มวลมหาประชาชน,ยุบสภา กับ 'สังคมที่เป็นธรรม' by กาแฟดำ

กระทู้สนทนา
มีคำถามจากเพื่อนพ้องว่า ผู้คนจำนวนมากมายที่ออกจากบ้านและที่ทำงาน มาร่วมการเดินขบวนเมื่อวานนี้

มีความต้องการอะไรหรือ?

พวกเขาและเธอ มีจุดยืนร่วมกันในเรื่องอะไร และต่างกันในประเด็นไหน?

คำว่า “มวลมหาประชาชน” กับ “ม็อบ” ต่างกันตรงไหน?

เมื่อ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ จะนำไปสู่การ “ปฏิรูปประเทศไทย” หรือไม่?

คำตอบของผม ก็คือว่า หากการยุบสภา หมายความถึงเพียงการกลับไปสู่การเข้าคูหาเลือกตั้งตามกติกาเก่า ความหวังที่จะสร้าง “สังคมที่เป็นธรรม” ก็ยังไม่เกิดขึ้น

ตอนรวมตัวเพื่อประท้วงรัฐบาลนั้น มีความเห็นจากบางฝ่ายว่าคงจะเป็นเพราะถูก สุเทพ เทือกสุบรรณ หลอกมา หรือเป็นการเกณฑ์มาของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ อย่างมากก็คงมีมาสักไม่กี่พันคน หรืออย่างเก่ง ถ้า “อาหารดี ดนตรีเพราะ” ก็อาจจะเป็นหมื่นเป็นบางวัน และผ่านไปไม่กี่วัน คำปราศรัยไม่เผ็ดร้อนเหมือนวันแรกๆ ก็คงจะสลายตัวหายไปกลับเป็น “ไทยเฉย” เหมือนเดิม

วันนี้พิสูจน์ว่าคำปรามาสอย่างนั้น มีพื้นฐานจากความเชื่อเก่าๆ ที่ว่า คนไทยยอมผู้มีอำนาจ ผู้มีเงิน และผู้มีอิทธิพลเหนือกลไกบ้านเมืองต่างๆ ยอมให้ทหารปฏิวัติหมุนเวียนกันปกครองบ้านเมืองกับ “นักเลือกตั้ง” ที่หนุนโดยนายทุนไม่กี่กลุ่มสลับกันไปมาอย่างนั้น บ้านเมืองก็คงซอยเท้าอยู่กับที่อย่างนี้ เรียกว่าเอาตัวรอดไปวันๆ

แต่ถ้าสอบถามคนที่เข้าร่วมกิจกรรมการเมือง ตั้งแต่กรณี “พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย” และคำประกาศของพรรครัฐบาล และคนของรัฐบาลไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็น่าจะเชื่อว่าคนที่ออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างล้นหลามนั้น ตระหนักว่าพวกเขาเท่านั้น ที่จะสามารถสร้าง “สังคมแห่งความเป็นธรรม” ได้

หลายคนที่มาร่วมเดินขบวน ไม่ได้เป็น “สาวก” ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ และไม่มีความศรัทธาในพรรคประชาธิปัตย์ที่จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยซ้ำ แต่พวกเขาเห็นพฤติกรรมของกลุ่มการเมืองที่มีเสียงข้างมากในสภา และนโยบายจำนำข้าว, เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท รวมไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา ที่รับใช้ผลประโยชน์กลุ่มก้อนของตนเอง แล้วก็มาถึงข้อสรุปโดยไม่ต้องนัดหมายกันว่า พวกเขาอยู่เฉยๆ ก็คงจะตอบลูกหลานไม่ได้ว่า “พ่อแม่ทำอะไรอยู่ตอนที่มีเรื่องอย่างนี้?”

คำว่า “สังคมที่เป็นธรรม” จึงกลายเป็นเป้าหมายของ “คนร่วมสมัย” ที่แสดงออกทางการเมืองอย่างชัดเจน อย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้

ผู้เข้าร่วมต่อต้านรัฐบาลวันนี้จำนวนไม่น้อย อาจจะมีข้อสงสัยเหมือน นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าข้อเสนอของสุเทพ ที่ให้มี “สภาประชาชน” และ “นายกฯ มาตรา 7” จะดำเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญได้อย่างไร และต้องการคำอธิบายในรายละเอียดจากแกนนำการต่อต้านพอสมควร

แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการเหมือนกันคือ “ทางออกประเทศไทย” ที่อยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม ความเคารพในความเห็นทุกภาคส่วน และที่สำคัญก็คือ มีความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นไทย

