ต้องยอมรับว่า กล้องจากสมาร์ทโฟน เป็นคู่แข่งสำคัญอย่างมาก สำหรับตลาด กล้องดิจิทัล ในปัจจุบันจริง ๆ .....
แคนนอน บริษัทผู้ผลิตกล้องรายใหญ่ที่สุดในโลกได้ออกมายอมรับว่ามีการหั่นกำไรในปีนี้ลง หลังจากที่คาดการณ์ว่ายอดขายของกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้มีการหดตัวลงเป็นครั้งแรก จากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่หันมาใช้สมาร์ทโฟนเพื่อถ่ายรูปภาพกันมากขึ้น
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าบริษัทแคนนอน ณ กรุงโตเกียว ได้ออกมาแถลงว่า บริษัทอาจมีกำไรเพียง 240 พันล้านเยนในปีนี้ (สิ้นสุดเดือนธันวาคม) จากที่เคยประเมินในช่วงก่อนหน้าว่าบริษัทจะสามารถมีกำไรได้ถึง 260 พันล้านเยน
จากการที่บริษัทอย่างแอปเปิล โซนี่ ได้ออกสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งประกอบไปด้วยกล้อง built-in ที่มีเลนส์ และเซ็นเซอร์ ที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นตลอดเวลา ได้ดึงดูดนักช็อปจนทำให้สมาร์ทโฟนได้แย่งส่วนแบ่งจากกล้องดิจิทัลไปทีละนิด ซึ่งปัจจุบันมูลค่าการจัดส่งสินค้าประเภทกล้องได้ลดลง 19% ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งลดติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 จากการรายงานของสมาคมผลิตภัณฑ์กล้องและภาพจากประเทศญี่ปุ่น
"การออกมาปรับเป้ากำไรในครั้งนี้ของแคนนอนมากกว่าสิ่งที่ทุกคนคาดการณ์ไว้และแน่นอนว่ามันจะต้องส่งผลด้านลบให้กับราคาหุ้นของบริษัทอย่างเลี่ยงไม่ได้ สมาร์ทโฟนนั้นกำลังสร้างปัญหาทางโครงสร้างครั้งใหญ่ให้กับบรรดาผู้ผลิตกล้อง" Takashi Aoki ผู้จัดการด้านการลงทุน บริษัท Mizuho Asset Management ประเทศญี่ปุ่น กล่าว
"Toshizo Tanaka" ซีเอฟโอ บริษัท แคนนอน กล่าวว่า บริษัทได้ปรับลดเป้าของ single-lens-reflex models จาก 9 ล้านยูนิตเหลือ 8 ล้านยูนิต แต่ยังคงตรึงเป้าของกล้องคอมแพคไว้ที่ 14 ล้านยูนิตเช่นเคย โดยดีมานด์ที่ลดลงของกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้นั้นเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชียซึ่งมีผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้บริษัทได้คาดว่าความต้องการดังกล่าวจะฟื้นกลับมาในช่วงปีหน้า พร้อม ๆ กับการที่เศรษฐกิจของโลกเริ่มปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม แคนนอนได้กว้านซื้อหุ้นของตนเองกลับมาจำนวน 50 พันล้านเยน ในเดือนที่แล้ว หลังจากที่ราคาหุ้นได้ตกลงมาอยู่ที่ 2,935 เยน ในวันที่ 2 เดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำสุดตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2555
และยังได้ปรับลดกำไรในปีหน้าเหลือ 360 พันล้านเยน หลังจากที่เคยคาดไว้เมื่อ 3 เดือนก่อนว่า บริษัทจะสามารถมีกำไร 380 พันล้านเยน ซึ่งยอดขายของปีนั้นก็จะอยู่ที่ 3.7 ล้านล้านเยน ลดลงมาจากที่คาดไว้ก่อนหน้าที่ 3.85 ล้านล้านเยนเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของยอดขายที่ลดลงของกล้องนั้น ส่วนหนึ่งได้เบาบางลงเพราะการปรับลดค่าใช้จ่ายของแคนนอนเอง และค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลง จึงไปช่วยกระตุ้นในส่วนของรายได้จากต่างประเทศให้มากขึ้น
โดยแคนนอนได้ปรับสมมติฐานที่มีต่อค่าเงินเยนใหม่ที่97 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ และ 130 เยนต่อยูโร จากที่เคยคาดการณ์เอาไว้เมื่อสามเดือนก่อนที่ 95 เยน และ 125 เยนตามลำดับ
ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (สิ้นสุดกันยายน) เฉลี่ยแล้ว 1 ดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 98.89 เยน เทียบกับ 78.64 เยนในปีก่อนหน้า ในขณะที่เงินสกุลยูโรมีค่าเฉลี่ยของเงินเยนอยู่ที่ 131.05 เยน เทียบกับ 98.4 เยนในปีก่อนหน้า ข้อมูลโดยการรวบรวมจากบลูมเบิร์ก
ทั้งนี้แคนนอนยังได้ประกาศถึงผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 ว่า บริษัทมีกำไรทั้งสิ้น 90.6 พันล้านเยน โดยมีรายได้ทั้งหมด 913.1 พันล้านเยน และมีรายได้สุทธิอยู่ที่ 58.8 พันล้านเยน
credit :
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1383200651
