((มาลาริน)) ^_^ ทำไมเงียบจังเลยคะ...ฎีกาพลิกรับฟ้อง “มาร์ค-สุเทพ” กล่าวหา “ธาริตและพวก 4 ราย ชี้นปช.มีกองกำลังติดอาวุธ

ดิฉันเพิ่งเห็นข่าวนี้ แต่ไม่เห็นในห้องนี้พูดถึงเรื่องนี้กันเลย...

ดิฉันเห็นชอบอ่านข่าวไม่ดีกันทำไมคนบางคนไม่เอามาโพสต์ แปลกใจจังเลยค่ะ...

นานาสงสัยนานาเหงื่อตกนานาสงสัยเซ็งพาพันเศร้า

ลองอ่านดูนะคะ...👇👇👇👇👇

ฎีกาพลิก! มีคำสั่งให้ศาลประทับรับฟ้อง คดี “อภิสิทธิ์-สุเทพ” กล่าวหา “ธาริตและพวก 4 ราย” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบจากเหตุกระชับพื้นที่เสื้อแดงปี 2553 พิเคราะห์หลักฐานชี้ชัด ม็อบ “นปช.” มีกองกำลังติดอาวุธ ซ้ำร้ายเป็นเนื้อเดียวกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะแกนนำที่มีคดีก่อการร้ายนั่งแท่นรัฐมนตรี ยิ่งพิรุธ! ต่ออายุอธิบดีดีเอสไอ 1 ปีเพื่อเล่นงาน “เทือก-มาร์ค”

เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มิ.ย. ที่ห้องพิจารณาคดี 910 ศาลอาญาได้นัดฟังคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.310/2556 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อดีตหัวหน้าชุดคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุรุนแรงทางการเมืองปี 2553, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล พนักงานสอบสวน เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 157 และ 200

สืบเนื่องจากเมื่อเดือน ก.ค.2554 ถึงวันที่ 13 ธ.ค. 2555 จำเลยทั้งสี่ได้สรุปสำนวนกล่าวหานายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ข้อหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาและเล็งเห็นผล จากการออกคำสั่ง ศอฉ.ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ซึ่งโจทก์เห็นว่าการแจ้งข้อหาบิดเบือนจากข้อเท็จจริง ดีเอสไอไม่มีอำนาจต้องเป็นการวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เท่านั้น

ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน กระทำไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย พยานหลักฐานที่นำสืบของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาบิดเบือนแจ้งข้อกล่าวหา หรือกลั่นแกล้งแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ระบุว่าขณะเกิดเหตุทั้งสองมีตำแหน่งทางการเมือง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจการสืบสวนสอบสวนของ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และฉบับแก้ไขนั้น เห็นว่าคดีที่จำเลยได้ดำเนินการทำสำนวนและสั่งให้พนักงานอัยการกล่าวโทษนั้น เป็นคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งอัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งให้ฟ้องโจทก์ ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ไม่ได้บิดเบือนหรือกลั่นแกล้ง จึงพิพากษายกฟ้อง

ต่อมาโจทก์ทั้งสองยื่นฎีกาคัดค้าน ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว คดีต้องวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ทั้งสองมีความผิดตามข้อกล่าวหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุ มาตรา 66 วรรคแรกบัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในกรณีมีผู้กล่าวหาว่านายกฯ หรือรัฐมนตรีกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริง และเมื่อเห็นว่าข้อกล่าวหามีมูลให้ส่งสำนวนและความเห็นไปยัง อสส.เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาล

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุนายอภิสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ นายสุเทพดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ซึ่งขณะนั้นมีการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เพื่อต่อต้านรัฐบาลบีบบังคับให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาหรือลาออก การชุมนุมปิดกั้นกีดขวางการจราจรบนถนน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน มีการใช้อาวุธและมีกองกำลังติดอาวุธเพื่อต่อสู้เจ้าหน้าที่ทหารที่จะเข้ามาใช้กำลังกระชับหรือขอคืนพื้นที่ชุมนุม ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่นายสุเทพได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติการกระชับพื้นที่และขอคืนพื้นที่หลายฉบับ โดยอนุญาตให้มีการใช้อาวุธด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันชีวิตของตนหรือของผู้อื่น

“เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติตามคำสั่งของนายสุเทพก็มีการปะทะกัน มีการใช้อาวุธยิงทำร้ายเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารและผู้ร่วมชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก การชุมนุมของคนจำนวนมากต่อต้านรัฐบาลมีกองกำลังติดอาวุธเข้าปะทะเจ้าหน้าที่ทหารหลายครั้ง คำสั่งของนายสุเทพแต่ละฉบับ เป็นการออกคำสั่งกำหนดแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารให้เป็นไปตามสถานการณ์ เช่น กำหนดให้เจ้าหน้าที่ทหารใช้กำลังอาวุธปืนยิงได้ในกรณีจำเป็นเพื่อป้องกันชีวิตตนและผู้อื่น การกระทำของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของนายสุเทพ”

