วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 12:52:05 น.
เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา วันที่ 9 มิถุนายน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ อดีต ผู้อำนวยการ ศอฉ. เดินทางมายังศาลอาญา รัชดา ตามที่ศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ คดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และพนักงานสอบสวนดีเอสไอ รวม 4 คน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ,ความผิดต่อเจ้าพนักงานและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
จากกรณีที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอ สรุปสำนวนสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพในข้อหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาและเล็งเห็นผล ที่ศอฉ.มีคำสั่งใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่การชุมนุมกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553
ในวันนี้นายสุเทพ ได้เบิกความต่อศาลถึงเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม นปช. ปี 2553 มีใจความว่าให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้ากระชับพื้นที่ บริเวณถนนราชดำเนิน เมื่อช่วงเดือนเมษายน ด้วยอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน โล่ กระบอง และแก๊สน้ำตา ตามขั้นตอนหลักสากล แต่ปรากฎว่ามีกองกำลังติดอาวุธใช้อาวุธสงครามกับเจ้าหน้าที่ ทำให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ จำนวนมาก จึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ถอนกำลัง แต่ถูกผู้ชุมนุมปิดล้อม ไม่สามารถถอยร่นได้ และถูกผู้ชุมนุมรุมทำร้ายจึงออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนลูกซองจริง ได้เพื่อป้องกันตนเอง และคุ้มครองประชาชน โดยฝึกซ้อมให้ใช้อาวุธปืนยิงระดับต่ำกว่าหัวเข่า และรักษาระยะห่างกับผู้ชุมนุม เพื่อความปลอดภัย
ทั้งนี้นายสุเทพ เบิกความอีกว่าตนเองเป็นผู้ออกคำสั่งดังกล่าวเอง ไม่เกี่ยวข้องกับนายอภิสิทธิ์แต่อย่างใด
นายสุเทพยังเบิกความต่อว่าเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้ากระชับพื้นที่ บริเวณถนนสารสิน ซึ่งระหว่างนั้นมีกองกำลังติดอาวุธ ยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตลอดจนทำให้เจ้าหน้าที่ทหาร และผู้สื่อข่าวต่างประเทศเสียชีวิต ต่อมาทางแกนนำ นปช. ได้ประกาศยุติการชุมนุม และยอมมอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งคดีดังกล่าวนายธาริต เป็นผู้ทำสำนวนคดี โดยให้เป็นคดีพิเศษ มีการแจ้งข้อกล่าวหาก่อการร้ายกับแกนนำ นปช. พร้อมสรุปสำนวนว่ามีกองกำลังติดอาวุธ ในพื้นที่การชุมนุม และมีชายชุดดำใช้อาวุธสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ ซึ่งกองกำลังติดอาวุธดังกล่าวยังได้โยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ทหารและรัฐบาลว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ทางดีเอสไอจึงได้ส่งสำนวนให้อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง และคดีอยู่ในชั้นศาล
ต่อมานายอภิสิทธิ์ ประกาศยุบสภา และมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่นายธาริต ยังดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งนายธาริต มีท่าทีเปลี่ยนไป กระทั่งเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2555 นายธาริต ได้เรียกตนและนายอภิสิทธิ์ ไปรับทราบข้อกล่าวข้อกล่าวหา ฐานก่อให้ผู้อื่นฆ่า โดยเจตนาเล็งเห็นผล กรณีแก้ไขสถานการณ์ ปี 2553 แต่ในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหามีการบิดเบือนข้อเท็จจริง และแตกต่างจากสำนวนคดี ของ นปช. ก่อนหน้านี้
โดยเจตนากล่าวหาให้ตนเอง และนายอภิสิทธิ์ เสียหาย เพื่อกลั่นแกล้งให้ได้รับโทษทางอาญา โดยอ้างว่าความเสียหายเกิดจากการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ากระชับพื้นที่ และยังไม่มีการระบุถึง นปช. ว่ามีการซ่องสุมกองกำลังติดอาวุธ และชายชุดดำ ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ขณะที่การสอบสวนของคณะกรรมการอิสระและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดอง แห่งชาติ หรือ คอป. และกรรมการสิทธิ์ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ก็ได้สรุปข้อเท็จจริงตรงกันว่าการชุมนุมของ นปช. มีกองกำลังติดอาวุธ และชายชุดดำ ใช้อาวุธสงครามทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน จนมีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก
′สุเทพ′ระบุ′ธาริต′เปลี่ยนท่าทีหลังรัฐบาล′ยิ่งลักษณ์′ ชี้แจ้งข้อหาขัดแย้งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา วันที่ 9 มิถุนายน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ อดีต ผู้อำนวยการ ศอฉ. เดินทางมายังศาลอาญา รัชดา ตามที่ศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ คดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และพนักงานสอบสวนดีเอสไอ รวม 4 คน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ,ความผิดต่อเจ้าพนักงานและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
จากกรณีที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอ สรุปสำนวนสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพในข้อหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาและเล็งเห็นผล ที่ศอฉ.มีคำสั่งใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่การชุมนุมกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553
ในวันนี้นายสุเทพ ได้เบิกความต่อศาลถึงเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม นปช. ปี 2553 มีใจความว่าให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้ากระชับพื้นที่ บริเวณถนนราชดำเนิน เมื่อช่วงเดือนเมษายน ด้วยอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน โล่ กระบอง และแก๊สน้ำตา ตามขั้นตอนหลักสากล แต่ปรากฎว่ามีกองกำลังติดอาวุธใช้อาวุธสงครามกับเจ้าหน้าที่ ทำให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ จำนวนมาก จึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ถอนกำลัง แต่ถูกผู้ชุมนุมปิดล้อม ไม่สามารถถอยร่นได้ และถูกผู้ชุมนุมรุมทำร้ายจึงออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนลูกซองจริง ได้เพื่อป้องกันตนเอง และคุ้มครองประชาชน โดยฝึกซ้อมให้ใช้อาวุธปืนยิงระดับต่ำกว่าหัวเข่า และรักษาระยะห่างกับผู้ชุมนุม เพื่อความปลอดภัย
ทั้งนี้นายสุเทพ เบิกความอีกว่าตนเองเป็นผู้ออกคำสั่งดังกล่าวเอง ไม่เกี่ยวข้องกับนายอภิสิทธิ์แต่อย่างใด
นายสุเทพยังเบิกความต่อว่าเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้ากระชับพื้นที่ บริเวณถนนสารสิน ซึ่งระหว่างนั้นมีกองกำลังติดอาวุธ ยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตลอดจนทำให้เจ้าหน้าที่ทหาร และผู้สื่อข่าวต่างประเทศเสียชีวิต ต่อมาทางแกนนำ นปช. ได้ประกาศยุติการชุมนุม และยอมมอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งคดีดังกล่าวนายธาริต เป็นผู้ทำสำนวนคดี โดยให้เป็นคดีพิเศษ มีการแจ้งข้อกล่าวหาก่อการร้ายกับแกนนำ นปช. พร้อมสรุปสำนวนว่ามีกองกำลังติดอาวุธ ในพื้นที่การชุมนุม และมีชายชุดดำใช้อาวุธสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ ซึ่งกองกำลังติดอาวุธดังกล่าวยังได้โยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ทหารและรัฐบาลว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ทางดีเอสไอจึงได้ส่งสำนวนให้อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง และคดีอยู่ในชั้นศาล
ต่อมานายอภิสิทธิ์ ประกาศยุบสภา และมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่นายธาริต ยังดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งนายธาริต มีท่าทีเปลี่ยนไป กระทั่งเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2555 นายธาริต ได้เรียกตนและนายอภิสิทธิ์ ไปรับทราบข้อกล่าวข้อกล่าวหา ฐานก่อให้ผู้อื่นฆ่า โดยเจตนาเล็งเห็นผล กรณีแก้ไขสถานการณ์ ปี 2553 แต่ในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหามีการบิดเบือนข้อเท็จจริง และแตกต่างจากสำนวนคดี ของ นปช. ก่อนหน้านี้
โดยเจตนากล่าวหาให้ตนเอง และนายอภิสิทธิ์ เสียหาย เพื่อกลั่นแกล้งให้ได้รับโทษทางอาญา โดยอ้างว่าความเสียหายเกิดจากการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ากระชับพื้นที่ และยังไม่มีการระบุถึง นปช. ว่ามีการซ่องสุมกองกำลังติดอาวุธ และชายชุดดำ ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ขณะที่การสอบสวนของคณะกรรมการอิสระและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดอง แห่งชาติ หรือ คอป. และกรรมการสิทธิ์ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ก็ได้สรุปข้อเท็จจริงตรงกันว่าการชุมนุมของ นปช. มีกองกำลังติดอาวุธ และชายชุดดำ ใช้อาวุธสงครามทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน จนมีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก