ตอนที่ 22.3 “บททดสอบครั้งสำคัญ... ท้องมาน” ประมวลภาพแม่นุ่นกับการได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการเข้ารับการรักษาตั้งแต่ต้นถึงปัจจุบัน
จาก เพจ แม่นุ่น
www.facebook.com/noonsupermom
“อ้วน อึดอัดอ่ะ..นอนไม่ได้เลย หายใจไม่สะดวก..” แม่นุ่นที่นอนอยู่ บอกอึดอัดท้องเต็มที
หือ?..
ชั่งน้ำหนักตอนเช้ายังดีอยู่เลย..
ผมนึกสงสัยในใจ
“งั้นลองชั่งน้ำหนักดูอีกทีสิ” พูดจบ ผมก็เดินไปหยิบเครื่องชั่งน้ำหนักที่อยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง
ก่อนที่จะพยุงให้แม่นุ่นขึ้นยืนบนเครื่องชั่งเป็นครั้งที่สองของวัน
โอ้ แย่ละ.. 67.2 กก...
เมื่อตอนเช้ายัง 66 อยู่เลย
วันเดียวขึ้นมาหนึ่งกิโล...คงไม่ใช่เรื่องปกติแน่
"ทำไงดี(ว่ะ).. ”
ผมเริ่มกังวล.. แต่ไม่ได้แสดงออกมาเพราะกลัวแม่นุ่นจะพลอยกังวลไปด้วย
“เอางี้ เดี๋ยวเค้าโทรถามหมอชินก่อนนะ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องเจาะ”
แม่นุ่นทราบดีถึงสิ่งที่ผมบอก เพราะเราเคยถามหมอแล้วก่อนหน้า
“เจาะก็เจาะ.. เค้าไม่ไหวจริงๆอ้วน.. ไม่ไหวจริงๆ”
แม่นุ่นที่เคยกลัวแม้กระทั่งการฉีดยา ตอนนี้ถึงต้องเจาะท้องก็ไม่กลัวแล้ว
เห็นแบบนั้น.. ก็ต้องกลับมาคิด..
เจาะครั้งแรก.. ก็จะมีครั้งต่อไป..
แต่ถ้าไม่เจาะ..? นอกจากจะต้องทนทรมานเพราะอึดอัด
ยังจะทำให้กินไม่ได้.. นอนไม่หลับอีกด้วย..
เอาละ..ในเมื่อตัดสินใจจะเจาะ.. ผมคงต้องโทรบอกหมอชินแล้ว
“คุณหมอครับ นุ่นอึดอัดท้องมาก ท่าทางจะทนไม่ไหว” ผมแจ้งหมอถึงอาการล่าสุด
“เหรอครับ ไม่ไหวเลยเหรอ?” หมอถามกลับ น้ำเสียงกังวลไม่ต่างกับผมเท่าไหร่นัก
“ครับ.. ดูแล้ว...เค้าคงไม่ไหวจริงๆ ” ผมย้ำอาการแม่นุ่นที่เห็นอยู่ตรงหน้า
หมอเงียบ ใช้เวลาคิดสักพัก ก่อนคุยต่อ
“โอเค..เจาะก็เจาะครับ” หมอชิณตอบตกลง เพราะดูสถานการณ์แล้วคงไม่มีทางเลือกมากนัก
“แต่.... จะทำที่ไหนดีครับหมอ สมิติเวช เท่าไหร่ครับ หมอพอทราบมั้ย?”
ผมไม่ลืมถามหมอเรื่องค่าใช้จ่ายที่ผมต้องใช้ทุกบาทด้วยความรอบคอบ
“น่าจะแพงนะ ผมจะให้อัลบูมินด้วย เพื่อชะลอไม่ให้ร่างกายสร้างน้ำเร็วเกินไป”
หมอบอกความจำเป็นที่ต้องให้โปรตีนเพิ่มเข้าไปทางเส้นเลือด
โปรตีนอัลบูมินจะช่วยชะลอการสร้างน้ำได้บ้าง.. แต่มันจะสลายไปในเวลาไม่กี่วัน..
..
..
ในเมื่อจำเป็นต้องจ่าย..มันก็ต้องจ่าย.. ผมคิดอย่างนั้น
..
..
“ยังไงก็ได้ครับ หมอว่าไง ผมก็ว่างั้น ขอให้หมอเป็นคนทำเองก็พอ” ผมไว้ใจหมอ
หมอทราบสถานการณ์ดี และต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ผม
..แต่ไม่ว่าอย่างไร รพ รัฐ หรือ เอกชน สิ่งที่ผมต้องการ คืออยากให้หมอมือเอง..
“โอเค ผมจะลองเช็ค รพ เมืองสมุทร เพื่อเปรียบเทียบราคาอีกสักที่”
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่หมอจะวางสาย เพื่อโทรไปเช็คราคา รพ อีกแห่ง
ก่อนจะโทรมาบอกให้ผมตัดสินใจอีกที
......
