www.facebook.com/noonsupermom
“อ้วน...ไอออกมาเป็นเลือดเลือดกำเดาไหลเป็นทางเลย”เป็นข้อความที่แม่นุ่นส่งถึงผมที่กำลังเตรียมสไลด์ในการประชุมครั้งสุดท้าย
ห่ะ..อีกแล้วเหรอ..
ผมคงต้องออกไปแล้ว
ผมใช้เวลาคิดสักพักเพราะงานก็สำคัญ
แต่คงไม่มีอะไร สำคัญกว่า“แม่นุ่น”
ผมตัดสินใจโทรกลับบอกแม่นุ่น
“อ้วนโทรบอกพี่เหมียวให้มารับส่วนเค้าจะออกไปเดี๋ยวนี้ไปเจอกันที่รพ”
ตอนนี้ผมอยุ่วิภาวดีรังสิต
...การที่ผมย้อนไปสำโรงมันอาจจะช้าเกินไป...
ตอนนี้คงต้องรบกวนคุณเหมียวภรรยาหมอเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกครั้ง...
ส่วนเรื่องงาน..ถึงผมไม่ได้เข้าประชุมแต่ก็ส่งมอบงานให้คนที่รับช่วงต่อเรียบร้อยแล้ว
“พี่แฟนผมเลือดออกเยอะ ผมต้องไปแล้ว”ผมบอกเจ้านายทันทีว่าผมอยู่ประชุมด้วยไม่ได้แล้ว
“เหรอ..อืม..ไปเหอะ”เจ้านายผมฟังแล้วเหมือนหยุดคิดอะไร
แต่ก็อนุญาติให้ไปเพราะคงเข้าใจถึงความจำเป็นที่เกิด
อนุญาติหรือไม่ ผมคงต้องไปแล้ว...
วันสุดท้ายของการทำงานของผมในที่สุดก็ไม่ได้มีการรำลาเพื่อนฝูงอย่างที่ตั้งแต่ไว้
แต่มันไม่ใช่สาระสำคัญกับผมแล้วในเวลานั้น
ผมรีบเก็บข้าวของบึ่งไป รพ ทันที
ราวชม ผมก็ไปถึง สมิติเวชศรีนครินทร์ที่ หมอชิน กำลังรออยู่แล้ว
ผมมาถึงก่อน..ส่วนแม่นุ่นกับคุณเหมียวผมมองเห็นรถไกลๆ
มาพร้อมกันพอดี
พี่เหมียวจอดรถให้แม่นุ่นลงหน้าตึกก่อนที่เวรเปลจะเข็นแม่นุ่นขึ้นลิฟท์ชั้นเก้า
หมอเจาะเลือดแม่นุ่นไปตรวจHCT
ไม่นานนักผลออกมา 20% จากค่าปกติ 30%
.............นั่นหมายถึงแม่นุ่นเลือดจางอีกแล้ว..............
วิธีแก้ไขยังเหมือนเดิมคือให้เลือดสองถุง
วันนี้ไม่ได้นอนห้องเดิมแต่ถัดจากเดิมไปไม่กี่ห้อง
การให้เลือดไม่มีอะไรมากไม่ต่างกับการนอนให้น้ำเกลือ
และนี่เป็นครั้งที่สองแล้วแม่นุ่นกับผม เข้าใจวิธีการรักษาดีไม่ได้ตื่นตกใจอะไร
การให้เลือดใช้เวลานานโขกว่าจะหมดสองถุง
ก็ปาไปเที่ยงคืนเลยทีเดียว
เป็นปกติหลังการให้เลือดแม่นุ่นจะดูมีสีหน้าที่ดีขึ้นไม่ซีดและอ่อนเพลียเหมือนเคย
ส่วนผมไม่ได้คลายกังวลลงเลย
เพราะถึงดูดีแต่มันก็เพียงการแก้ไขที่ปลายเหตุ
ถ้าต้นเหตุไม่ถูกแก้ไขไม่กี่วันก็ต้องมาให้เลือดอีกแบบนี้ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่
แต่ถึงเวลาที่เราต้องกลับบ้านแล้ว
ผมต้องไปจ่ายเงินที่การเงินตามปกติ
เป็นความโชคดีอีกครั้งที่ได้รับความช่วยเหลือจากอ.สุรางคณารอง ผอ รพ
ด้วยการให้แม่นุ่น นอนให้เลือดในห้องพักโดยไม่คิดค่าห้อง มีเพียงค่าเลือดและค่าวัสดุอุปกรณ์เท่านั้นที่ผมต้องจ่าย
ส่วนหมอชิน ยังเหมือนเดิมไม่คิดค่าหมออีกแล้ว
วันนี้ผมคงให้ฉายา“หมอชินรักษาฟรี”
เพราะตั้งแต่เจอกันไม่เคยคิดค่าหมอแม้แต่บาทเดียว
เพิ่งออกมาจากรพ ได้ไม่กี่วัน
ก็ต้องกลับไปทั้งเจาะท้องและให้เลือด
มันเป็นสัญญาณเตือนบ้างอย่าง
ที่กำลังบอกผมว่า
ซีรีย์การต่อสู้ชุดใหม่ มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
.....................
