เหตุที่ถูกตัดสินว่าการแก้ รธน เพราะ เหิมเกริมในอำนาจ ไม่เกรงกลัวใคร

ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย จบ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว.เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68

ส.ส.พรรคเพื่อไทยเหิมกร้าวในอำนาจ กระทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบลุแก่อำนาจ

ชุ่ย สะเพร่า เหลิงอำนาจ!!!

คือ คำนิยามบทสรุป สำหรับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ของ พรรคร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล รวมถึง ส.ว.บางส่วน

เพราะประเด็นแรกที่ศาลได้หยิบยกมาอ่าน ก็บ่งบอกว่า ลุกลี้ลุกลนจนเกินเหตุ แค่ตัว ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ยื่นญัตติโดย นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี และคณะ เป็นคนละฉบับที่ สำนักเลขาธิการรัฐสภา ส่งให้กับสมาชิกรัฐสภาดูในวาระแรก เขียนหลักการที่แตกต่างไปจากฉบับร่างของคณะ ส.ส.อุดมเดช ทั้งที่เอกสารที่ใช้ประกอบในการพิจารณากฎหมายของรัฐสภา ควรจะเป็นเอกสารที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดครบถ้วน

อีกประเด็นคือความรีบร้อนที่จะ ปิดปาก ของ สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ส.ว. ที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่สมาชิกเหล่านี้ได้ ขอสงวนคำแปรญัตติ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐสภาอยู่แล้ว ที่จะต้องให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายถึงเหตุผลที่ได้ขอแปรญัตติหรือฟังความเห็นของ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ขอสงวนคำแปรญัตติว่ามีเหตุผลอะไร

ตายน้ำตื้นเพราะรีบร้อน ลุแก่อำนาจ!!

ประเด็นสำคัญชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มา ส.ว. แก้ในหลักการและเจตนารมณ์ ที่ไม่ต้องการให้เกิดภาพสภาผัวสภาเมีย ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 มีหลักการเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2550

เหตุนี้จึงเป็นที่มาคำวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญกระทำผิดมาตรา 68

ตัดตอนจากไทยรัฐ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่