ช่วงบ่ายหมอก็โทรมาแจ้งข่าวว่า ให้ไปที่ รพ เมืองสมุทร รพที่หมอเคยออกตรวจ
ที่เปรี่ยบเทียบกันแล้ว จะถูกกว่า ที่ สมิติเวช ราวๆ สองสามพัน ซึ่งแน่นอนว่าผมต้องตอบตกลง
แต่.. ไม่กี่ ชม ถัดจากนั้น
ก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อผมก็ได้รับข้อความทาง LINE เวลาประมาณห้าทุ่ม ในคืนนั้น
“พรุ่งนี้ เปลี่ยนแผน ไปสมิติเวช แทน” เป็นข้อความจากคุณเหมียว แฟนหมอชินนั่นเอง
ผมงงเล็กน้อย ว่าทำไมถึงกลับไป สมิติเวช อีก
“พอดีพี่หน่อย หน.พยาบาลวอร์ด9 ที่นุ่นเคยนอน กับ รอง ผอ.สุรางค์ ช่วยดูส่วนลดให้
คำนวนดูแล้วมันก็เท่าๆ กันกับอีกที เลยไปทำที่สมิติเวชน่าจะดีกว่า ใกล้บ้านด้วย" คุณเหมียวส่งข่าว เรื่องเปลี่ยนสถานที่
อ่านจบ ผมก็ส่งข้อความขอบคุณคุณเหมียวที่แจ้งข่าว
พร้อมกับความรู้สึกซาบซึ้งใจในความช่วยเหลือที่ทุกคนต่างหยิบยื่นมาให้
วันนึงถ้ามีโอกาส ผมจะขอเปลี่ยนจาก ผู้รับ เป็น ผู้ให้ บ้าง
.................................................
วันที่ 7 กค
วันนี้แม่นุ่นต้องไปเจาะท้องตามที่ได้คุยกับหมอเมื่อวาน
พอถึง รพ ทาง พยาบาลได้จัดเตรียมห้องพักไว้รอเรียบร้อย
แม่นุ่นได้นอนห้องเดิม เตียงเดิม กับพยาบาลชุดเดิมเหมือนครั้งก่อน
ตอนนี้หมอชิน กับพยาบาลสามสี่คนอยู่ในห้องเตรียมอุปกรณ์เจาะท้องพร้อมหมดแล้ว
“กลัวป่าว” ผมถามแม่นุ่น ที่นอนรอขึ้นเขียงอยู่บนเตียง
“....” แม่นุ่นไม่ตอบแต่ส่ายหน้า ดูไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร
ในเมื่อทุกอย่างพร้อม การเจาะท้องครั้งแรกของแม่นุ่น กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
หมอเริ่มเคาะหาตำแหน่ง ช่องท้องด้านซ้าย
เมื่อได้จุดที่ต้องการแล้ว หมอก็ฉีดยาชาให้แม่นุ่น
"อุ้ย.."แม่นุ่นมีสีหน้าเจ๊บเล็กน้อย
“หมอ..ขอยาชาเยอะๆ” แม่นุ่นบอกหมอให้เพิ่มยาชา
“ได้ ไม่ต้องกลัว ไม่เจ็บหรอกครับ” หมอชิณตามใจแม่นุ่น
ส่วนผมยีงคงยืนมองเป็นกำลังใจห่างๆ
พอยาชาเริ่มออกฤทธิ์
หมอชิน ใช้สลิงค์ฉีดยา ขนาดใหญ่ ค่อยๆ แทงเข้าไปที่ท้องของแม่นุ่น
ระหว่างที่หมอแทงเข็มเข้าไป
ผมมองหน้าแม่นุ่น ที่ดูแล้วก็เป็นปกติดี
หลังจากที่หมอแทงเข็มเข้าไปจนสุดแล้ว
หมอก็ค่อยๆใช้สลิงค์ดูดน้ำออกมาอย่างช้าๆ พร้อมบอกแม่นุ่นอย่าไอ เพราะกลัวเข็มจะเคลื่อน
พอน้ำเต็มสลิงค์ หมอจะหมุนวาล์วเปลี่ยนทางน้ำให้ไหลตามสายยางลงไปในขวดที่เตรียมไว้
ทำอย่างนั้นๆ ซ้ำๆ จนน้ำเต็มขวด
ผ่านไปราวหนึ่ง ชม การเจาะท้องครั้งแรกของแม่นุ่นก็จบลง กับน้ำที่เจาะออกมาประมาณ ลิตรครึ่ง (สามขวด)
"เสร็จแล้วครับ ไม่ได้มากกว่านี้แล้ว" หมอชินให้สัญญาณ
เมื่อได้ยิน ผมก็รีบตรงไปที่เตียง
“เป็นไงบ้างอ้วน” ผมถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรหมอ มือเบามาก ไม่เจ็บเลย” แม่นุ่นยิ้มตอบ
“แล้ว ท้องยังแน่นอยู่มั้ย” ผมถามย้ำอีกที
“ก็โล่งขึ้นนิดหนึ่ง ” แม่นุ่นตอบสั้นๆ
"เหรอ เออดีๆ" ผมยิ้มด้วยความสบายใจที่เห็นสีหน้าที่ดีขึ้น
...ได้แต่หวังว่า ขอให้การตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง...
…ถ้ากายไม่เจ็บ.. ใจก็ไม่เสีย....นั่นคือสิ่งที่ผมคิดในตอนนั้น...
...........................
