เคทีซีผวาหวั่นรายได้ค่าธรรมเนียมรูด ลุย "สุดซอย" ร่าง ก.ม.บัตรเครดิต
http://www.thairath.co.th/content/eco/381621
“เคทีซี” รับผวากฎหมายคุมธุรกิจบัตรเครดิตใหม่หวั่นกระทบรายได้ค่ารูดปื๊ด พร้อมเดินหน้าอัดแคมเปญทิ้งทวนท้ายปี ทุ่มงบกว่า 200 ล้าน จัดเต็มคืนกำไรลูกค้า ด้านประธาน กมธ.ยกร่างยันเดินหน้าสุดซอยเร่งทำคลอดกฎหมาย ชี้เป็นร่างประวัติศาสตร์ที่ฝ่ายค้าน-รัฐบาลร่วมกันผลักดัน
นายระ เฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เปิดเผยว่า ภาวะการเมืองที่กำลังคุกรุ่นขณะนี้ ไม่มีผลกระทบต่อยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซี โดยเฉพาะยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ถือบัตรของเคทีซีจะนำไปใช้จ่ายในต่างจังหวัดและต่าง ประเทศเป็นหลัก ในขณะที่กรุงเทพฯมีปริมาณค่อนข้างน้อย จึงมั่นใจว่าไม่ส่งผลกระทบต่อยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซี แต่ปัจจัยนอกเหนือที่เคทีซีควบคุมไม่ได้คือ เรื่องการออก พ.ร.บ.บัตรเครดิตใหม่มากกว่า เพราะอาจมีผลกระทบต่อรายได้ของเคทีซีที่จะหายไปประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการเท่านั้น เพราะขณะนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวยังไปไม่ถึงไหน
ทั้งนี้ ในไตรมาส 4 เคทีซีคาดหวังว่ายอดใช้จ่ายจะเพิ่ม 10% เพราะได้ทุ่มงบ 200 ล้านบาทในการคืนกำไรให้กับลูกค้าผู้ถือบัตรในการจัดโปรโมชั่นต่างๆ หลังจากในครึ่งปีแรกเคทีซีได้กำไร 745 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายทั้งปีไปแล้ว นอกจากนี้ ในส่วนของ ผู้ถือหุ้นในปีนี้ เคทีซีก็จะจ่ายเงินปันผลให้มากกว่าเดิมด้วย โดยในปีที่ผ่านมา มีการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น ส่วนปีนี้คาดว่าจะสูงกว่าแน่นอน “ปีนี้ผู้ถือหุ้นได้เงินปันผลมากกว่าทุกปี แน่นอน เพราะเคทีซีมีกำไรสูงกว่าทุกปี แค่ครึ่งปีก็ทำกำไรได้ถึง 745 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายกำไรทั้งปี”
นายระเฑียร กล่าวว่า แม้ยอดใช้จ่ายใน 10 เดือนที่ผ่านมาเติบโตแค่ 6% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น การทุ่มงบทำโปรโมชั่นในโค้งสุดท้าย จึงเชื่อว่าจะทำให้ยอดใช้จ่ายทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้แน่นอนที่ 10% แม้ว่าทุกคนจะวิกตกกังวลเรื่องการเมืองในขณะนี้ แต่ เคทีซี ก็ยังไม่เห็นสัญญาณการผิดนัดชำระเพิ่ม แต่เรื่องการทวงถามหนี้อาจจะมีบ้างที่ในระยะนี้อาจจะตึงๆ ไปบ้าง ส่วนหนึ่งอาจมาจากภาวะเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งนโยบายของเคทีซี คือควบคุมไม่ให้เกิน 3.5%
นายไชยา พรหมา อดีตประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนฯ และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ...กล่าวว่า แต่เดิมธุรกิจบัตรเครดิตมี 2 ประเภทคือ สถาบันการเงินหรือแบงก์และนิติบุคคลที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน แต่อยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ โดยสถาบันการเงินอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขณะที่นิติบุคคลที่ไม่ใช่สถาบันการเงินใช้กฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับ ที่ 58 ของกระทรวงการคลัง ทำให้การปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายเกิดความลักลั่น ประชาชนผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ และถูกเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าทวงถาม และค่าธรรมเนียมต่างๆ อย่างไม่เป็นธรรม ไปร้องเรียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ก็ทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากใช้กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง “รัฐบาลจึงหาทางออก โดยยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ใช้ควบคุมธุรกิจบัตรเครดิตโดยเฉพาะและให้เป็น มาตรฐานเดียวกันทั้งแบงก์และนอนแบงก์โดยคำนึงถึงประชาชนผู้บริโภคเป็นหลัก”
