มีกฎหมายในลักษณะนี้
โดยมีวัตถุประสงค์ที่ว่า เมื่อศาลมีอำนาจหน้าที่ชี้ขาดหรือขจัดข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งหรือความเดือดร้อนให้แก่คู่ความ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการหรือเครื่องมือบางอย่างสำหรับให้อำนาจแก่ศาลในอันที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาคดีดำเนินไปตามความเที่ยงธรรมยุติธรรมและรวดเร็ว
อำนาจที่ให้นี้ยังรวมถึงอำนาจที่จะสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงคดีให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควรอีกด้วย (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 30) ทั้งนี้ ก็เพื่อมิให้เสียความยุติธรรมแก่ตัวความนั่นเอง
นอกจากมีกฎหมายละเมิดอำนาจศาลดังกล่าวแล้ว ศาลยุติธรรมก็ยังมีประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการว่าด้วยเรื่อง ละเมิดอำนาจศาลอีกด้วย โดยกล่าวไว้ในข้อ 5 ว่า "ผู้พิพากษาจักต้องควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งจักต้องมิให้ผู้ใดประพฤติตนไม่สมควรในศาล บทบัญญัติว่าด้วยเรื่องละเมิดอำนาจศาล พึงใช้ด้วยความ
ระมัดระวังและไม่ลุแก่โทสะ"
ในความเป็นจริงหรือในทางปฏิบัติแล้ว ก่อนที่จะลงโทษฐานละเมิดอำนาจ ผู้พิพากษาที่จะลงโทษนอกจากจะต้องฟังข้อเท็จจริงแห่งการละเมิดให้ครบถ้วน และปรึกษาองค์คณะตลอดจนปรึกษาผู้บังคับบัญชาแล้ว ก็ยังจะต้องปรึกษาผู้พิพากษาเกือบหมดทุกคนทั้งศาลเลยทีเดียว
ศาลยุติธรรม มีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) มาตรา 30-33 (และในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198(แรง)
ศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 6 วรรคสองบัญญัติว่า "วิธีพิจารณาใดซึ่งข้อกำหนดนี้มิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้และไม่ขัดต่อข้อกำหนดนี้"
ข้อ 15 "ในการพิจารณาคดี ให้ศาลมีอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดี การให้บุคคลใดซึ่งฝ่าฝืนออกไปนอกสถานที่พิจารณาและให้กระทำการใดๆ เพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยและรวดเร็ว รวมทั้งออกระเบียบเพิ่มเติมเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ"
ข้อ 18 การรักษาระเบียบและความเรียบร้อยในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกที่จะเข้ามาในที่ทำการศาล หรือบริเวณที่ทำการศาล หรือเข้าฟังการไต่สวนของศาล ตลอดจนมารยาทของบุคคลเช่นว่านี้ ให้เป็นไปตามระเบียบของศาล"
หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญสามารถออกระเบียบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล มาบังคับใช้อีกได้ด้วย
โทษฐานละเมิดอำนาจศาล
การไล่ออกจากบริเวณศาลนั้น ให้กระทำได้ชั่วระยะเวลาที่ศาลพิจารณาหรือภายในระยะเวลาใดๆ ก็ได้ ตามที่ศาลเห็นสมควร เมื่อจำเป็นจะเรียกให้ตำรวจช่วยจัดการก็ได้
ในกรณีกำหนดโทษจำคุกหรือปรับนั้น ให้จำคุกได้ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
ศาลปกครอง เมื่อมีการละเมิดอำนาจศาล (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 64) ให้ศาลปกครองมีอำนาจสั่งลงโทษได้ดังนี้
ตักเตือน โดยจะมีคำตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยหรือไม่ก็ได้
ไล่ออกจากบริเวณศาล
ลงโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
การสั่งลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล พึงใช้อย่างระมัดระวังและเท่าที่จำเป็นตามพฤติการณ์แห่งกรณีและหากเป็นการสั่งลงโทษตาม (3) ให้องค์คณะอื่นที่มิใช่องค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเป็นผู้พิจารณาและสั่งลงโทษ
ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับบทลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลเอาไว้เป็นการเฉพาะในข้อกำหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย แต่ก็ได้อุดช่องโหว่ของกฎหมายไว้แล้วในข้อ 6 วรรคสอง นั่นคือ ให้นำ ป.วิ.แพ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม เหมือนดังศาลยุติธรรมนั่นเอง
ข้อสังเกต : แต่ละศาล ล้วนแล้วแต่มีบทบัญญัติกำหนดให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) มาใช้บังคับโดยอนุโลม (ใช้แทนตามความเหมาะสม) เพื่ออุดช่องโหว่ของกฎหมาย และถ้าหากผู้ใดถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลแล้ว ก็อาจจะต้องถูกดำเนินคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดอำนาจศาลอีกต่างหากด้วย ทำผิดครั้งเดียว อาจผิดต่อกฎหมาย
หลายบทหลายฉบับ และอาจถูกลงโทษหลายกระทงความผิดได้
และถ้าหากการละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทศาลอีกด้วยก็อาจจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องนั้นอีกต่างหากต่อไป
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เป็นกฎหมายพิเศษ ที่ให้อำนาจแก่ศาลค้นหาความจริงได้ โดยไม่จำต้องยื่นฟ้องเหมือนคดีอาญาปกติทั่วไป ศาลมีอำนาจไต่สวนพยานหลักฐานได้เองหากการละเมิดอำนาจศาลมีการกระทำต่อหน้าศาล ข้อเท็จจริงอันเป็นความผิดย่อมปรากฏชัดแจ้งให้ศาลเห็นอยู่แล้ว ศาลย่อมลงโทษได้ทันที โดยไม่ต้องมีการไต่สวน
ในกรณีที่การกระทำมิได้เกิดขึ้นต่อหน้าศาล ศาลต้องไต่สวนหาความจริงก่อนมีคำสั่ง ศาลมีอำนาจค้นหาความจริงได้โดยไม่จำต้องเปิดโอกาสให้จำเลยแก้ข้อกล่าวหาหรือให้โอกาสตั้งทนายมาถามค้าน หรือไม่จำต้องกระทำต่อหน้าจำเลย และไม่มีรูปแบบการทำคำสั่ง
การกล่าวอ้างว่าจะเอาเงินไปให้ผู้พิพากษา เพื่อเป็นอามิสสินจ้างในการดำเนินคดีในศาลแม้จะกระทำนอกบริเวณศาลแต่ผลที่เกิดขึ้นนั้น มุ่งหมายให้มีผลในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล ถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล (ฎีกาที่ 6444/2540)
เรื่องเพิกถอนหมายจับ
ป.วิอาญา มาตรา ๖๘ บัญญัติว่า หมายจับคงใช้ได้จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้น ขาดอายุความ หรือศาลซึ่งออกหมานนั้น ได้ถอนหมายคืน ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๒๔ บัญญัติว่า เมื่อมีเหตุที่จะเพิกถอนหมายจับ ให้เจ้าพนักงาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องรายงานหรือแจ้งให้ศาลทราบโดยเร็ว ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้พิพากษาไต่สวนและมีคำสั่งเป็นการด่วน เมื่อผู้พิพากษามีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับแล้ว ให้ผู้พิพากษาแจ้งให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องทราบ ทั้งนี้บุคตคลที่เกี่ยวข้องอาจร้องขอให้ผู้พิพากษาออกหลักฐานการเพิกถอนหมายจับนั้นให้ก็ได้ ป.วิอาญา มาตรา ๑๕ วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ดดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ ป.วิแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคแรก บัญญัติว่า ในกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ... ในการพิจารณาคดี การพิจารณาพยานหลักฐาน... เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากมิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้น ยื่นคำขอ โดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้น อย่างใด อย่างหนึ่ง ตามที่ศาลเห็นสมควร อาศัยเหตุผลดังบทบัญญัติแห่งกฎหมายและข้อบังคับตามที่กล่าวมา เห็นได้ ว่า ตามป.วิอาญา มาตรา ๖๘ นั้น เห็นได้ว่า เมื่อศาลเป็นผู้ออกหมายจับ ศาลก็มีอำนาจถอนหมายคืน ก็คือเพิกถอนหมายจับนั้นนั่นเอง เป็นอำนาจศาลมิใช่อำนาจเจ้าพนักงานผู้ร้องขอให้ออกหมายจับที่จะเป็นผู้เพิกถอนหมายเอง มิฉะนั้นหมายจับที่เป็นอำนาจของศาลที่ออกไปก็ไร้ค่า และไม่จำเป็นที่เจ้าพนักงานดังกล่าวจะมาขอให้ศาลออกหมายให้ หากเจ้าพนักงานนั้น ๆ มีแม้แต่อำนาจจะเพิกถอนหมายจับนั้นได้เอง กรณีดังกล่าวประธานศาลฎีกาจึงได้ออกข้อบังคับรับรองไว้ในข้อ ๒๔ ว่าการเพิกถอนหมายจับก็มีได้ และ ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องรายงานหรือแจ้งให้ศาลทราบโดยเร็ว และศาลต้องไต่สวนและมีคำสั่งเป็นการด่วน ปัญหาว่าผู้เกี่ยวข้องกับหมายจับเป็นใครบ้าง ข้อบังคับบัญญัติว่า ได้แก่ เจ้าพนักงาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ย่อมมีความหมายและเข้าใจแจ้งชัดว่า เจ้าพนักงานย่อมหมายถึง ผู้ที่มาร้องขอให้ออกหมายจับ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ๆที่กฏำหมายบัญญัติให้มีอำนาจร้องขอให้ศาลออกหมายจับได้ นั่นเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก อีกส่วนหนึ่งคือ บุคคลทีร่เกี่ยวข้อง ซึ่งเห็นเจตนาของการบัญญัติแยกบุคคลที่เกี่ยวข้องออกจาก เจ้าพนักงานไว้แจ้งชัด ซึ่งจะมีความหมายเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก หมายถึง ผู้ที่จะถูกจับ และยังสอดคล้องกับ ป.วิ แพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคแรก ที่จะจ้องนำมาใช้บังคับกับกรณีนี้ทั้งนี้ตาม ป.วิอาญา มาตรา ๑๕ ให้นำมาบังคัฐใช้กับป.วิอาญา ด้วย เนื่องจาก ป.วิอาญา มิได้บัญญัติไว้โดยแจ้งชัด ถึงเหตุที่ศาลจะถอนหมายคืน ดังนี้ เหตุตามป.วิแพ่ง มาตรา ๒๗ ที่จะนำมาใช้ในการเพิกถอนหมายจับนั้น ย่อมได้แก่ กรณีที่ ศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหาย (ซึ่งจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากผู้จะถูกจับ) ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ตามมาตรา ๒๗ นี้บัญญัติว่า ข้อที่มิได้มุ่งหมายจะยังการให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมเกี่ยวกับการพิจารณาพยานหลักฐาน ก็เป็นเหตุประการหนึ่งที่จะถูกเพิกถอนได้ นัยว่าความผิดฐานกบฏ ตาม ป.อาญา มาตรา ๑๑๓ นั้น บัญญว่า " ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็บว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ (๑) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (ความเห็น ก็ทราบจากสื่อศาลมวลชนทั่วไปหรือคำยืนยันผู้ชุมนุมว่าไม่ได้จะทำการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ) (๒) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการ แห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้ การใช้สิทธิ ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการชุมนุม โดยสงบตามรัฐธรรมนูญซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับรองและคุ้มครองไว้) ส่วนอำนาจตุลาการ ผู้ชุมนุมก็เคารพศรัทธามิได้โต้แย้ง) ส่วนใน (๓) เรื่องแบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักยิ่งไม่ต้องพูดถึง
การกีดขวางการจารจร
การชุมนุมที่จะได้รับการรับรองนั้น ต้องเป็นการชุมนุม "โดยสงบ" และ "ปราศจากอาวุธ" นั่นคือ จะต้องไม่มีการใช้กำลัง หรือใช้ความรุนแรง แม้จะมีกล่าวถ้อยคำที่รุนแรง หยาบคาย โห่ร้อง หรือวิพากษ์อย่างมีอารมณ์ ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ ตราบเท่าที่ไม่มีการใช้กำลัง แต่ก็ต้องต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ว่าอาจถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทเป็นการเฉพาะตัว