หลังจากเจาะท้องเสร็จเรียบร้อย
เราก็ลาหมอกลับพักผ่อน
เพราะยังมีภาระกิจสำคัญ
นั่นคือ การพาแม่นุ่นไปพบ อ. วรชัย เป็นครั้งแรกในวันพรุ่งนี้
แม่นุ่นขึ้ินรถได้ไม่นานก็หลับเพราะความเพลีย
ขับรถไป ก็มองหน้าไป พร้อมภาวนาในใจ
ขอให้เค้าดีขึ้นในทุกๆวัน
........................
รถไม่ติดมาก ขับรถไม่นานก็ถึงหมู่บ้าน
พอเลี้ยวเข้าซอย ก็แปลกใจ
รถใครเอ่ย.. จอดที่หน้าบ้านของเรา..?
เอ๊ะ.. นั่นมัน รถพ่อตาผม นี่นา
เป็นไงมาไงหนอ..วันนี้ถึงได้มาเยี่ยมถึงบ้านเลย...
…พอพูดถึงพ่อตา ก็ขอท้าวความกลับไปนิดหนึ่ง...
เมื่อสามปีที่แล้ว...
ผมกับแม่นุ่นพักอยู่อพาร์ทเม้นใกล้ๆที่ทำงานแถวสาธุประดิษฐ์ก่อนที่เราจะซื้อบ้านหลังนี้
ส่วนพ่อตาแม่ยาย ก็อยู่ที่ระยอง
แม่ยายรับจ้างซักรีด... ส่วนพ่อตาก็ขับรถตู้ รถบรรทุกเลี้ยงชีพ...
ตามประสาคนทำมาหากินทั่วไป..
การย้ายบ้านใหม่...ทำให้เกิดปัญหาเรื่องคนเลี้ยงลูก
เพราะพี่เลี้ยงที่เราจ้างเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ ไม่สามารถย้ายตามมาได้
ในการแก้ปัญหานิ้..แม่นุ่นก็เลยขอร้องให้แม่มาอยู่ด้วย..
เลยเป็นผลทำให้ปัจจุบัน พ่อของนุ่น คือ พ่อตาผม ต้องอยู่เพียงคนเดียวกับหมาสุดรักหนึ่งตัว มากว่าห้าปีแล้ว
………….
ด้วยการที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ทำให้ท่านไม่มีเวลามาเยี่ยมเรามากนัก
“อ้วน รถตานี่” ผมสะกิดแม่นุ่นให้ตื่นว่าพ่อมาหา
“เหรอ... ” แม่นุ่นงัวเงียตื่นขึ้นมา
จอดรถได้ ผมก็รีบพาแม่นุ่นลงจากรถ
ส่วนพ่อตาก็เปิดประตูออกมารอรับที่หน้าบ้าน
"สวัสดีครับ" ผมยกมือไหว้ พร้อมส่งแม่นุ่นให้ พ่อตาประคองต่อ...
แม่นุ่นเห็นพ่อ ก็ทำท่าดี ถามพ่อมายังไง? ถึงตอนไหน? ทานอะไรหรือยัง?
สารพัดคำถาม ลืมความเจ็บป่วย
เห็นบรรยากาศที่ดี...ผมก็พลอยชื่นใจไปด้วย..
ถ้าให้ดีผมคงต้องปล่อย..ครอบครัวแม่นุ่นให้คุยกันตามประสา พ่อแม่ลูก..
ส่วนผม ขอตัว ใช้เวลานี้ทำความเข้าใจกับใบนัดกับสิ่งที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้
“1. เอกซเรย์ปอด
2. เจาะเลือด CBC, Liver Function
3. เจาะเลือด CA15-3”
เอกเซเรย์ปอด... เจาะเลือด.. นี่พอเข้าใจเพราะทำมาตลอด
แต่ข้อสาม CA15-3 นีสิมันคืออะไร ผมไม่รู้จักมัน เพราะเพราะไม่เคยตรวจมาก่อน
ด้วยความอยากรู้ ผมเปิด internet เพื่อค้นว่า
CA15-3 คือ อะไร และเพื่ออะไร?
“CA15-3 เป็นสารสัมพันธ์มะเร็ง(Tumor marker)ตัวหนึ่งในร่างกายที่ค่อนข้างมีความเฉพาะเจาะจงกับมะเร็งเต้านม"
"แพทย์บางท่านจึงนิยมใช้ CA15-3 ในการติดตามผลการรักษา โดยปกติมีค่าไม่เกิน 30 U/mL “
ข้อมูลที่ได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว..
การตรวจพรุ่งนี้ไม่มีอะไรต้องให้ลุ้น..
นอกจากการทำประวัติ(baseline) ที่ รพ รามาธิบดีเท่านั้น...
.........
หลังจากเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย..
ผมมองนาฬิกา ...
คงได้เวลาต้องพาแม่นุ่นขึ้นนอนแล้ว
ตั้งแต่คีโมเข็มแรก...ผมต้องพยุงขึ้นบ้านตลอด.. เพราะแม่นุ่นมีอาการขาอ่อนแรงเกินกว่าจะขึ้นลงบันไดเองได้
“ไปอ้วน ได้เวลานอนแล้ว” ผมลงไปข้างล่าง บอกแม่นุ่นให้เตรียมตัวพักผ่อน
“ไปนอนก่อนนะพ่อ” แม่นุ่นพยักหน้า ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับหันไปบอกพ่อขอตัวขึ้นบ้านตามที่ผมบอก
ปกติเวลาขึ้นชั้นบน..