อย่าง ไรก็ตาม ร่างกฎหมายการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตใหม่ ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้พิจารณาแปรญัตติเสร็จสิ้นแล้ว ได้มีการแก้ไขร่างเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และที่คณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างไว้ในหลายเรื่อง อาทิ อำนาจในการกำกับดูแลที่ให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่มาเป็นการให้กระทรวงการ คลังกำกับดูแลเพราะเมื่อประชาชนเดือดร้อนสามารถร้องเรียนตรงไปยังฝ่ายการ เมืองได้ เช่นบริษัทบัตรเครดิตไหนคิดค่าธรรมเนียมเกินกว่ากฎหมายกำหนด สามารถลงโทษถึงขั้นถอนใบอนุญาตได้
นอกจากนี้ เรื่องการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในร่างใหม่จะคิดบนฐานเดียวกัน โดยให้คิดจาก “ยอดคงค้างจากวันที่ครบชำระ” จากร่างเดิมที่ให้คิดดอกเบี้ยนับจากวันที่รูดบัตร ทำให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ “การเปลี่ยนวิธีการคำนวณดอกเบี้ยใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันรุนแรง ผู้ประกอบการชมรมบัตรเครดิตบอกว่าเป็นไปตามกติกาสากลทั่วโลก แต่ทางกรรมาธิการฯยืนยันต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภคเป็นหลัก ที่สุดจึงให้นำหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้และกำหนดอัตราดอกเบี้ย รวมค่าธรรมเนียมต่างๆ จะต้องอยู่บนฐานเดียวกันทั้งหมดไม่เกิน 20% ไม่ว่าจะเป็นแบงก์หรือนอนแบงก์ รวมทั้งต้องยกเลิกการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้จ่ายผ่านบัตรหรือค่าชาร์จ 3% ด้วย”
ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังกล่าวด้วยว่า แม้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการยกเครื่องร่างกฎหมายเดิมของรัฐบาลที่มีการ แก้ไขหลักเกณฑ์เปลี่ยนไปจากร่างเดิม แต่ก็เป็นร่างกฎหมายที่เกิดจากความร่วมมือของ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่เล็งเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และนับเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียวที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งผลักดันให้ออกมาโดยเร็ว.
ไทยรัฐออนไลน์
โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
9 พฤศจิกายน 2556, 06:00 น.
การคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ร่างกม.ใหม่ให้คิดจาก “ยอดคงค้างจากวันที่ครบชำระ” ยกเลิกค่าชาร์จ 3% ด้วย
http://www.thairath.co.th/content/eco/381621
“เคทีซี” รับผวากฎหมายคุมธุรกิจบัตรเครดิตใหม่หวั่นกระทบรายได้ค่ารูดปื๊ด พร้อมเดินหน้าอัดแคมเปญทิ้งทวนท้ายปี ทุ่มงบกว่า 200 ล้าน จัดเต็มคืนกำไรลูกค้า ด้านประธาน กมธ.ยกร่างยันเดินหน้าสุดซอยเร่งทำคลอดกฎหมาย ชี้เป็นร่างประวัติศาสตร์ที่ฝ่ายค้าน-รัฐบาลร่วมกันผลักดัน
นายระ เฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เปิดเผยว่า ภาวะการเมืองที่กำลังคุกรุ่นขณะนี้ ไม่มีผลกระทบต่อยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซี โดยเฉพาะยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ถือบัตรของเคทีซีจะนำไปใช้จ่ายในต่างจังหวัดและต่าง ประเทศเป็นหลัก ในขณะที่กรุงเทพฯมีปริมาณค่อนข้างน้อย จึงมั่นใจว่าไม่ส่งผลกระทบต่อยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซี แต่ปัจจัยนอกเหนือที่เคทีซีควบคุมไม่ได้คือ เรื่องการออก พ.ร.บ.บัตรเครดิตใหม่มากกว่า เพราะอาจมีผลกระทบต่อรายได้ของเคทีซีที่จะหายไปประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการเท่านั้น เพราะขณะนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวยังไปไม่ถึงไหน
ทั้งนี้ ในไตรมาส 4 เคทีซีคาดหวังว่ายอดใช้จ่ายจะเพิ่ม 10% เพราะได้ทุ่มงบ 200 ล้านบาทในการคืนกำไรให้กับลูกค้าผู้ถือบัตรในการจัดโปรโมชั่นต่างๆ หลังจากในครึ่งปีแรกเคทีซีได้กำไร 745 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายทั้งปีไปแล้ว นอกจากนี้ ในส่วนของ ผู้ถือหุ้นในปีนี้ เคทีซีก็จะจ่ายเงินปันผลให้มากกว่าเดิมด้วย โดยในปีที่ผ่านมา มีการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น ส่วนปีนี้คาดว่าจะสูงกว่าแน่นอน “ปีนี้ผู้ถือหุ้นได้เงินปันผลมากกว่าทุกปี แน่นอน เพราะเคทีซีมีกำไรสูงกว่าทุกปี แค่ครึ่งปีก็ทำกำไรได้ถึง 745 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายกำไรทั้งปี”
นายระเฑียร กล่าวว่า แม้ยอดใช้จ่ายใน 10 เดือนที่ผ่านมาเติบโตแค่ 6% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น การทุ่มงบทำโปรโมชั่นในโค้งสุดท้าย จึงเชื่อว่าจะทำให้ยอดใช้จ่ายทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้แน่นอนที่ 10% แม้ว่าทุกคนจะวิกตกกังวลเรื่องการเมืองในขณะนี้ แต่ เคทีซี ก็ยังไม่เห็นสัญญาณการผิดนัดชำระเพิ่ม แต่เรื่องการทวงถามหนี้อาจจะมีบ้างที่ในระยะนี้อาจจะตึงๆ ไปบ้าง ส่วนหนึ่งอาจมาจากภาวะเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งนโยบายของเคทีซี คือควบคุมไม่ให้เกิน 3.5%
นายไชยา พรหมา อดีตประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนฯ และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ...กล่าวว่า แต่เดิมธุรกิจบัตรเครดิตมี 2 ประเภทคือ สถาบันการเงินหรือแบงก์และนิติบุคคลที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน แต่อยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ โดยสถาบันการเงินอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขณะที่นิติบุคคลที่ไม่ใช่สถาบันการเงินใช้กฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับ ที่ 58 ของกระทรวงการคลัง ทำให้การปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายเกิดความลักลั่น ประชาชนผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ และถูกเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าทวงถาม และค่าธรรมเนียมต่างๆ อย่างไม่เป็นธรรม ไปร้องเรียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ก็ทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากใช้กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง “รัฐบาลจึงหาทางออก โดยยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ใช้ควบคุมธุรกิจบัตรเครดิตโดยเฉพาะและให้เป็น มาตรฐานเดียวกันทั้งแบงก์และนอนแบงก์โดยคำนึงถึงประชาชนผู้บริโภคเป็นหลัก”
อย่าง ไรก็ตาม ร่างกฎหมายการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตใหม่ ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้พิจารณาแปรญัตติเสร็จสิ้นแล้ว ได้มีการแก้ไขร่างเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และที่คณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างไว้ในหลายเรื่อง อาทิ อำนาจในการกำกับดูแลที่ให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่มาเป็นการให้กระทรวงการ คลังกำกับดูแลเพราะเมื่อประชาชนเดือดร้อนสามารถร้องเรียนตรงไปยังฝ่ายการ เมืองได้ เช่นบริษัทบัตรเครดิตไหนคิดค่าธรรมเนียมเกินกว่ากฎหมายกำหนด สามารถลงโทษถึงขั้นถอนใบอนุญาตได้
นอกจากนี้ เรื่องการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในร่างใหม่จะคิดบนฐานเดียวกัน โดยให้คิดจาก “ยอดคงค้างจากวันที่ครบชำระ” จากร่างเดิมที่ให้คิดดอกเบี้ยนับจากวันที่รูดบัตร ทำให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ “การเปลี่ยนวิธีการคำนวณดอกเบี้ยใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันรุนแรง ผู้ประกอบการชมรมบัตรเครดิตบอกว่าเป็นไปตามกติกาสากลทั่วโลก แต่ทางกรรมาธิการฯยืนยันต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภคเป็นหลัก ที่สุดจึงให้นำหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้และกำหนดอัตราดอกเบี้ย รวมค่าธรรมเนียมต่างๆ จะต้องอยู่บนฐานเดียวกันทั้งหมดไม่เกิน 20% ไม่ว่าจะเป็นแบงก์หรือนอนแบงก์ รวมทั้งต้องยกเลิกการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้จ่ายผ่านบัตรหรือค่าชาร์จ 3% ด้วย”
ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังกล่าวด้วยว่า แม้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการยกเครื่องร่างกฎหมายเดิมของรัฐบาลที่มีการ แก้ไขหลักเกณฑ์เปลี่ยนไปจากร่างเดิม แต่ก็เป็นร่างกฎหมายที่เกิดจากความร่วมมือของ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่เล็งเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และนับเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียวที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งผลักดันให้ออกมาโดยเร็ว.
ไทยรัฐออนไลน์
โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
9 พฤศจิกายน 2556, 06:00 น.