แม้การชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากจะส่งผลกระทบทำให้ไม่สะดวกในการสัญจร ในการใช้พื้นที่สาธารณะ หรือเกิดความยุ่งยากในการจัดการจราจรไปบ้าง แต่ความไม่สะดวกหรือความยุ่งยากเหล่านั้นก็ไม่ใช่ "เจตนา" ของการชุมนุม เพราะเจตนาที่แท้จริงก็คือการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และเสรีภาพในการชุมนุม ตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้นั่นเอง
ดังนั้น หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ชุมนุมมี "เจตนาที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวาย" แทนที่"เจตนาในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง" แล้ว การชุมนุมย่อมไม่เป็นความผิด (ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ)
ข้อ 5 ผมไม่เข้าใจคำถามไม่ขอตอบ
สิ่งที่เขียนไว้อาจทำให้ท่านสับสนบ้างเพราะเป็นภาษาทางกฏหมายบ้าง
หามีข้อสงสัยเรื่องเกี่ยวกับศาลโปรดติดต่อหลังไมค์ได้เลยครับผมตอบทุกคนคำถามแต่อาจใช้เวลาบ้างเพราะต้องพิมพ์เยอะมาก
โดยเฉพาะเรื่องคำสั่งศาล
ตอบข้อสงสัยที่มีผู้ตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับศาล หากอยากให้ผมตอบข้อสงสัยส่งหลังไมค์ได้เลยครับ
http://pantip.com/topic/31689175
เรื่องเขตอำนาจศาลแพ่ง
อันนี้ไม่อธิบายมากเสื้อแดงส่วนใหญ่ยอมรับและเข้าใจอยู่แล้วขอยกแค่ ตัวบทกฏหมายแล้วขอข้ามไป
บทบัญญัติในมาตรา ๑๖ ของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินกำหนดว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
เรื่องละเมิดอำนาจศาล
1.กฎหมายเกี่ยวกับละเมิดอำนาจศาล (ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลทหาร)
กฎหมายเกี่ยวกับละเมิดอำนาจศาล กล่าวได้ว่าเป็นหลักสากลเป็นกฎหมายสากลทั่วไป ที่ศาลแต่ละประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นศาลในระบบกฎหมาย Common law (จารีตประเพณี)อย่าง อังกฤษ สหรัฐ หรือศาลในระบบ Civil Iaw (ลายลักษณ์อักษร) อย่างฝรั่งเศส หรือเยอรมนี ต่างก็มีกฎหมายในลักษณะนี้
โดยมีวัตถุประสงค์ที่ว่า เมื่อศาลมีอำนาจหน้าที่ชี้ขาดหรือขจัดข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งหรือความเดือดร้อนให้แก่คู่ความ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการหรือเครื่องมือบางอย่างสำหรับให้อำนาจแก่ศาลในอันที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาคดีดำเนินไปตามความเที่ยงธรรมยุติธรรมและรวดเร็ว
อำนาจที่ให้นี้ยังรวมถึงอำนาจที่จะสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงคดีให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควรอีกด้วย (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 30) ทั้งนี้ ก็เพื่อมิให้เสียความยุติธรรมแก่ตัวความนั่นเอง
นอกจากมีกฎหมายละเมิดอำนาจศาลดังกล่าวแล้ว ศาลยุติธรรมก็ยังมีประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการว่าด้วยเรื่อง ละเมิดอำนาจศาลอีกด้วย โดยกล่าวไว้ในข้อ 5 ว่า "ผู้พิพากษาจักต้องควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งจักต้องมิให้ผู้ใดประพฤติตนไม่สมควรในศาล บทบัญญัติว่าด้วยเรื่องละเมิดอำนาจศาล พึงใช้ด้วยความ
ระมัดระวังและไม่ลุแก่โทสะ"
ในความเป็นจริงหรือในทางปฏิบัติแล้ว ก่อนที่จะลงโทษฐานละเมิดอำนาจ ผู้พิพากษาที่จะลงโทษนอกจากจะต้องฟังข้อเท็จจริงแห่งการละเมิดให้ครบถ้วน และปรึกษาองค์คณะตลอดจนปรึกษาผู้บังคับบัญชาแล้ว ก็ยังจะต้องปรึกษาผู้พิพากษาเกือบหมดทุกคนทั้งศาลเลยทีเดียว
ศาลยุติธรรม มีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) มาตรา 30-33 (และในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198(แรง)
ศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 6 วรรคสองบัญญัติว่า "วิธีพิจารณาใดซึ่งข้อกำหนดนี้มิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้และไม่ขัดต่อข้อกำหนดนี้"
ข้อ 15 "ในการพิจารณาคดี ให้ศาลมีอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดี การให้บุคคลใดซึ่งฝ่าฝืนออกไปนอกสถานที่พิจารณาและให้กระทำการใดๆ เพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยและรวดเร็ว รวมทั้งออกระเบียบเพิ่มเติมเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ"
ข้อ 18 การรักษาระเบียบและความเรียบร้อยในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกที่จะเข้ามาในที่ทำการศาล หรือบริเวณที่ทำการศาล หรือเข้าฟังการไต่สวนของศาล ตลอดจนมารยาทของบุคคลเช่นว่านี้ ให้เป็นไปตามระเบียบของศาล"
หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญสามารถออกระเบียบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล มาบังคับใช้อีกได้ด้วย
โทษฐานละเมิดอำนาจศาล
การไล่ออกจากบริเวณศาลนั้น ให้กระทำได้ชั่วระยะเวลาที่ศาลพิจารณาหรือภายในระยะเวลาใดๆ ก็ได้ ตามที่ศาลเห็นสมควร เมื่อจำเป็นจะเรียกให้ตำรวจช่วยจัดการก็ได้
ในกรณีกำหนดโทษจำคุกหรือปรับนั้น ให้จำคุกได้ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
ศาลปกครอง เมื่อมีการละเมิดอำนาจศาล (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 64) ให้ศาลปกครองมีอำนาจสั่งลงโทษได้ดังนี้
ตักเตือน โดยจะมีคำตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยหรือไม่ก็ได้
ไล่ออกจากบริเวณศาล
ลงโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
การสั่งลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล พึงใช้อย่างระมัดระวังและเท่าที่จำเป็นตามพฤติการณ์แห่งกรณีและหากเป็นการสั่งลงโทษตาม (3) ให้องค์คณะอื่นที่มิใช่องค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเป็นผู้พิจารณาและสั่งลงโทษ
ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับบทลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลเอาไว้เป็นการเฉพาะในข้อกำหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย แต่ก็ได้อุดช่องโหว่ของกฎหมายไว้แล้วในข้อ 6 วรรคสอง นั่นคือ ให้นำ ป.วิ.แพ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม เหมือนดังศาลยุติธรรมนั่นเอง
ข้อสังเกต : แต่ละศาล ล้วนแล้วแต่มีบทบัญญัติกำหนดให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) มาใช้บังคับโดยอนุโลม (ใช้แทนตามความเหมาะสม) เพื่ออุดช่องโหว่ของกฎหมาย และถ้าหากผู้ใดถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลแล้ว ก็อาจจะต้องถูกดำเนินคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดอำนาจศาลอีกต่างหากด้วย ทำผิดครั้งเดียว อาจผิดต่อกฎหมาย
หลายบทหลายฉบับ และอาจถูกลงโทษหลายกระทงความผิดได้
และถ้าหากการละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทศาลอีกด้วยก็อาจจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องนั้นอีกต่างหากต่อไป
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เป็นกฎหมายพิเศษ ที่ให้อำนาจแก่ศาลค้นหาความจริงได้ โดยไม่จำต้องยื่นฟ้องเหมือนคดีอาญาปกติทั่วไป ศาลมีอำนาจไต่สวนพยานหลักฐานได้เองหากการละเมิดอำนาจศาลมีการกระทำต่อหน้าศาล ข้อเท็จจริงอันเป็นความผิดย่อมปรากฏชัดแจ้งให้ศาลเห็นอยู่แล้ว ศาลย่อมลงโทษได้ทันที โดยไม่ต้องมีการไต่สวน
ในกรณีที่การกระทำมิได้เกิดขึ้นต่อหน้าศาล ศาลต้องไต่สวนหาความจริงก่อนมีคำสั่ง ศาลมีอำนาจค้นหาความจริงได้โดยไม่จำต้องเปิดโอกาสให้จำเลยแก้ข้อกล่าวหาหรือให้โอกาสตั้งทนายมาถามค้าน หรือไม่จำต้องกระทำต่อหน้าจำเลย และไม่มีรูปแบบการทำคำสั่ง
การกล่าวอ้างว่าจะเอาเงินไปให้ผู้พิพากษา เพื่อเป็นอามิสสินจ้างในการดำเนินคดีในศาลแม้จะกระทำนอกบริเวณศาลแต่ผลที่เกิดขึ้นนั้น มุ่งหมายให้มีผลในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล ถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล (ฎีกาที่ 6444/2540)
เรื่องเพิกถอนหมายจับ
ป.วิอาญา มาตรา ๖๘ บัญญัติว่า หมายจับคงใช้ได้จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้น ขาดอายุความ หรือศาลซึ่งออกหมานนั้น ได้ถอนหมายคืน ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๒๔ บัญญัติว่า เมื่อมีเหตุที่จะเพิกถอนหมายจับ ให้เจ้าพนักงาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องรายงานหรือแจ้งให้ศาลทราบโดยเร็ว ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้พิพากษาไต่สวนและมีคำสั่งเป็นการด่วน เมื่อผู้พิพากษามีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับแล้ว ให้ผู้พิพากษาแจ้งให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องทราบ ทั้งนี้บุคตคลที่เกี่ยวข้องอาจร้องขอให้ผู้พิพากษาออกหลักฐานการเพิกถอนหมายจับนั้นให้ก็ได้ ป.วิอาญา มาตรา ๑๕ วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ดดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ ป.วิแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคแรก บัญญัติว่า ในกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ... ในการพิจารณาคดี การพิจารณาพยานหลักฐาน... เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากมิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้น ยื่นคำขอ โดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้น อย่างใด อย่างหนึ่ง ตามที่ศาลเห็นสมควร อาศัยเหตุผลดังบทบัญญัติแห่งกฎหมายและข้อบังคับตามที่กล่าวมา เห็นได้ ว่า ตามป.วิอาญา มาตรา ๖๘ นั้น เห็นได้ว่า เมื่อศาลเป็นผู้ออกหมายจับ ศาลก็มีอำนาจถอนหมายคืน ก็คือเพิกถอนหมายจับนั้นนั่นเอง เป็นอำนาจศาลมิใช่อำนาจเจ้าพนักงานผู้ร้องขอให้ออกหมายจับที่จะเป็นผู้เพิกถอนหมายเอง มิฉะนั้นหมายจับที่เป็นอำนาจของศาลที่ออกไปก็ไร้ค่า และไม่จำเป็นที่เจ้าพนักงานดังกล่าวจะมาขอให้ศาลออกหมายให้ หากเจ้าพนักงานนั้น ๆ มีแม้แต่อำนาจจะเพิกถอนหมายจับนั้นได้เอง กรณีดังกล่าวประธานศาลฎีกาจึงได้ออกข้อบังคับรับรองไว้ในข้อ ๒๔ ว่าการเพิกถอนหมายจับก็มีได้ และ ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องรายงานหรือแจ้งให้ศาลทราบโดยเร็ว และศาลต้องไต่สวนและมีคำสั่งเป็นการด่วน ปัญหาว่าผู้เกี่ยวข้องกับหมายจับเป็นใครบ้าง ข้อบังคับบัญญัติว่า ได้แก่ เจ้าพนักงาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ย่อมมีความหมายและเข้าใจแจ้งชัดว่า เจ้าพนักงานย่อมหมายถึง ผู้ที่มาร้องขอให้ออกหมายจับ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ๆที่กฏำหมายบัญญัติให้มีอำนาจร้องขอให้ศาลออกหมายจับได้ นั่นเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก อีกส่วนหนึ่งคือ บุคคลทีร่เกี่ยวข้อง ซึ่งเห็นเจตนาของการบัญญัติแยกบุคคลที่เกี่ยวข้องออกจาก เจ้าพนักงานไว้แจ้งชัด ซึ่งจะมีความหมายเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก หมายถึง ผู้ที่จะถูกจับ และยังสอดคล้องกับ ป.