โรแมนติกแฟนตาซี : อาเดรียน่า บทที่ 3

กระทู้สนทนา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ยามเช้าในอีกหลายวันต่อมา ร่างกายของอาเดรียน่าเริ่มกลับมาเป็นปกติแข็งแรงดั่งเดิม รอยแผลฟกช้ำตามเนื้อตัวลบเลือนจนแทบไม่เหลือร่องรอยแผลเป็น ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับท่านหัวหน้าคณะแพทย์หลวง ที่ฝีมือในการรักษาเก่งกาจหาใครเทียบเคียงได้ยาก ทุกๆ วัน เขาจะกลับเข้ามาเยี่ยมเยียนพร้อมทั้งหอบตัวยามากมายมาเต็มถาด ซึ่งบรรดาผู้ช่วยพากันหอบตามมา ภายในห้องพักจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ซึ่งทำให้จิตใจของอาเดรียน่าคลายความวิตกกังวลลงไปได้จนเกือบหมดสิ้น จะหลงเหลือก็เพียงแต่ความหงุดหงิดหมางใจกับเสนาบดีกลาโหม ซึ่งขยันโผล่หน้ามาคอยจับจ้องด้วยสายตาราวกับเพชฌฆาตรอประหารนักโทษ
ก็แน่ล่ะสิ -- ความจริงเราก็เป็นแค่นักโทษที่เขาจับมาได้

อาเดรียน่าตอบประชดตัวเองอยู่ในใจ ขณะจ้องตอบชายหนุ่มซึ่งนั่งนิ่งทำหน้าเย็นชาอยู่กลางสวนอย่างไม่เกรงกลัว และที่กล้าทำเช่นนั้น ก็ไม่ใช่ว่าเพราะมีทั้งราชครู หัวหน้าคณะเสนาบดี หรือโอโดวาคาร์คอยเป็นโล่คุ้มกันภัย แต่เพราะความชิงชังที่มีต่อชายหนุ่ม จนอาเดรียน่ามั่นใจว่าชั่วทั้งชีวิตนี้ นางคงไม่มีทางเกลียดใครได้มากเท่าเขา ดังนั้น เรื่องที่จะให้ทำตัวนิ่งเฉย ไม่โต้ตอบ คงแทบเป็นไปไม่ได้ ถึงแม้ในส่วนลึกของจิตใจจะคอยย้ำเตือนอยู่เสมอ ว่าผู้ชายคนนี้ สามารถลงมือสังหารนางได้ในชั่วพริบตาก็ตาม

“ข้ารู้ว่าท่านไม่ชอบ แต่อยากให้ท่านเข้าใจ ท่านเสนาฯ กลาโหมก็เพียงแต่ทำไปตามหน้าที่”

อาเดรียน่าเงยหน้าขึ้นมองมิลันโธ สาวใช้วัยสี่สิบ ซึ่งท่านราชครูได้ส่งมาให้คอยดูแลนาง ด้วยแววตาที่บ่งบอกว่าขัดเคืองใจกับคำกล่าวนั้นอย่างที่สุด

มิลันโธยิ้มน้อยๆ ส่ายหน้าอย่างนึกเอ็นดูเมื่อเห็นสีหน้างอง้ำของหญิงสาว

“ทั่วทั้งแคว้นเอพิรัส จะหาใครทุ่มเทกับหน้าที่การงานมากเท่าท่านเสนาฯ แทบจะไม่ได้เลยนะเจ้าค่ะ”

“เขาบ้างานแล้วอย่างไร? เกี่ยวอะไรกับการตามจองเวรกับข้าด้วย”

“ข้ากำลังอธิบายอยู่นี่ไงเล่าเจ้าค่ะ”มิลันโธกล่าวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “ทุกเรื่องเกี่ยวกับตัวท่านคือหน้าที่ที่ท่านเสนาฯ ต้องรับผิดชอบ ข้ามั่นใจว่าหากไม่ใช่เพราะเรื่องนี้แล้ว ท่านเสนาฯ จะไม่มีทางปฎิบัติตัวกับหญิงสาวอย่างท่าน ด้วยกิริยาเคร่งครึมดุดันเป็นแน่”