ท่าที่ผมใช้พยุงแม่นุ่นที่ใช้ในทุกๆวัน..คือให้แขนข้างหนึ่งของแม่นุ่นมาพาดที่คอ..
ส่วนผมโอบเอวประคองแม่นุ่นด้วยมืออีกข้าง...
เวลาก้าวขึ้นบันได.. ผมต้องก้าวขึ้นก่อน..
กึ่งยก.. กึ่งประคอง.. โดยใช้แรงที่ไหล่ และขาของผมแทน พาตัวแม่นุ่นขึ้นทีละขั้น
…..
ตอนนี้อยู่ในท่าเตรียมที่บันได พร้อมจะก้าวขึ้นไปเหมือนที่ทำในทุกๆวัน
“อ้าว ขึ้นไปสักทีสิอ้วน” แม่นุ่นพร้อมแล้ว แต่สงสัย ทำไม ผมไม่ก้าวขึ้นสักที
มัวแต่ใจลอยคิดเรื่องอื่น สมองกับร่างกายมันไม่ไปด้วยกัน
..เออว่ะ เราต้องก้าวขึ้นก่อนนี่..
..มองที่หน้าแม่นุ่น ตอนนี้ทำตาเขียวท่าทางเอาเรื่องน่าดู..
“รีบนัก ก็วิ่งขึ้นไปสิ” ผมอมยิ้ม พูดแก้เขิน ไม่ยอมรับที่สติสะตัง ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“เหรอ....อ้วนนนน...หัวก็เหม็น” แม่นุ่นยียวนกวนประสาท แซวผมต่อว่าผมหัวเหม็น (ท่าพยุงจะทำให้หัวชนกัน)
ผมเฉย.. ไม่ต่อล้อต่อเถียง..
ปากดีแบบนี้..ต้องโดนสักที
ผมเริ่มก้าวแรก แบบไม่ให้ตั้งตัว ..
"โอ้ย ไอ้อ้วน เจ็บนะ" แม่นุ่นร้องเจ็บ หันหน้าค้อน รู้ว่าผมแกล้ง
สะใจ ไม่พูดอะไร แค่ยักคิ้วให้หนึ่งที
“เจาะน้ำออกตั้งเยอะ ไม่เห็นจะเบาขึ้นเลย” ผมแซวกลับ ก่อนที่จะก้าวไปทีละขั้นแบบช้าๆ
"ทำไมอ่ะ" ยัยคนป่วย ไม่หยุดทำลอยหน้าลอยตายียวนกวนประสาท
"เอ้าถึงแล้ว..เดินเอง..” พอถึงชั้นสอง ผมก็เอาแขนแม่นุ่นที่พาดอยู่ลง
..ปากบอกให้เดินเอง แต่มือก็ยังประคองอยู่..
"อ้วน ช่วยถอดชุดให้ด้วยสิ.. กลัวเล็บมันจะไปเกี่ยวเอา" คราวนี้แม่นุ่นเปลี่ยนจากกวนมาเป็นอ้อนให้เปลี่ยนชุดให้
ผมแกล้งทำหน้าเบื่อเซ็ง แต่ก็ช่วยถอดให้ด้วยความระมัดระวัง
ผมค่อยๆ ถอดชุดให้อย่างช้าๆ
ตาพลางมองเห็นร่องรอยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกายเกือบทุกตารางนิ้ว
….แผ่นหลังที่เคยขาวเนียน ตอนนี่แห้งดำ แตกลายไปทั่ว...
…..มือและนิ้วที่สวยขนาดทำเงินได้หลักหมื่นจากการเป็นนางแบบมือ...
….ตอนนี้ดำไปทั่วท้งสองข้าง..
….ที่หนักกว่า คือเล็บที่กำลังทยอยหลุดทีละนิ้วๆ....
ความบอบช้ำแสนสาหัสตั้งแต่หัวจรดเท้า... แต่แม่นุ่นไม่เคยปริปากสักคำว่ายอมแพ้...
ไม่อยากเชื่อ... จากผู้หญิงที่ร้องไห้ทุกทีที่เจอเข็ม..
…จะสู้มาได้ถึงขนาดนี้...
…ในเมือแม่นุ่น...เจ็บขนาดนี้เธอยั้งไม่ท้อ แล้วผมจะถอยได้อย่างไร..
“เอ้า..เรียบร้อย..ไปแปรงฟันได้” ผมรีบเปลี่ยนอารมณ์มาเป็นปกติ ก่อนจะประคองแม่นุ่นไปแปรงฟันในห้องน้ำ
“ยืนเองได้มั้ย” ผมส่งแม่นุ่นถึงอ่างล้างหน้าแล้ว
“อืม.. ได้” แม่นุ่นตอบ
ผมปล่อยมือ ยืนมองอยู่สักครู่จนแน่ใจว่ายืนเองได้ ก่อนที่จะผละออกมาให้จัดการตัวเอง
ในห้องน้ำทำธุระส่วนตัวตามสบาย
ผมทิ้งตัวลงที่นอนนุ่มในห้อง ใจก็คิดไปว่า
เฮ้อ.. กว่าจะผ่านแต่ละวัน..
…"ย้ยคนป่วย ป่วยขนาดไหนก็ยังแสบเสมอ"..
...ผมนึกยิ้มกับความสุขที่ได้หยอกล้อกันเมื่อสักครู่..
แต่..….ไม่กี่นาทีจากนั้น......