วิ แพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคแรก ที่จะจ้องนำมาใช้บังคับกับกรณีนี้ทั้งนี้ตาม ป.วิอาญา มาตรา ๑๕ ให้นำมาบังคัฐใช้กับป.วิอาญา ด้วย เนื่องจาก ป.วิอาญา มิได้บัญญัติไว้โดยแจ้งชัด ถึงเหตุที่ศาลจะถอนหมายคืน ดังนี้ เหตุตามป.วิแพ่ง มาตรา ๒๗ ที่จะนำมาใช้ในการเพิกถอนหมายจับนั้น ย่อมได้แก่ กรณีที่ ศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหาย (ซึ่งจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากผู้จะถูกจับ) ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ตามมาตรา ๒๗ นี้บัญญัติว่า ข้อที่มิได้มุ่งหมายจะยังการให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมเกี่ยวกับการพิจารณาพยานหลักฐาน ก็เป็นเหตุประการหนึ่งที่จะถูกเพิกถอนได้ นัยว่าความผิดฐานกบฏ ตาม ป.อาญา มาตรา ๑๑๓ นั้น บัญญว่า " ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็บว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ (๑) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (ความเห็น ก็ทราบจากสื่อศาลมวลชนทั่วไปหรือคำยืนยันผู้ชุมนุมว่าไม่ได้จะทำการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ) (๒) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการ แห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้ การใช้สิทธิ ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการชุมนุม โดยสงบตามรัฐธรรมนูญซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับรองและคุ้มครองไว้) ส่วนอำนาจตุลาการ ผู้ชุมนุมก็เคารพศรัทธามิได้โต้แย้ง) ส่วนใน (๓) เรื่องแบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักยิ่งไม่ต้องพูดถึง
การกีดขวางการจารจร
การชุมนุมที่จะได้รับการรับรองนั้น ต้องเป็นการชุมนุม "โดยสงบ" และ "ปราศจากอาวุธ" นั่นคือ จะต้องไม่มีการใช้กำลัง หรือใช้ความรุนแรง แม้จะมีกล่าวถ้อยคำที่รุนแรง หยาบคาย โห่ร้อง หรือวิพากษ์อย่างมีอารมณ์ ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ ตราบเท่าที่ไม่มีการใช้กำลัง แต่ก็ต้องต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ว่าอาจถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทเป็นการเฉพาะตัว
แม้การชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากจะส่งผลกระทบทำให้ไม่สะดวกในการสัญจร ในการใช้พื้นที่สาธารณะ หรือเกิดความยุ่งยากในการจัดการจราจรไปบ้าง แต่ความไม่สะดวกหรือความยุ่งยากเหล่านั้นก็ไม่ใช่ "เจตนา" ของการชุมนุม เพราะเจตนาที่แท้จริงก็คือการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และเสรีภาพในการชุมนุม ตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้นั่นเอง
ดังนั้น หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ชุมนุมมี "เจตนาที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวาย" แทนที่"เจตนาในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง" แล้ว การชุมนุมย่อมไม่เป็นความผิด (ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ)
ข้อ 5 ผมไม่เข้าใจคำถามไม่ขอตอบ
สิ่งที่เขียนไว้อาจทำให้ท่านสับสนบ้างเพราะเป็นภาษาทางกฏหมายบ้าง
หามีข้อสงสัยเรื่องเกี่ยวกับศาลโปรดติดต่อหลังไมค์ได้เลยครับผมตอบทุกคนคำถามแต่อาจใช้เวลาบ้างเพราะต้องพิมพ์เยอะมาก
โดยเฉพาะเรื่องคำสั่งศาล