เวลาผ่านไปเรื่อยๆพร้อมกับอาการแม่นุ่นที่ค่อยฟื้นกลับมาอย่างช้าๆ
ที่ไม่ดีขึ้นเลยก็คือน้ำในท้อง
ขนาดท้องแม่นุ่นตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับคนท้องแก่ใกล้คลอดเลย
ขณะที่ผมกดโทรศัพท์เล่นเรื่อยเปื่อย
แม่นุ่นที่อยู่ข้างๆก็เหมือนอยากจะคุยบางอย่างกับผม
“อ้วนพาไประยองหน่อยสิ” แม่นุ่นเอ่ยปากอยากไประยองบ้านเกิด
“ไปได้ไงยังไม่ค่อยดีเลย ท้องก็โต”ผมรีบปฏิเสธทันทีเพราะเห็นๆอยู่
ว่าร่างกายยังไม่แข็งแรงเลย
“เค้าไปได้เค้าอยากไป เค้าอยากกลับบ้าน”แม่นุ่นเริ่มรบเร้าผมเต็มที่
ผมทั้งเข้าใจและเห็นใจ
เพราะตั้งแต่ป่วยถึงวันนี้ก็หลายเดือนแล้ว
ที่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมพ่อพี่ชาย พี่สะใภ้ และหลานๆ
อืมม...เอาไงดีผมเริ่มคิดในใจ
จะไปก็ห่วงร่างกาย
ถ้าไม่ไปก็คงโกรธผมน่าดู
“ถามหมอก่อนละกัน”ผมไม่ได้รับปาก แต่ขอปรึกษาหมอก่อน
เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน
ช่วงเย็นผมกดโทรศัพท์ไปถามหมอ
เพื่อปรึกษาเรื่องที่แม่นุ่นอยากกลับบ้านฉาง
หมอบอกว่าไปได้ แต่เวลานั่งรถต้องค่อยขยับแข้งขาตลอด
เพราะการนั่งรถนานมันเสียงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดอุดตันที่ขาได้
คิดไปคิดมาผมเคยได้ยินหมอชินบอกคำหนึ่งในช่วงที่อยู่รพ
…..
…..
…..
เรากำลังรักษา“คน” เราไม่ได้รักษา “โรค”ในเรื่องของกาย เราไม่รู้หรอกว่าจะรักษานุ่นได้อีกนานแค่ไหนจะดีขึ้นหรือแย่ลงอีกเมื่อไหร่เราไม่รู้สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราคือเรื่อง“ใจ” ถ้าใจเราไม่แพ้ซะอย่างก้อไม่สำคัญหรอกว่าเรื่องทางกายจะแพ้หรือชนะแต่ถ้าใจคุณไม่ดีใจแพ้เสียตั้งแต่ต้นแล้วต่อให้สามารถชนะโรคทางกายได้เราก็ไม่มีวันมีความสุขได้หรอกเพราะฉะนั้นตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับนุ่นคือ"กำลังใจ"
…..
…..
นึกประโยคนี้แล้วผมก็ตัดสินใจไม่ยากว่า“เอาละ...ไปก็ไป...”
อย่างน้อยบ้านