"มาร์ค"ยกแผนบริหารดินแดนร่วมไทย-กัมพูชา แก้ปัญหาพิพาท
นายกฯ ฟุ้งก่อนไทย-เขมรเกิดปัญหาพิพาทพื้นที่พระวิหาร การค้าขายโตกว่า 40 % เผยคุย "ฮุน เซน" เปิดด่านเพิ่ม ย้ำทางออกสองประเทศกลับมาบริหารดินแดนร่วมกันช่วยแก้ปัญหา ระบุผลถกยูเนสโกเชื่อเลื่อนพิจารณาแผนจัดการพื้นที่
วันนี้(26 ก.พ.) เมื่อเวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามของนักศึกษาจากสถาบันพระปกเกล้า ภายหลังการเดินทางมาเป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ บรรยายหัวข้อวิชา “การเมืองของการบริหารเศรษฐกิจไทย” ที่สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถึงการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาว่า นโยบายของไทย-กัมพูชาในการส่งเริมการค้าขาย เมื่อที่ปีที่แล้วโตถึง 40% ถือว่าสูง และยังมีการหาทางเปิดด่านเพิ่มเติม โดยตนได้คุยกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เฉพาะเรื่องนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร
ส่วนเรื่องในพื้นที่พระวิหารนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า
ต้องเรียนว่ามีที่มาที่ไปมาจากปัญหาเรื่องมรดกโลก เพราะก่อนหน้าที่มีเรื่องของมรดกโลกนั้นประชาชนไปเที่ยวได้ไม่ต้องมาเถียง กันว่าอะไรอยู่ตรงไหน พูดง่าย ๆ คือแบ่งผลประโยชน์กันมีการเก็บเงินที่ทางขึ้นในฝ่ายเราเป็นต้น แต่เมื่อปัญหาเกิดคือกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนฯ หากไม่คิดอะไรมากก็มองว่าเป็นความต้องการจัดระบบการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น แต่พอกัมพูชาทำก็ต้องมีแผนบริหารจัดการพื้นที่ขึ้นก็กระทบดินแดนเราไปโดย ปริยาย ทั้งนี้เราเข็ดอยู่แล้วเมื่อปีที่เราเสียปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกบอกว่าเรา ยอมรับแล้ว ไม่ทักท้วงก็บอกว่าเรายอมไปแล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า
ตนจึงบอกว่าก่อนหน้านี้ในรัฐบาลของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงที่นายสุรเกียรติ เสถียรไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็จะพูดว่าทำอะไรต้องทำร่วมกัน แต่ในปี 2551 พอเราไปเซ็นยอมให้กัมพูชา ขึ้นมรดกดลกฝ่ายเดียว นั่นคือที่มาของปัญหา หลังจากนั้นเขาก็จะมาบริหารพื้นที่ของเรา ในช่วง ก.ค. 2551 จึงมีการส่งทหารมาตึงกำลังในพื้นที่ มีแต่ทหารทำให้มีความไม่ปลอดภัยคนจึงไม่ได้เข้า และเมื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไป แต่ก็มีบางกลุ่มที่เขาไม่ได้ไปท่องเที่ยวจึงมีความเสี่ยงที่จะลุกลาม
“วิธีการแก้ปัญหาประการแรกผมบอกยูเอ็นและยูเนสโกว่าให้คุณหยุด ทุกอย่างก่อนได้ไหม เพราะมีแรงกดดันว่ากัมพูชาจะเคลียร์ตรงนี้ ผมจึงบอกไปกับผู้แทนยูเนสโกว่าจะเดินไปอย่างไรเพราะเป็นพื้นที่ของไทย นี่คือปมปัญหาที่ต้องเร่งคลี่คลาย ซึ่งแนวโน้มก็ดีขึ้น และเชื่อว่ายูเนสโกเลื่อนพิจารณาแผนแล้วให้เราคุยกับกัมพูชาก่อน และถ้าเราจะปลดล็อคตรงนี้ได้ คือ
กลับมาสู่การบริหารดินแดนร่วมกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ซึ่งเราก็พยายามเดินไปสู่จุดนั้น”นายกรัฐมนตรี กล่าว
ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์
http://goo.gl/LPzEKa
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม คมชัดลึก
http://goo.gl/fDCDzc
กลับมาสู่การบริหารดินแดนร่วมกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ซึ่งเราก็พยายามเดินไปสู่จุดนั้น”นายกรัฐมนตรี กล่าว
กลับมาสู่การบริหารดินแดนร่วมกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ซึ่งเราก็พยายามเดินไปสู่จุดนั้น”นายกรัฐมนตรี กล่าว
กลับมาสู่การบริหารดินแดนร่วมกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ซึ่งเราก็พยายามเดินไปสู่จุดนั้น”นายกรัฐมนตรี กล่าว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้*ตัวเอน เป็นข้อมูลการให้สัมภาษณ์ที่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง
ข้อเท็จจริง สามารถตามไปดูได้อย่างคร่าวๆ ที่นี่ (จิ้ม : ยกเลิกแถลงการณ์ร่วม...ชนวนเหตุทำไทยเสียเปรียบ)
ในสมัยรัฐบาลสมัคร ประเทศไทยเราเคยเดินไปถึงจุดนั้นแล้ว แล้วจู่ๆ ก็มีพันธมิตรแอนด์เดอะแก๊ง(ไอติม) โดยเฉพาะหัวหน้าแก๊งไอติมที่ทำให้สร้างผลงานบันลือโลกจับมือแท็กทีมม็อบข้าง ถนนร่วมกันทำลาย "จุดนั้น" จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาคาราคาซัง จนกระทั่งเหตุการณ์มาฝีแตกลุกลามบานปลายเลยเถิด เกิดการรบปะทะกัน จนเป็นผลให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายของทหารและประชาชนของทั้งสองประเทศ
นี่เป็นอีกหนึ่งผลงานที่นาย(ก)ได้กระทำไว้ในอดีต เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความฉ้อฉลของการก้าวขึ้นสู่อำนาจ เพียงเพื่อให้ได้มาและรักษาไว้ซึ่งตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของประเทศ หัวหน้าแก๊งไอติดสามารถทำได้ทุกสิ่ง ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้กระทั่งประเทศชาติและประชาชน
อ้างอิง
วันนี้ (28 มิ.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะได้ยื่นหนังสือคำร้องต่อนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 51 เห็นชอบให้นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ ลงนามในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้มีการจดทะเบียนปราสาทพระ วิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ในวันที่ 18 มิ.ย.51 เป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และเป็นโมฆะ เนื่องจากการแถลงการณ์ร่วมถือเป็นหนังสือสัญญา และจะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาก่อน
ที่มาหรือดูเนื้อหาฉบับเต็ม (จิ้ม) ASTVผู้จัดการออนไลน์
ข้อควรปฏิบัติถึง "ศิริโชค โสภา" และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร จากนายกรัฐมนตรี
นายกฯ ฟุ้งก่อนไทย-เขมรเกิดปัญหาพิพาทพื้นที่พระวิหาร การค้าขายโตกว่า 40 % เผยคุย "ฮุน เซน" เปิดด่านเพิ่ม ย้ำทางออกสองประเทศกลับมาบริหารดินแดนร่วมกันช่วยแก้ปัญหา ระบุผลถกยูเนสโกเชื่อเลื่อนพิจารณาแผนจัดการพื้นที่
