วันนี้ไม่มีเวลา ขอนำความคิดเห็นที่เคยเขียนไว้ประมาณปี 51-52 มาให้อ่านอีกที

กระทู้สนทนา
มองปัญหาเขาพระวิหารอย่างบ้านๆ

คนชาวบ้านธรรมดาอย่างผม คงไม่สามารถมองปัญหาได้อย่างลึกซึ้ง สลับซับซ้อนมากมายนัก ก็คงได้แต่มองอย่างชาวบ้านๆ ที่ต้องการแค่ความสงบสุขในชีวิตเท่านั้นเองครับ

แต่ถึงผมจะไม่ได้จบอ๊อกซ์ฟอร์ด แต่ก็พอจะรู้ว่า เมื่อศาลโลกตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของเขมร พื้นดินใต้ปราสาทเขาพระวิหารย่อมเป็นของเขมรด้วย

ถึงผมจะไม่เคยรู้เรื่องการทูต แต่ผมก็พอจะรู้ว่า การเปรียบผู้นำประเทศอื่นเป็นพวกกุ๊ยข้างถนน เป็นการสร้างความเคียดขึ้งให้กับประเทศนั้นๆ

ถึงผมจะไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมายสักเท่าไรนัก แต่ก็พอจะรู้ว่า ในแถลงการณ์ร่วมฉบับปี 2551 ที่คุณนพดลทำไว้กับกัมพูชา ยืนยันอย่างแน่ชัดว่า พื้นที่รอบๆเขาพระวิหาร 4.6 ตร.กม.เป็นพื้นที่ทับซ้อน ที่ทั้งทางไทยและกัมพูชาต่างก็ยอมรับร่วมกัน โดยมียูเนสโก้เป็นสักขี

ถึงผมจะไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องการแถลงร่วมฉบับ ปี 43 นั้นมีเนื้อหาเช่นไร แต่ก็พอจะรู้ว่า เป็นการยอมรับแผนที่ของฝรั่งเศสโดยปริยาย ซึ่งแผนที่ฉบับนี้ไม่ใช่หรือครับที่ทำให้เราต้องเสียปราสาทเขาพระวิหารไป นั่นย่อมเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อกันเสียดินแดนรอบๆปราสาทไปด้วย

ถึงผมจะไม่ค่อยรู้เรื่องของการฟ้องร้องสักเท่าไร แต่ผมก็กลัวว่าการสารภาพว่าได้รุกล้ำเข้าไปในแดนกัมพูชาของ ส.ส.คนหนึ่งของไทย จะเป็นหลักฐานสำคัญที่ทางกัมพูชาจะนำไปอ้างอิง เมื่อเขตแดนพิพาทได้เข้าสู่เวทีโลก

ดังนั้นในความคิดของผม ความสัมพันธ์ที่เลวลงระหว่างไทยกับกัมพูชาล้วนเกิดจากสาเหตุข้างต้น และก็มีโอกาสสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนอย่างยิ่ง ยิ่งทางภาครัฐฯพยายามแสดงออกถึงการไม่ยอมให้ต่างประเทศมาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ย พยายามที่จะเจรจาแบบทวิภาคี ทั้งๆที่อีกฝ่ายก็บอกอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่เจรจา จึงทำให้ผมยิ่งเกิดความกังวลเป็นอย่างยิ่ง หรือเพียงเพราะต้องการได้มาซึ่งอำนาจ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ แล้วอาจทำให้เราต้องเสียดินแดน อย่างนี้ยังเป็นความโชคดีของประเทศไทยอีกหรือครับ

ผมคิดต่อไปว่า ถ้าวันนี้ เรายังคงใช้ แถลงการณ์ร่วมของคุณนพดล ตอนนี้ปราสาทเขาพระวิหารคงได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปแล้ว และพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรก็ยังคงเป็นพื้นที่ร่วมที่ทั้งสองประเทศได้มีประโยชน์ร่วมกัน ถึงแม้เราอาจไม่ได้มีชื่อเป็นประเทศร่วมของมรดกโลก

แต่เมื่อทางขึ้นยังอยู่ฝ่ายไทย ต่อไปเมื่อมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันมากๆ ผลประโยชน์เหล่านี้ไม่ใช่กัมพูชาได้เพียงประเทศเดียวไม่ใช่หรือ? และเรายังได้ชื่อว่าเป็นมิตรที่ดีต่อกันกับกัมพูชา โอกาสที่จะพัฒนาร่วมกัน แล้วหาประโยชน์ร่วมกันกับพื้นที่ทับซ้อนอีกมากมายไม่ว่าทางบกหรือทางทะเล อย่างนี้ win win ทั้งสองฝ่ายไม่ดีกว่าหรือ?

แล้วตอนนี้มีการรบพุ่ง สองฝ่ายต่างไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน สถานการณ์พร้อมที่จะเปิดศึกได้ทุกเมื่อ แล้วพี่น้องของเราตามชายแดนต้องคอยหลบภัยสงครามแบบนี้ ทุกท่านพอจะมองเห็นความทุกข์ของพวกเขาเหล่านี้หรือไม่? ข้อสำคัญ เมื่อเกิดการสู้รบกันขึ้น อย่าลืมนะครับ พี่น้องคนไทยอยู่ติดกับชายแดน ส่วนพี่น้องชาวกัมพูชาอยู่ห่างจากสนามรบหลายสิบกิโลเมตร ความเดือดร้อนมันต่างกันมากนะครับ คุณอภิสิทธิ์

ว่าแต่คุณอภิสิทธิ์ครับ จะต้องใช้บทเรียนอีกกี่บท จะต้องให้ประเทศเสียหายอีกกี่ครั้ง จึงจะทำให้พวกท่านรู้สำนึก แล้วเติบโตเป็นผู้หลักผู้ใหญ่กับเขาเสียทีเหอ?
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่