แล้วการบุกยึดสถานที่ราชการไม่รู้กี่แห่งกี่กระทรวงของม็อบ กปปส. เยอะจนจำไม่หมด รวมถึงการปิดถนน และปิดแยกไม่รู้กี่แยกกี่ถนนนี่ก็จำไม่หมด แล้วศาลยังบอกเป็นการชุมนุมโดยสงบอีกเหรอ มาตรฐานศาลไทยอยู่ตรงไหนครับ
ยังไม่พูดถึงเรื่องอาวุธที่การ์ด กปปส.โดนจับพร้อมหลักฐานคืออาวุธ และยาเสพติดอีกหลายครั้งหลายครานะ นี่หรือชุมนุมปราศจากอาวุธ
http://www.thaigov.go.th/governmental/item/44106-.html
คำสั่งศาลแพ่งยืนยันการกระทำของแกนนำ นปช. และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการกระทำผิดกฎหมาย
ศอฉ.ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีกลุ่ม นปช. ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ย้ำการชุมนุมกลุ่ม นป.ผิดกฎหมาย และศาลมิได้สั่งห้ามให้ใช้กำลังทหารขอคืนพื้นที่
ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คดีหมายเลขดำที่ 1433 / 2553 ระหว่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ โจทก์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 2 คน เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 ตามที่แกนนำ นปช.ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่าศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับการขอคืนพื้นที่ชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียงนั้น
ศอฉ.ขอกราบเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงว่าการที่แกนนำ นปช.และผู้ร่วมชุมนุมไปชุมนุมที่สาธารณะบริเวณสี่แยกราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียงนั้น ศาลแพ่งได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการกระทำของแกนนำ นปช. และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการปิดกั้นกีดขวางการใช้เส้นทางคมนาคม และการใช้ยานพาหนะของประชาชนโดยทั่วไป ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่สำคัญ เกิดความเดือดร้อนเสียหายต่อการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตปกติสุขของประชาชน เป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง และสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร
ศาลแพ่งเห็นว่านายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี มีเหตุจำเป็นที่ใช้มาตรการขอพื้นที่คืน หรือที่แกนนำ นปช.เรียกว่าเป็นการสลายการชุมนุมได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมกลับสู่สภาวะปกติและเกิดความสงบสุขเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้นการที่แกนนำ นปช.ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม จึงไม่มีเหตุผลที่ศาลจะสั่งให้ตามคำขอ ซึ่งเท่ากับศาลมิได้สั่งห้ามให้ใช้กำลังทหารขอคืนพื้นที่แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ศาลแพ่งมีคำสั่งว่า หากนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี จะกระทำการใด ๆ ในการขอพื้นที่ หรือการสลายการชุมนุมของผู้ร่วมชุมนุมให้กระทำการได้ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและเป็นไปตามหลักสากล
ศอฉ.ขอกราบเรียนต่อพี่น้องประชาชนว่า ศอฉ.ได้ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมอย่างอะลุ่มอล่วยและเป็นไปตามหลักสากล ซึ่งศาลแพ่งได้เคยมีคำสั่งไว้ในการคดีหมายเลขดำที่ ร. 2/2553 เมื่อวันที่5 เมษายน 2553 ระหว่างสำนักนายกรัฐมนตรีผู้ร้อง และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้คัดค้านกับพวกรวม 2 คนว่าการกระทำของแกนนำ นปช.และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการปิดกั้นขีดขวางเส้นทางคมนาคมและการใช้ยานพาหนะของประชาชนโดยทั่วไป ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่สำคัญ เกิดความเดือดร้อนเสียหาย ต่อการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตปกติสุขของประชาชน เป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของประชาชนที่ใช้ทางสาธารณะสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จึงเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมเกินกว่าขอบเขตของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 34 และมาตรา 63 เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย
คำสั่งของศาลแพ่งทั้ง 2 คดีจึงเป็นการยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าการกระทำของแกนนำ นปช. และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ศอฉ. จึงมีความจำเป็นที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐความปลอดภัย และการรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อประโยชน์อันที่รักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ และป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ
นี่แค่ปิดการจราจรนะศาลแพ่งยังบอกผิด/คำสั่งศาลแพ่งยืนยันการกระทำของแกนนำ นปช. และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการกระทำผิดกฎหมาย
ยังไม่พูดถึงเรื่องอาวุธที่การ์ด กปปส.โดนจับพร้อมหลักฐานคืออาวุธ และยาเสพติดอีกหลายครั้งหลายครานะ นี่หรือชุมนุมปราศจากอาวุธ
http://www.thaigov.go.th/governmental/item/44106-.html
คำสั่งศาลแพ่งยืนยันการกระทำของแกนนำ นปช. และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการกระทำผิดกฎหมาย
ศอฉ.ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีกลุ่ม นปช. ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ย้ำการชุมนุมกลุ่ม นป.ผิดกฎหมาย และศาลมิได้สั่งห้ามให้ใช้กำลังทหารขอคืนพื้นที่
ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คดีหมายเลขดำที่ 1433 / 2553 ระหว่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ โจทก์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 2 คน เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 ตามที่แกนนำ นปช.ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่าศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับการขอคืนพื้นที่ชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียงนั้น
ศอฉ.ขอกราบเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงว่าการที่แกนนำ นปช.และผู้ร่วมชุมนุมไปชุมนุมที่สาธารณะบริเวณสี่แยกราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียงนั้น ศาลแพ่งได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการกระทำของแกนนำ นปช. และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการปิดกั้นกีดขวางการใช้เส้นทางคมนาคม และการใช้ยานพาหนะของประชาชนโดยทั่วไป ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่สำคัญ เกิดความเดือดร้อนเสียหายต่อการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตปกติสุขของประชาชน เป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง และสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร
ศาลแพ่งเห็นว่านายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี มีเหตุจำเป็นที่ใช้มาตรการขอพื้นที่คืน หรือที่แกนนำ นปช.เรียกว่าเป็นการสลายการชุมนุมได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมกลับสู่สภาวะปกติและเกิดความสงบสุขเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้นการที่แกนนำ นปช.ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม จึงไม่มีเหตุผลที่ศาลจะสั่งให้ตามคำขอ ซึ่งเท่ากับศาลมิได้สั่งห้ามให้ใช้กำลังทหารขอคืนพื้นที่แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ศาลแพ่งมีคำสั่งว่า หากนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี จะกระทำการใด ๆ ในการขอพื้นที่ หรือการสลายการชุมนุมของผู้ร่วมชุมนุมให้กระทำการได้ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและเป็นไปตามหลักสากล
ศอฉ.ขอกราบเรียนต่อพี่น้องประชาชนว่า ศอฉ.ได้ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมอย่างอะลุ่มอล่วยและเป็นไปตามหลักสากล ซึ่งศาลแพ่งได้เคยมีคำสั่งไว้ในการคดีหมายเลขดำที่ ร. 2/2553 เมื่อวันที่5 เมษายน 2553 ระหว่างสำนักนายกรัฐมนตรีผู้ร้อง และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้คัดค้านกับพวกรวม 2 คนว่าการกระทำของแกนนำ นปช.และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการปิดกั้นขีดขวางเส้นทางคมนาคมและการใช้ยานพาหนะของประชาชนโดยทั่วไป ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่สำคัญ เกิดความเดือดร้อนเสียหาย ต่อการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตปกติสุขของประชาชน เป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของประชาชนที่ใช้ทางสาธารณะสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จึงเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมเกินกว่าขอบเขตของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 34 และมาตรา 63 เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย
คำสั่งของศาลแพ่งทั้ง 2 คดีจึงเป็นการยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าการกระทำของแกนนำ นปช. และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ศอฉ. จึงมีความจำเป็นที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐความปลอดภัย และการรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อประโยชน์อันที่รักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ และป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