อาเดรียน่าส่งเสียงประชดประชันอย่างไม่เห็นด้วย แล้วหันกลับไปก้มๆ เงยๆ อ่านสรรพคุณตัวยามากมาย ที่โอโดวาคาร์กำชับเป็นนักหนาว่าให้ท่องจำให้ขึ้นใจ ก่อนจะลงมือทำหน้าที่แพทย์หลวง โดยทิ้งให้มิลันโธยืนทำสีหน้าปั้นยากอยู่เบื้องหลัง

“ท่านเกลียดท่านเสนาฯ มากหรือเจ้าค่ะ”มิลันโธเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่นิ่งเงียบไปครูใหญ่

“จะให้ข้าเทิดทูนคนที่ล่ามโซ่ทรมานข้าจนเกือบตายอยู่ในคุกอันมืดมิดอย่างนั้นหรอกหรือ!” อาเดรียน่าถามย้อนกลับอย่างมีอารมณ์ ดวงตาเป็นประกายกล้าด้วยความเกลียดชังจับใจ ”ไม่ว่าเหตุผลใดจะเป็นสาเหตุให้เขากระทำการเช่นนั้น ก็มิใช่ข้ออ้างที่ดูดีสำหรับข้า เขาคือปีศาจที่โหดเหี้ยม ซึ่งข้าจะไม่มีวันให้อภัยเด็ดขาด!”

มิลันโธส่ายหน้าไปมาช้าๆ “สำหรับหญิงสาวส่วนใหญ่ในวังหลวง ท่านเสนาฯ หาใช่ปีศาจ แต่ท่านเปรียบดั่ง --”

“เรื่องแรกที่ข้าอยากจะขอร้องเจ้านะ มิลันโธ เลิกพูดเรื่องผู้ชายคนนั้นเสียทีเถอะ”อาเดรียน่าเอ่ยแทรกขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “แค่ต้องทนเห็นหน้าเขาวันละห้าเวลาก็แทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว ไหนจะพวกทหารที่คอยตามเฝ้าข้าตอนกลางคืนราวกับข้าเป็นนักโทษ -- ใช่แล้ว ข้าคือนักโทษ! เพียงแต่คุกที่คุมขังไม่ไช่ลูกเกรงเหล็กก็เท่านั้น”หญิงสาวลงท้ายอย่างขมขื่น พลางเหลือบตาขึ้นมองเทเลอัสที่นั่งอยู่กลางสวน ด้านหน้าโรงคนป่วยอีกครั้ง

มิลันโธยอมทำตามคำขอนั้นแต่โดยดี นางสงบปากสงบคำ และแทบไม่เอ่ยคำพูดใดอีก จนกระทั่งล่วงเลยไปจนเย็นย่ำ เมื่อดวงตะวันลับลา ทั้งสองเดินทางออกจากโรงคนป่วย ซึ่งอยู่นอกเขตพระราชฐานไม่ไกลนัก โดยมีทหารสองนายที่เปลี่ยนเวรมาคอยเฝ้าติดตามอาเดรียน่า แทนเทเลอัสซึ่งดูเหมือนจะต้องกลับไปสะสางงานของตน ทั้งหมดตรงกลับไปยังบ้านพักของโอโดวาคาร์ซึ่งอยู่ภายในวังหลวง ที่บัดนี้ภายในห้องโถงกลาง โต๊ะตัวกลมพรั่งพร้อมไปด้วยอาหารมื้อเย็น

หลังจากล้างมือจนสะอาดสะอ้าน อาเดรียน่าจึงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเก่า ถัดไปจากเก้าอี้ของโอโดวาคาร์กับผู้ช่วยในคณะแพทย์กลวงที่ชื่อว่าโบกัส เรื่องราวสนทนาบนโต๊ะอาหารยังคงวนเวียนอยู่กับการรักษาอาการเจ็บปวยเล็ก น้อยๆ และการประคบประหงมเหล่าทหารที่ดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปะทะกับกลุ่มสายลับของแคว้นกอรินธ์ ที่ลักลอบเข้ามาโจมตีภายในเขตพระราชฐานของเอพิรัสเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ซึ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องรับรู้ข้อมูลเหล่านั้น ถึงแม้หลายครั้งจะเป็นเพียงแค่การพูดคุยธรรมดา แต่สำหรับอาเดรียน่า สิ่งเหล่านี้เปรียบดั่งสารกระตุ้นทรงประสิทธิภาพ ที่ทำให้ภาพความทรงจำอันเลวร้ายภายในคุกนั้นปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัด หลายครั้งหลายคราที่ร่างของนางสั่นสะท้าน ลมหายใจติดขัดราวกับคนใกล้ขาดใจตาย แม้ในระยะหลังผลข้างเคียงเริ่มจะลดลง แต่ความหวาดหวั่นในจิตใจก็ยังไม่ได้รับการลบล้างออกให้หมดสิ้น เนื่องด้วยเสนาบดีกลาโหมผู้ดื้อรั้น ยังคงเฝ้าติดตามพฤติกรรมของนางอย่างใกล้ชิด ตามที่เขาได้เคยลั่นวาจาไว้ และมักโผล่หน้ามาคอยจับผิดพร้อมกับใช้สายตาข่มขู่นางทุกครั้งไป แต่หากเมื่อใดที่มีงานยุ่งจนไม่อาจปลีกตัวมาได้ เขาก็จะสั่งบรรดานายทหารร่างหนาสูงใหญ่มาคอยทำหน้าที่แทน

“ได้ข่าวว่าท่านเสนาฯ กลาโหมจะเดินทางไปชายแดนหรือขอรับ”

สัญญาณการรับรู้ของอาเดรียน่าตื่นตัวขึ้นในทันที เมื่อได้ยินประโยคนั้น

ที่แท้ก็จะไปชายแดนนี่เอง ไปหลายๆ วันเลย หรือถ้าให้ดี ไม่ต้องกลับมาเลยก็ได้ -- หญิงสาวคิดในใจ พลางกระหยิ่มยิ้มย่องกับตัวเอง นางคว้าขนมปังมาทาเนย ตักสเต็กปลามารับประทานอีกชิ้น รู้สึกเจริญหาอารขึ้นมาในทันที

“ปกติเทเลอัสก็งานยุ่งจนแทบไม่มีเวลาสังสรรค์กับใครอยู่แล้ว ยิ่งเกิดเรื่องผลึกเทพธิดาก็ยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ ที่สำคัญเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับราชครูแคว้นกอรินธ์ด้วย กว่าจะตามสะสางได้ คงได้มีทหารเจ็บอีกเป็นเบือ”โอโดวาคาร์บ่น ใบหน้าเริ่มงอเมื่อนึกถึงงานหนักที่อาจกำลังรออยู่ในอนาคต



“ราชครูของกอรินธ์ร้ายกาจมากเลยเหรอมิลันโธ”อาเดรียน่าเอ่ยถามสาวใช้ หลังกลับเข้ามาอยู่ภายในห้องนอนของตนเองแล้ว “ท่าทางท่านโอโดวาคาร์เครียดมากตอนที่เอ่ยถึงเขา”

“ข้าเองก็ไม่รู้อะไรมากนักหรอกเจ้าค่ะ ทราบแต่ว่าเขาใช้เวทมนตร์ได้ และเป็นคนเจ้าเล่ห์แสนร้ายกาจ เพียงเท่านี้ก็นับว่าเป็นคนที่อันตรายมากแล้ว”มิลันโธตอบ ขณะที่มือยังคงสาละวนอยู่กับการปัดกวาดเตียงนอนให้เรียบร้อย “ว่ากันว่าเขาเป็นศัตรูคู่แค้นกับท่าราชครูของแคว้นเรา”

อาเดรียน่าพยักหน้ารับตามคำกล่าวนั้นช้าๆ “ข้าเองก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างเหมือนกัน – แล้วท่านราชครูไบอัสล่ะ ใช้เวทมนตร์ได้หรือเปล่า”

“เรื่องนั้นข้าไม่รู้หรอกเจ้าค่ะ เพราะท่านราชครูไม่เคยใช้เวทมนตร์ให้ใครเห็นเลยสักที”มิลันโธว่า “แต่ท่านเป็นคนฉลาดและมีความรู้มากมาย ฝ่ายกอรินธ์ก็เห็นว่าท่านคือศัตรูคนสำคัญเช่นกัน ข้าคิดว่าท่านน่าจะช่ำชองเรื่องเวทมนตร์บ้างพอตัวเจ้าค่ะ”

“แล้วคนเก่งคนดีของเจ้าล่ะ เขาแน่ขนาดไหน”

ในครั้งแรกที่ได้ยินคำพูดนั้น มิลันโธขมวดคิ้วด้วยความงงงัน ก่อนจะค่อยๆคลายสีหน้ากระจ่าย เมื่อรับรู้ว่าคำถามประชดประชันนั้นเจาะจงถึงใคร

“ท่านต้องฉลาดรอบคอบอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงขึ้นเป็นเสนาบดีกลาโหมตั้งแต่ยังหนุ่มไม่ได้ -- จริงๆ นะเจ้าค่ะ!”สาวใช้ยืนยันหนักแน่น เมื่อได้ยินเสียงบ่นงึมงำอย่างไม่เชื่อถือของนายสาว “ข้าเคยเห็นท่านเสนาฯ กลาโหมจับดาบต่อสู้มาหลายครั้ง ท่านเก่งมาก ส่วนเรื่องเวทมนตร์ข้าไม่เคยเห็น แต่ได้ยินพวกทหารพูดกันบ่อย”

อาเดรียน่าหันกลับไปมอง ท่าทางตื่นตัวทันทีที่จะรับฟัง “ทำไมเหรอ”นางส่งคำถามเร่งเร้า

“พวกเขาบอกว่าท่านเสนาฯ เชี่ยวชาญเรื่องเวทมนตร์”มิลันโธเล่าต่อด้วยเสียงกระซิบ ท่าทางระแวดระวังราวกับเอ่ยเรื่องต้องห้ามร้ายแรง “เสกคนให้กลายเป็นกบได้ด้วยเจ้าค่ะ”

อาเดรียน่าผงะด้วยความตกใจ พลางคิดว่าต่อไปนี้ต้องเพิ่มความระมัดระวังทุกครั้งที่ต้องพบเจอกับผู้ชายคนนั้นให้มากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

เช้าวันต่อมา อาเดรียน่าตื่นนอนมาพร้อมกับอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงราวกับคนเป็นไข้ นางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายขณะนึกย้อนกลับไปยังคงฝัน ภาพใบหน้าที่แสนเย็นชาและดวงตาคู่สีฟ้าไร้ความปราณีของเสนาบดีกลาโหม กลับมาตามหลอกหลอนอีกครั้ง ถึงแม้เขาจะไม่ได้เอื้อนเอ่ยประโยคใดๆ หรือแม้แต่กระทำการโหดร้ายทารุณ แต่ท่าที่นิ่งเฉยในความฝันนั้นก็สามารถสร้างความหวาดหวั่นได้มากจนเกินพอ

“ต่อให้ต้องการฉีกเนื้อหนังข้าเป็นชิ้นๆ เขาก็ไม่มีทางทำได้หรอก!”

อาเดรียน่าบอกกับตัวเองผ่านกระจกเงาบานใหญ่ที่อยู่ภายในห้องนอน แต่เมื่อมองกลับขึ้นมาพบกับแววตาเวทนาของตัวเองที่สะท้อนกลับมา แรงกดดันหนักอึ้งก็ตรงเข้าเกาะกุมจิตใจอีกครั้ง หากไม่ใช่เพราะดวงจิตเทพธิดาสถิตอยู่ในร่าง นางคงถูกสังหารด้วยคมดาบไปนานแล้ว

“ทำไมเช้านี้หน้าตาถึงดูอิดโรยนัก ไม่สบายอีกแล้วรึ”เสนาบดีลาร์โลที่แวะมาทักทายอาเดรียน่าถึงโรงคนป่วยเอ่ยถาม

หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ “เปล่าเจ้าค่ะ ข้าสบายดี ขอบคุณท่านเสนาฯ ที่เป็นห่วง”

“หรือใครทำให้เจ้าไม่สบายใจ! แต่...เทเลอัสก็เดินทางไปชายแดนแล้วนี่นา ไม่น่าจะมีใครอื่นอีกแล้วนะ”

“จะอยู่ใกล้หรือไกลก็ไม่ต่างกันนักหรอก -- เอ่อ ข้าหมายถึง...คือว่า...”อาเดรียน่าซึ่งเผลอพาดพิงไปถึงบุคคลที่สาม พูดตะกุกตะกักไม่เต็มปาก ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อไม่สามารถหาทางออกได้ “ข้าทำใจญาติดีกับเขาไม่ได้ เหมือนกับที่เขาไม่มีทางเห็นว่าข้าคือผู้ที่ถูกกล่าวหาโดยไร้ความผิด”

“ข้ามั่นใจว่าเจ้าต้องเคยได้ยินประโยคนี้มามากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ข้าก็ยังอยากจะบอกอีกว่า ความจริงแล้วเทเลอัสเป็นคนที่มีจิตใจดี”มหาเสบาบดีกล่าว “คบกันไปนานๆ ก็จะเข้าใจเอง”

“ข้าคงไม่มีวันเข้าใจได้ เพราะข้าไม่ต้องการคบหาสมาคมกับเขา”อาเดรียน่าเอ่ยกลับอย่างรวดเร็วอย่างไม่มีลังเล “ข้ายอมแลกกับทุกสิ่งทุกอย่าง หากจะช่วยให้ไม่ต้องเจอะเจอกับเขาอีก”

มหาเสนาบดีหัวเราะเบาๆ แววตาที่มองกลับมานั้นเต็มไปด้วยประกายขบขัน

“ในที่สุดข้าก็เจอคนที่หัวรั้นกว่าเทเลอัสเข้าจนได้”

เขาพูดกลั้วหัวเราะ ซึ่งทำให้คิ้วเรียวโค้งของหญิงสาวขมวดมุ่นทันที

“ท่านว่าข้าเหรอเจ้าค่ะ”

“ไม่ได้ว่า แค่เปรียบเทียบให้ฟัง”ลาร์โก้แก้ไขความเข้าใจนั้นให้ถูกต้อง “มั่วแต่ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบจนข้าเกือบลืมเรื่องสำคัญไปแล้วไหมล่ะ”

อาเดรียน่าหันกลับมามอง สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ ซึ่งทำให้อีกฝ่ายกล่าวต่อทันทีว่า

“โอโดวาคาร์อาจเคยบอกเจ้าแล้ว หรือหากยัง ก็ขอให้เจ้ารับรู้ไว้ว่า ภายในวังหลวง สถานที่บางที่เป็นเขตหวงห้าม”

“อย่างเช่นที่ไหนบ้างล่ะ”หญิงสาวเอ่ยถามทันที

“ตำหนักของเหล่าเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง อุทยานหลวงส่วนพระองค์ วิหารเทพธิดา และบริเวณอาณาเขตของทหารราชองครักษ์ รวมทั้งทหารที่อยู่ในความรับผิดชอบของเทเลอัสด้วย”

ใบหน้างามแสดงชัดถึงความไม่เข้าใจ “เขา – ข้าหมายถึงเสนาฯ กลาโหม -- เขาไม่ได้ดูแลเกี่ยวกับเรื่องทหารทั้งหมดของเอพิรัสหรอกหรือเจ้าค่ะ”

“เปล่า”ลาร์โก้ปฏิเสธ “หากเป็นทหารโดยทั่วจะขึ้นตรงต่อเทเลอัส แต่หากขึ้นชื่อว่าทหารราชองครักษ์ ซึ่งหน้าที่โดยตรงของพวกเขาคือปกป้ององค์กษัตร์และพระราชินีอย่างใกล้ชิด ทหารเหล่านี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของซาลาคอส เขาเป็นหัวหน้าทหารรราชองครักษ์”
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่