ชี้แดง-เพื่อไทยเนื้อเดียวกัน

เมื่อมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ทหารและกองกำลังติดอาวุธของผู้ร่วมชุมนุมและมีผู้ร้องขอให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสอง จึงมีการส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่ง ป.ป.ช.ก็มีมติรับดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งนายธาริตกับพวกในฐานะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็ทำการสืบสวนสอบสวนก่อนนั้นแล้ว ได้ความว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีกองกำลังติดอาวุธต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถือเป็นคดีก่อการร้าย ต่อมาได้สรุปความเห็นส่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) กับพวกรวม 25 คน ในข้อหาร่วมกันก่อการร้าย และเมื่อวันที่ 11 ส.ค.2553 พนักงานอัยการได้ฟ้องนายวีระ มุสิกพงศ์ กับพวกรวม 19 คน ในข้อหาร่วมกันก่อการร้ายต่อศาลชั้นต้น หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนรัฐบาล โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรองนายกฯ และมีการแต่งตั้งแกนนำกลุ่ม นปช.ที่เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ และถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีร่วมกันก่อการร้ายเป็นรัฐมนตรีและตำแหน่งทางการเมืองหลายคน จึงแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีกลุ่ม นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นแนวร่วม

ต่อมาวันที่ 17 ก.ค.2555 ศาลอาญากรุงเทพใต้ทำการไต่สวนการตายของนายพัน คำกอง แล้วมีคำสั่งว่า นายพันเสียชีวิตจากการถูกกระสุนของเจ้าหน้าที่ทหาร ขณะที่ทหารกำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบปิดล้อมพื้นที่ควบคุมตามคำสั่งของ ศอฉ. และในวันที่ 19 เดือนเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิมให้สัมภาษณ์ข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า คำสั่งศาลเรื่องการตายของนายพัน ศอฉ.ต้องรับผิดชอบ และกล่าวต่อไปว่า ได้สั่งการไปยังนายธาริตแล้ว การที่จำเลยทั้งสี่ได้เร่งทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม นปช.และกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ทหารมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตขึ้นใหม่ และเรียกโจทก์ทั้งสองมารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 13 พ.ค.2555 โดยกล่าวหาว่านายสุเทพกระทำละเว้นหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ในการบริหารราชการแผ่นดินหรือตามกฎหมาย เป็นการกระทำร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า การดำเนินคดีอาญาที่กล่าวหาโจทก์ทั้งสองดังกล่าว ดีเอสไอได้ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการตั้งแต่เดือน พ.ค.2553 แล้ว ซึ่งเป็นการยอมรับมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าคดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจการไต่สวน
ของ ป.ป.ช. จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสี่และพนักงานสอบสวนคดีพิเศษย่อมทราบและเข้าใจบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้ว่า ดีเอสไอทำการสอบสวนดำเนินคดีแก่แกนนำและผู้ร่วมชุมนุม นปช. ในข้อหาก่อการร้าย โดยไม่ได้ดำเนินการสอบสวนโจทก์ทั้งสอง แต่ได้ส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ และ ป.ป.ช.ก็ไม่ได้ส่งเรื่องที่มีการกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผลกลับมาให้ดีเอสไอทำการสอบสวนแยกต่างหากแต่อย่างใด

พิรุธ! ยิ่งลักษณ์ต่ออายุ

“การที่หลังจากเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นพวกเดียวกับกลุ่ม นปช. ผู้ร่วมชุมนุม และ ร.ต.อ.เฉลิมสั่งการให้ดำเนินการแก่โจทก์ทั้งสอง โดยอ้างคำสั่งของศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่วินิจฉัยการตายของนายพัน และจำเลยทั้งสี่ ก็ได้สอบสวนและเรียกโจทก์ทั้งสองมารับทราบข้อเท็จจริงและข้อหา โดยบันทึกการแจ้งข้อเท็จจริงและข้อหาได้ว่าข้อเท็จจริงในการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เป็นการชุมนุมโดยสงบ และไม่มีการใช้อาวุธ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการสอบสวนให้ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน เพื่อให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารเพียงฝ่ายเดียวมีอาวุธกระทำต่อผู้ร่วมชุมนุม แม้จำเลยทั้งสี่จะสอบสวนและแจ้งข้อหาแก่โจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสี่เชื่อว่ามีอำนาจทำได้ตามกฎหมาย แต่ก็ต้องเป็นความเชื่อที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต”

และการที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ให้นายธาริตดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอต่อไปอีก 1 ปี หลังจากหมดวาระที่ต้องย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น แสดงให้เห็นว่าการทำหน้าที่ของนายธาริตในตำแหน่งเดิม สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี จึงมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่า จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตหรือไม่ แม้การสอบสวนของจำเลยทั้งสี่จะมีพนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวน และต่อมาอัยการยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาล แต่ศาลต้องตรวจสอบว่ากระบวนการสอบสวนของจำเลยทั้งสี่ได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากการสอบสวนดังกล่าวกระทำโดยไม่ชอบกฎหมาย ย่อมมีผลให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสองก็ได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่หลักฐานที่บ่งชี้ว่าการสอบสวนและแจ้งข้อหาของจำเลยทั้งสี่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบตามกฎหมาย

“การกระทำของจำเลยทั้งสี่ที่ได้สอบสวนและแจ้งข้อหาโจทก์ทั้งสองตามที่โจทก์ทั้งสองนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนมามีเหตุผลให้เชื่อว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยให้ประทับรับฟ้องคดี พร้อมนัดประชุมคดีตรวจหลักฐานและสอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ ในวันที่ 21 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น.” คำสั่งศาลฎีการะบุ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ขอบคุณไทยโพสต์ค่ะ  นานาขอบคุณ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่