แม่นุ่น ตอนที่ 22.3 ประมวลภาพการได้รับผลข้างเคียงคีโมที่รุนแรงขนาดที่หมอหลายท่านบอกว่าไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน
จาก เพจ แม่นุ่น www.facebook.com/noonsupermom
“อ้วน อึดอัดอ่ะ..นอนไม่ได้เลย หายใจไม่สะดวก..” แม่นุ่นที่นอนอยู่ บอกอึดอัดท้องเต็มที
หือ?..
ชั่งน้ำหนักตอนเช้ายังดีอยู่เลย..
ผมนึกสงสัยในใจ
“งั้นลองชั่งน้ำหนักดูอีกทีสิ” พูดจบ ผมก็เดินไปหยิบเครื่องชั่งน้ำหนักที่อยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง
ก่อนที่จะพยุงให้แม่นุ่นขึ้นยืนบนเครื่องชั่งเป็นครั้งที่สองของวัน
โอ้ แย่ละ.. 67.2 กก...
เมื่อตอนเช้ายัง 66 อยู่เลย
วันเดียวขึ้นมาหนึ่งกิโล...คงไม่ใช่เรื่องปกติแน่
"ทำไงดี(ว่ะ).. ”
ผมเริ่มกังวล.. แต่ไม่ได้แสดงออกมาเพราะกลัวแม่นุ่นจะพลอยกังวลไปด้วย
“เอางี้ เดี๋ยวเค้าโทรถามหมอชินก่อนนะ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องเจาะ”
แม่นุ่นทราบดีถึงสิ่งที่ผมบอก เพราะเราเคยถามหมอแล้วก่อนหน้า
“เจาะก็เจาะ.. เค้าไม่ไหวจริงๆอ้วน.. ไม่ไหวจริงๆ”
แม่นุ่นที่เคยกลัวแม้กระทั่งการฉีดยา ตอนนี้ถึงต้องเจาะท้องก็ไม่กลัวแล้ว
เห็นแบบนั้น.. ก็ต้องกลับมาคิด..
เจาะครั้งแรก.. ก็จะมีครั้งต่อไป..
แต่ถ้าไม่เจาะ..? นอกจากจะต้องทนทรมานเพราะอึดอัด
ยังจะทำให้กินไม่ได้.. นอนไม่หลับอีกด้วย..
เอาละ..ในเมื่อตัดสินใจจะเจาะ.. ผมคงต้องโทรบอกหมอชินแล้ว
“คุณหมอครับ นุ่นอึดอัดท้องมาก ท่าทางจะทนไม่ไหว” ผมแจ้งหมอถึงอาการล่าสุด
“เหรอครับ ไม่ไหวเลยเหรอ?” หมอถามกลับ น้ำเสียงกังวลไม่ต่างกับผมเท่าไหร่นัก
“ครับ.. ดูแล้ว...เค้าคงไม่ไหวจริงๆ ” ผมย้ำอาการแม่นุ่นที่เห็นอยู่ตรงหน้า
หมอเงียบ ใช้เวลาคิดสักพัก ก่อนคุยต่อ
“โอเค..เจาะก็เจาะครับ” หมอชิณตอบตกลง เพราะดูสถานการณ์แล้วคงไม่มีทางเลือกมากนัก
“แต่.... จะทำที่ไหนดีครับหมอ สมิติเวช เท่าไหร่ครับ หมอพอทราบมั้ย?”
ผมไม่ลืมถามหมอเรื่องค่าใช้จ่ายที่ผมต้องใช้ทุกบาทด้วยความรอบคอบ
“น่าจะแพงนะ ผมจะให้อัลบูมินด้วย เพื่อชะลอไม่ให้ร่างกายสร้างน้ำเร็วเกินไป”
หมอบอกความจำเป็นที่ต้องให้โปรตีนเพิ่มเข้าไปทางเส้นเลือด
โปรตีนอัลบูมินจะช่วยชะลอการสร้างน้ำได้บ้าง.. แต่มันจะสลายไปในเวลาไม่กี่วัน..
..
..
ในเมื่อจำเป็นต้องจ่าย..มันก็ต้องจ่าย.. ผมคิดอย่างนั้น
..
..
“ยังไงก็ได้ครับ หมอว่าไง ผมก็ว่างั้น ขอให้หมอเป็นคนทำเองก็พอ” ผมไว้ใจหมอ
หมอทราบสถานการณ์ดี และต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ผม
..แต่ไม่ว่าอย่างไร รพ รัฐ หรือ เอกชน สิ่งที่ผมต้องการ คืออยากให้หมอมือเอง..
“โอเค ผมจะลองเช็ค รพ เมืองสมุทร เพื่อเปรียบเทียบราคาอีกสักที่”
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่หมอจะวางสาย เพื่อโทรไปเช็คราคา รพ อีกแห่ง
ก่อนจะโทรมาบอกให้ผมตัดสินใจอีกที
......