วันนี้(26 ก.พ.) เมื่อเวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามของนักศึกษาจากสถาบันพระปกเกล้า ภายหลังการเดินทางมาเป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ บรรยายหัวข้อวิชา “การเมืองของการบริหารเศรษฐกิจไทย” ที่สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถึงการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาว่า นโยบายของไทย-กัมพูชาในการส่งเริมการค้าขาย เมื่อที่ปีที่แล้วโตถึง 40% ถือว่าสูง และยังมีการหาทางเปิดด่านเพิ่มเติม โดยตนได้คุยกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เฉพาะเรื่องนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร
ส่วนเรื่องในพื้นที่พระวิหารนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องเรียนว่ามีที่มาที่ไปมาจากปัญหาเรื่องมรดกโลก เพราะก่อนหน้าที่มีเรื่องของมรดกโลกนั้นประชาชนไปเที่ยวได้ไม่ต้องมาเถียง กันว่าอะไรอยู่ตรงไหน พูดง่าย ๆ คือแบ่งผลประโยชน์กันมีการเก็บเงินที่ทางขึ้นในฝ่ายเราเป็นต้น แต่เมื่อปัญหาเกิดคือกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนฯ หากไม่คิดอะไรมากก็มองว่าเป็นความต้องการจัดระบบการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น แต่พอกัมพูชาทำก็ต้องมีแผนบริหารจัดการพื้นที่ขึ้นก็กระทบดินแดนเราไปโดย ปริยาย ทั้งนี้เราเข็ดอยู่แล้วเมื่อปีที่เราเสียปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกบอกว่าเรา ยอมรับแล้ว ไม่ทักท้วงก็บอกว่าเรายอมไปแล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนจึงบอกว่าก่อนหน้านี้ในรัฐบาลของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงที่นายสุรเกียรติ เสถียรไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็จะพูดว่าทำอะไรต้องทำร่วมกัน แต่ในปี 2551 พอเราไปเซ็นยอมให้กัมพูชา ขึ้นมรดกดลกฝ่ายเดียว นั่นคือที่มาของปัญหา หลังจากนั้นเขาก็จะมาบริหารพื้นที่ของเรา ในช่วง ก.ค. 2551 จึงมีการส่งทหารมาตึงกำลังในพื้นที่ มีแต่ทหารทำให้มีความไม่ปลอดภัยคนจึงไม่ได้เข้า และเมื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไป แต่ก็มีบางกลุ่มที่เขาไม่ได้ไปท่องเที่ยวจึงมีความเสี่ยงที่จะลุกลาม
“วิธีการแก้ปัญหาประการแรกผมบอกยูเอ็นและยูเนสโกว่าให้คุณหยุด ทุกอย่างก่อนได้ไหม เพราะมีแรงกดดันว่ากัมพูชาจะเคลียร์ตรงนี้ ผมจึงบอกไปกับผู้แทนยูเนสโกว่าจะเดินไปอย่างไรเพราะเป็นพื้นที่ของไทย นี่คือปมปัญหาที่ต้องเร่งคลี่คลาย ซึ่งแนวโน้มก็ดีขึ้น และเชื่อว่ายูเนสโกเลื่อนพิจารณาแผนแล้วให้เราคุยกับกัมพูชาก่อน และถ้าเราจะปลดล็อคตรงนี้ได้ คือกลับมาสู่การบริหารดินแดนร่วมกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ซึ่งเราก็พยายามเดินไปสู่จุดนั้น”นายกรัฐมนตรี กล่าว
ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ http://goo.gl/LPzEKa
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม คมชัดลึก http://goo.gl/fDCDzc
กลับมาสู่การบริหารดินแดนร่วมกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ซึ่งเราก็พยายามเดินไปสู่จุดนั้น”นายกรัฐมนตรี กล่าว
กลับมาสู่การบริหารดินแดนร่วมกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ซึ่งเราก็พยายามเดินไปสู่จุดนั้น”นายกรัฐมนตรี กล่าว
กลับมาสู่การบริหารดินแดนร่วมกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ซึ่งเราก็พยายามเดินไปสู่จุดนั้น”นายกรัฐมนตรี กล่าว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้