แน่นอนว่า หากผู้ออกมาร่วมกิจกรรมการเมืองครั้งนี้มีความคลางแคลงว่า สุเทพและพวก กระทำการครั้งนี้เพื่อหวังอำนาจการเมืองเพื่อกลุ่มตน พวกเขาก็จะเป็นกลุ่มแรกที่จะประณามและลงโทษแกนนำการต่อต้านครั้งนี้ อย่างไม่ต้องสงสัย

แต่...พวกเขาและเธอ ก็มีคำถามเช่นกันว่า เมื่อรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ หรือรวบรัดตัดความใช้เสียงข้างมาก “ลักหลับ” ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้มีความผิดคอร์รัปชันได้ ก็เท่ากับเป็นการเหยียบย่ำกติกาบ้านเมืองอย่างโจ๋งครึ่มเช่นกัน

คนที่ออกมาร่วมคัดค้านครั้งนี้จำนวนไม่น้อย มองเห็นอันตรายของ “ระบอบทักษิณ” ที่จะทำให้ความมุ่งหมายที่จะสร้าง “สังคมแห่งความเป็นธรรม” เกิดขึ้นไม่ได้ในชั่วอายุคนรุ่นนี้ได้เลย หากพวกเขาไม่แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการแสดงจุดยืนร่วมกันอย่างแข็งขัน

จะเป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง หากว่านักวิเคราะห์การเมืองจะสรุปง่ายๆ เหมือนปรากฏการณ์เดิมๆ ว่า การเมืองของไทยวันนี้ตัดสินกันเพียงแต่ว่า ใครสามารถเกณฑ์หรือระดม “ม็อบ” มาประจันหน้ากัน ใครมีจำนวนมากกว่า ใช้วาทกรรมเก่งกว่า มีเงินหนุนหลังมากกว่า หรือสามารถหว่านล้อมให้กองทัพมาเป็นฝ่ายตนก็จะเป็นผู้มีชัยชนะ และสามารถครอบงำประเทศ โดยที่ “เสียงข้างน้อย” จะหมดสิทธิในการมีส่วนร่วมปกครองประเทศอีกต่อไป

ผมเชื่อว่า ผู้ออกมาร่วมชุมนุมเพื่อการ “ปฏิรูปประเทศไทย” ครั้งนี้ มีความเชื่อเหมือนกับคนที่เรียกตัวเองว่า “หัวก้าวหน้า” ในสังคมไทยว่า วาระสำคัญของการแก้ปัญหาบ้านเมือง คือ การลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน และคน “รากหญ้า” จะต้องมีสิทธิ มีเสียง ในกระบวนการทางการเมือง อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่านี้อีกหลายเท่า

ผมเชื่อว่า คนที่อยู่ “คนละข้าง” กันวันนี้ ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่าเป็นคน “สี” อะไรก็ตาม ต่างก็เห็นพ้องกันว่าประเทศไทย จะต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันในทุกระดับอย่างจริงจัง ต้องไม่ให้ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง หรือกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง มีอำนาจและอิทธิพลเหนือบ้านเมืองได้ขนาดที่เห็นอยู่วันนี้ ต้องไม่ให้ “ธุรกิจการเมือง” ครอบงำสังคมไทย

และทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันสร้าง “สังคมที่เป็นธรรม” โดยไม่ถูก “นักปลุกม็อบ” ฝ่ายใดชักจูงเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา

ประโยคหนึ่งของ เนลสัน แมนเดลา ผู้นำแอฟริกาใต้ ที่เพิ่งจากโลกไปท่ามกลางเสียงชื่นชมของคนทั้งโลก ต่อผลงานการสร้างความปรองดองในประเทศที่แตกแยกกันอย่างรุนแรง ควรจะเป็นหลักการสำหรับในการร่วมกันสร้างประเทศไทย นั่นคือ..."ผมไม่ได้ต่อสู้เพื่อต่อต้านคนผิวขาวครอบงำประเทศ ผมไม่ได้ดิ้นรนเพื่อคนผิวดำมีอำนาจมากกว่าคนผิวขาว แต่ผมต้องการสร้างสังคมที่เป็นธรรมสำหรับคนทุกสีผิว"

คำว่า “มวลมหาประชาชน” ต่างกับ “ม็อบ” ก็ตรงนี้...การยุบสภา เพียงเพื่อให้กลับไปเลือกตั้ง ส.ส. ตามกติกาที่ “ไม่เป็นธรรม” เหมือนเก่า ก็จะได้คุณภาพการเมืองเหมือนเดิม...เท่านั้น


ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/suthichaiyoon/20131210/548666/มวลมหาประชาชน,ยุบสภา-กับ-สังคมที่เป็นธรรม.html


ปล.พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ พลังของประชาชน

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่