ช่วงบ่ายหมอก็โทรมาแจ้งข่าวว่า ให้ไปที่ รพ เมืองสมุทร รพที่หมอเคยออกตรวจ
ที่เปรี่ยบเทียบกันแล้ว จะถูกกว่า ที่ สมิติเวช ราวๆ สองสามพัน ซึ่งแน่นอนว่าผมต้องตอบตกลง
แต่.. ไม่กี่ ชม ถัดจากนั้น
ก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อผมก็ได้รับข้อความทาง LINE เวลาประมาณห้าทุ่ม ในคืนนั้น
“พรุ่งนี้ เปลี่ยนแผน ไปสมิติเวช แทน” เป็นข้อความจากคุณเหมียว แฟนหมอชินนั่นเอง
ผมงงเล็กน้อย ว่าทำไมถึงกลับไป สมิติเวช อีก
“พอดีพี่หน่อย หน.พยาบาลวอร์ด9 ที่นุ่นเคยนอน กับ รอง ผอ.สุรางค์ ช่วยดูส่วนลดให้
คำนวนดูแล้วมันก็เท่าๆ กันกับอีกที เลยไปทำที่สมิติเวชน่าจะดีกว่า ใกล้บ้านด้วย" คุณเหมียวส่งข่าว เรื่องเปลี่ยนสถานที่
อ่านจบ ผมก็ส่งข้อความขอบคุณคุณเหมียวที่แจ้งข่าว
พร้อมกับความรู้สึกซาบซึ้งใจในความช่วยเหลือที่ทุกคนต่างหยิบยื่นมาให้
วันนึงถ้ามีโอกาส ผมจะขอเปลี่ยนจาก ผู้รับ เป็น ผู้ให้ บ้าง
.................................................
วันที่ 7 กค
วันนี้แม่นุ่นต้องไปเจาะท้องตามที่ได้คุยกับหมอเมื่อวาน
พอถึง รพ ทาง พยาบาลได้จัดเตรียมห้องพักไว้รอเรียบร้อย
แม่นุ่นได้นอนห้องเดิม เตียงเดิม กับพยาบาลชุดเดิมเหมือนครั้งก่อน
ตอนนี้หมอชิน กับพยาบาลสามสี่คนอยู่ในห้องเตรียมอุปกรณ์เจาะท้องพร้อมหมดแล้ว
“กลัวป่าว” ผมถามแม่นุ่น ที่นอนรอขึ้นเขียงอยู่บนเตียง
“....” แม่นุ่นไม่ตอบแต่ส่ายหน้า ดูไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร
ในเมื่อทุกอย่างพร้อม การเจาะท้องครั้งแรกของแม่นุ่น กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
หมอเริ่มเคาะหาตำแหน่ง ช่องท้องด้านซ้าย
เมื่อได้จุดที่ต้องการแล้ว หมอก็ฉีดยาชาให้แม่นุ่น
"อุ้ย.."แม่นุ่นมีสีหน้าเจ๊บเล็กน้อย
“หมอ..ขอยาชาเยอะๆ” แม่นุ่นบอกหมอให้เพิ่มยาชา
“ได้ ไม่ต้องกลัว ไม่เจ็บหรอกครับ” หมอชิณตามใจแม่นุ่น
ส่วนผมยีงคงยืนมองเป็นกำลังใจห่างๆ
พอยาชาเริ่มออกฤทธิ์
หมอชิน ใช้สลิงค์ฉีดยา ขนาดใหญ่ ค่อยๆ แทงเข้าไปที่ท้องของแม่นุ่น
ระหว่างที่หมอแทงเข็มเข้าไป
ผมมองหน้าแม่นุ่น ที่ดูแล้วก็เป็นปกติดี
หลังจากที่หมอแทงเข็มเข้าไปจนสุดแล้ว
หมอก็ค่อยๆใช้สลิงค์ดูดน้ำออกมาอย่างช้าๆ พร้อมบอกแม่นุ่นอย่าไอ เพราะกลัวเข็มจะเคลื่อน
พอน้ำเต็มสลิงค์ หมอจะหมุนวาล์วเปลี่ยนทางน้ำให้ไหลตามสายยางลงไปในขวดที่เตรียมไว้
ทำอย่างนั้นๆ ซ้ำๆ จนน้ำเต็มขวด
ผ่านไปราวหนึ่ง ชม การเจาะท้องครั้งแรกของแม่นุ่นก็จบลง กับน้ำที่เจาะออกมาประมาณ ลิตรครึ่ง (สามขวด)
"เสร็จแล้วครับ ไม่ได้มากกว่านี้แล้ว" หมอชินให้สัญญาณ
เมื่อได้ยิน ผมก็รีบตรงไปที่เตียง
“เป็นไงบ้างอ้วน” ผมถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรหมอ มือเบามาก ไม่เจ็บเลย” แม่นุ่นยิ้มตอบ
“แล้ว ท้องยังแน่นอยู่มั้ย” ผมถามย้ำอีกที
“ก็โล่งขึ้นนิดหนึ่ง ” แม่นุ่นตอบสั้นๆ
"เหรอ เออดีๆ" ผมยิ้มด้วยความสบายใจที่เห็นสีหน้าที่ดีขึ้น
...ได้แต่หวังว่า ขอให้การตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง...
…ถ้ากายไม่เจ็บ.. ใจก็ไม่เสีย....นั่นคือสิ่งที่ผมคิดในตอนนั้น...
...........................
หลังจากเจาะท้องเสร็จเรียบร้อย
เราก็ลาหมอกลับพักผ่อน
เพราะยังมีภาระกิจสำคัญ
นั่นคือ การพาแม่นุ่นไปพบ อ. วรชัย เป็นครั้งแรกในวันพรุ่งนี้
แม่นุ่นขึ้ินรถได้ไม่นานก็หลับเพราะความเพลีย
ขับรถไป ก็มองหน้าไป พร้อมภาวนาในใจ
ขอให้เค้าดีขึ้นในทุกๆวัน
........................
รถไม่ติดมาก ขับรถไม่นานก็ถึงหมู่บ้าน
พอเลี้ยวเข้าซอย ก็แปลกใจ
รถใครเอ่ย.. จอดที่หน้าบ้านของเรา..?
เอ๊ะ.. นั่นมัน รถพ่อตาผม นี่นา
เป็นไงมาไงหนอ..วันนี้ถึงได้มาเยี่ยมถึงบ้านเลย...
…พอพูดถึงพ่อตา ก็ขอท้าวความกลับไปนิดหนึ่ง...
เมื่อสามปีที่แล้ว...
ผมกับแม่นุ่นพักอยู่อพาร์ทเม้นใกล้ๆที่ทำงานแถวสาธุประดิษฐ์ก่อนที่เราจะซื้อบ้านหลังนี้
ส่วนพ่อตาแม่ยาย ก็อยู่ที่ระยอง
แม่ยายรับจ้างซักรีด... ส่วนพ่อตาก็ขับรถตู้ รถบรรทุกเลี้ยงชีพ...
ตามประสาคนทำมาหากินทั่วไป..
การย้ายบ้านใหม่...ทำให้เกิดปัญหาเรื่องคนเลี้ยงลูก
เพราะพี่เลี้ยงที่เราจ้างเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ ไม่สามารถย้ายตามมาได้
ในการแก้ปัญหานิ้..แม่นุ่นก็เลยขอร้องให้แม่มาอยู่ด้วย..
เลยเป็นผลทำให้ปัจจุบัน พ่อของนุ่น คือ พ่อตาผม ต้องอยู่เพียงคนเดียวกับหมาสุดรักหนึ่งตัว มากว่าห้าปีแล้ว
………….
ด้วยการที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ทำให้ท่านไม่มีเวลามาเยี่ยมเรามากนัก
“อ้วน รถตานี่” ผมสะกิดแม่นุ่นให้ตื่นว่าพ่อมาหา
“เหรอ... ” แม่นุ่นงัวเงียตื่นขึ้นมา
จอดรถได้ ผมก็รีบพาแม่นุ่นลงจากรถ
ส่วนพ่อตาก็เปิดประตูออกมารอรับที่หน้าบ้าน
"สวัสดีครับ" ผมยกมือไหว้ พร้อมส่งแม่นุ่นให้ พ่อตาประคองต่อ...
แม่นุ่นเห็นพ่อ ก็ทำท่าดี ถามพ่อมายังไง? ถึงตอนไหน? ทานอะไรหรือยัง?
สารพัดคำถาม ลืมความเจ็บป่วย
เห็นบรรยากาศที่ดี...ผมก็พลอยชื่นใจไปด้วย..
ถ้าให้ดีผมคงต้องปล่อย..ครอบครัวแม่นุ่นให้คุยกันตามประสา พ่อแม่ลูก..
ส่วนผม ขอตัว ใช้เวลานี้ทำความเข้าใจกับใบนัดกับสิ่งที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้
“1. เอกซเรย์ปอด
2. เจาะเลือด CBC, Liver Function
3. เจาะเลือด CA15-3”
เอกเซเรย์ปอด... เจาะเลือด.. นี่พอเข้าใจเพราะทำมาตลอด
แต่ข้อสาม CA15-3 นีสิมันคืออะไร ผมไม่รู้จักมัน เพราะเพราะไม่เคยตรวจมาก่อน
ด้วยความอยากรู้ ผมเปิด internet เพื่อค้นว่า
CA15-3 คือ อะไร และเพื่ออะไร?
“CA15-3 เป็นสารสัมพันธ์มะเร็ง(Tumor marker)ตัวหนึ่งในร่างกายที่ค่อนข้างมีความเฉพาะเจาะจงกับมะเร็งเต้านม"
"แพทย์บางท่านจึงนิยมใช้ CA15-3 ในการติดตามผลการรักษา โดยปกติมีค่าไม่เกิน 30 U/mL “
ข้อมูลที่ได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว..
การตรวจพรุ่งนี้ไม่มีอะไรต้องให้ลุ้น..
นอกจากการทำประวัติ(baseline) ที่ รพ รามาธิบดีเท่านั้น...
.........
หลังจากเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย..
ผมมองนาฬิกา ...
คงได้เวลาต้องพาแม่นุ่นขึ้นนอนแล้ว
ตั้งแต่คีโมเข็มแรก...ผมต้องพยุงขึ้นบ้านตลอด.. เพราะแม่นุ่นมีอาการขาอ่อนแรงเกินกว่าจะขึ้นลงบันไดเองได้
“ไปอ้วน ได้เวลานอนแล้ว” ผมลงไปข้างล่าง บอกแม่นุ่นให้เตรียมตัวพักผ่อน
“ไปนอนก่อนนะพ่อ” แม่นุ่นพยักหน้า ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับหันไปบอกพ่อขอตัวขึ้นบ้านตามที่ผมบอก
ปกติเวลาขึ้นชั้นบน..