"แคนนอน" ยอดหาย-กำไรหด สมาร์ทโฟนพ่นพิษ "กล้องดิจิทัล"
แคนนอน บริษัทผู้ผลิตกล้องรายใหญ่ที่สุดในโลกได้ออกมายอมรับว่ามีการหั่นกำไรในปีนี้ลง หลังจากที่คาดการณ์ว่ายอดขายของกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้มีการหดตัวลงเป็นครั้งแรก จากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่หันมาใช้สมาร์ทโฟนเพื่อถ่ายรูปภาพกันมากขึ้น
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าบริษัทแคนนอน ณ กรุงโตเกียว ได้ออกมาแถลงว่า บริษัทอาจมีกำไรเพียง 240 พันล้านเยนในปีนี้ (สิ้นสุดเดือนธันวาคม) จากที่เคยประเมินในช่วงก่อนหน้าว่าบริษัทจะสามารถมีกำไรได้ถึง 260 พันล้านเยน
จากการที่บริษัทอย่างแอปเปิล โซนี่ ได้ออกสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งประกอบไปด้วยกล้อง built-in ที่มีเลนส์ และเซ็นเซอร์ ที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นตลอดเวลา ได้ดึงดูดนักช็อปจนทำให้สมาร์ทโฟนได้แย่งส่วนแบ่งจากกล้องดิจิทัลไปทีละนิด ซึ่งปัจจุบันมูลค่าการจัดส่งสินค้าประเภทกล้องได้ลดลง 19% ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งลดติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 จากการรายงานของสมาคมผลิตภัณฑ์กล้องและภาพจากประเทศญี่ปุ่น
"การออกมาปรับเป้ากำไรในครั้งนี้ของแคนนอนมากกว่าสิ่งที่ทุกคนคาดการณ์ไว้และแน่นอนว่ามันจะต้องส่งผลด้านลบให้กับราคาหุ้นของบริษัทอย่างเลี่ยงไม่ได้ สมาร์ทโฟนนั้นกำลังสร้างปัญหาทางโครงสร้างครั้งใหญ่ให้กับบรรดาผู้ผลิตกล้อง" Takashi Aoki ผู้จัดการด้านการลงทุน บริษัท Mizuho Asset Management ประเทศญี่ปุ่น กล่าว
"Toshizo Tanaka" ซีเอฟโอ บริษัท แคนนอน กล่าวว่า บริษัทได้ปรับลดเป้าของ single-lens-reflex models จาก 9 ล้านยูนิตเหลือ 8 ล้านยูนิต แต่ยังคงตรึงเป้าของกล้องคอมแพคไว้ที่ 14 ล้านยูนิตเช่นเคย โดยดีมานด์ที่ลดลงของกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้นั้นเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชียซึ่งมีผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้บริษัทได้คาดว่าความต้องการดังกล่าวจะฟื้นกลับมาในช่วงปีหน้า พร้อม ๆ กับการที่เศรษฐกิจของโลกเริ่มปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม แคนนอนได้กว้านซื้อหุ้นของตนเองกลับมาจำนวน 50 พันล้านเยน ในเดือนที่แล้ว หลังจากที่ราคาหุ้นได้ตกลงมาอยู่ที่ 2,935 เยน ในวันที่ 2 เดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำสุดตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2555
และยังได้ปรับลดกำไรในปีหน้าเหลือ 360 พันล้านเยน หลังจากที่เคยคาดไว้เมื่อ 3 เดือนก่อนว่า บริษัทจะสามารถมีกำไร 380 พันล้านเยน ซึ่งยอดขายของปีนั้นก็จะอยู่ที่ 3.7 ล้านล้านเยน ลดลงมาจากที่คาดไว้ก่อนหน้าที่ 3.85 ล้านล้านเยนเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของยอดขายที่ลดลงของกล้องนั้น ส่วนหนึ่งได้เบาบางลงเพราะการปรับลดค่าใช้จ่ายของแคนนอนเอง และค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลง จึงไปช่วยกระตุ้นในส่วนของรายได้จากต่างประเทศให้มากขึ้น
โดยแคนนอนได้ปรับสมมติฐานที่มีต่อค่าเงินเยนใหม่ที่97 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ และ 130 เยนต่อยูโร จากที่เคยคาดการณ์เอาไว้เมื่อสามเดือนก่อนที่ 95 เยน และ 125 เยนตามลำดับ
ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (สิ้นสุดกันยายน) เฉลี่ยแล้ว 1 ดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 98.89 เยน เทียบกับ 78.64 เยนในปีก่อนหน้า ในขณะที่เงินสกุลยูโรมีค่าเฉลี่ยของเงินเยนอยู่ที่ 131.05 เยน เทียบกับ 98.4 เยนในปีก่อนหน้า ข้อมูลโดยการรวบรวมจากบลูมเบิร์ก
ทั้งนี้แคนนอนยังได้ประกาศถึงผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 ว่า บริษัทมีกำไรทั้งสิ้น 90.6 พันล้านเยน โดยมีรายได้ทั้งหมด 913.1 พันล้านเยน และมีรายได้สุทธิอยู่ที่ 58.8 พันล้านเยน
credit : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1383200651