ท่าที่ผมใช้พยุงแม่นุ่นที่ใช้ในทุกๆวัน..คือให้แขนข้างหนึ่งของแม่นุ่นมาพาดที่คอ..
ส่วนผมโอบเอวประคองแม่นุ่นด้วยมืออีกข้าง...
เวลาก้าวขึ้นบันได.. ผมต้องก้าวขึ้นก่อน..
กึ่งยก.. กึ่งประคอง.. โดยใช้แรงที่ไหล่ และขาของผมแทน พาตัวแม่นุ่นขึ้นทีละขั้น
…..
ตอนนี้อยู่ในท่าเตรียมที่บันได พร้อมจะก้าวขึ้นไปเหมือนที่ทำในทุกๆวัน
“อ้าว ขึ้นไปสักทีสิอ้วน” แม่นุ่นพร้อมแล้ว แต่สงสัย ทำไม ผมไม่ก้าวขึ้นสักที
มัวแต่ใจลอยคิดเรื่องอื่น สมองกับร่างกายมันไม่ไปด้วยกัน
..เออว่ะ เราต้องก้าวขึ้นก่อนนี่..
..มองที่หน้าแม่นุ่น ตอนนี้ทำตาเขียวท่าทางเอาเรื่องน่าดู..
“รีบนัก ก็วิ่งขึ้นไปสิ” ผมอมยิ้ม พูดแก้เขิน ไม่ยอมรับที่สติสะตัง ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“เหรอ....อ้วนนนน...หัวก็เหม็น” แม่นุ่นยียวนกวนประสาท แซวผมต่อว่าผมหัวเหม็น (ท่าพยุงจะทำให้หัวชนกัน)
ผมเฉย.. ไม่ต่อล้อต่อเถียง..
ปากดีแบบนี้..ต้องโดนสักที
ผมเริ่มก้าวแรก แบบไม่ให้ตั้งตัว ..
"โอ้ย ไอ้อ้วน เจ็บนะ" แม่นุ่นร้องเจ็บ หันหน้าค้อน รู้ว่าผมแกล้ง
สะใจ ไม่พูดอะไร แค่ยักคิ้วให้หนึ่งที
“เจาะน้ำออกตั้งเยอะ ไม่เห็นจะเบาขึ้นเลย” ผมแซวกลับ ก่อนที่จะก้าวไปทีละขั้นแบบช้าๆ
"ทำไมอ่ะ" ยัยคนป่วย ไม่หยุดทำลอยหน้าลอยตายียวนกวนประสาท
"เอ้าถึงแล้ว..เดินเอง..” พอถึงชั้นสอง ผมก็เอาแขนแม่นุ่นที่พาดอยู่ลง
..ปากบอกให้เดินเอง แต่มือก็ยังประคองอยู่..
"อ้วน ช่วยถอดชุดให้ด้วยสิ.. กลัวเล็บมันจะไปเกี่ยวเอา" คราวนี้แม่นุ่นเปลี่ยนจากกวนมาเป็นอ้อนให้เปลี่ยนชุดให้
ผมแกล้งทำหน้าเบื่อเซ็ง แต่ก็ช่วยถอดให้ด้วยความระมัดระวัง
ผมค่อยๆ ถอดชุดให้อย่างช้าๆ
ตาพลางมองเห็นร่องรอยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกายเกือบทุกตารางนิ้ว
….แผ่นหลังที่เคยขาวเนียน ตอนนี่แห้งดำ แตกลายไปทั่ว...
…..มือและนิ้วที่สวยขนาดทำเงินได้หลักหมื่นจากการเป็นนางแบบมือ...
….ตอนนี้ดำไปทั่วท้งสองข้าง..
….ที่หนักกว่า คือเล็บที่กำลังทยอยหลุดทีละนิ้วๆ....
ความบอบช้ำแสนสาหัสตั้งแต่หัวจรดเท้า... แต่แม่นุ่นไม่เคยปริปากสักคำว่ายอมแพ้...
ไม่อยากเชื่อ... จากผู้หญิงที่ร้องไห้ทุกทีที่เจอเข็ม..
…จะสู้มาได้ถึงขนาดนี้...
…ในเมือแม่นุ่น...เจ็บขนาดนี้เธอยั้งไม่ท้อ แล้วผมจะถอยได้อย่างไร..
“เอ้า..เรียบร้อย..ไปแปรงฟันได้” ผมรีบเปลี่ยนอารมณ์มาเป็นปกติ ก่อนจะประคองแม่นุ่นไปแปรงฟันในห้องน้ำ
“ยืนเองได้มั้ย” ผมส่งแม่นุ่นถึงอ่างล้างหน้าแล้ว
“อืม.. ได้” แม่นุ่นตอบ
ผมปล่อยมือ ยืนมองอยู่สักครู่จนแน่ใจว่ายืนเองได้ ก่อนที่จะผละออกมาให้จัดการตัวเอง
ในห้องน้ำทำธุระส่วนตัวตามสบาย
ผมทิ้งตัวลงที่นอนนุ่มในห้อง ใจก็คิดไปว่า
เฮ้อ.. กว่าจะผ่านแต่ละวัน..
…"ย้ยคนป่วย ป่วยขนาดไหนก็ยังแสบเสมอ"..
...ผมนึกยิ้มกับความสุขที่ได้หยอกล้อกันเมื่อสักครู่..
แต่..….ไม่กี่นาทีจากนั้น......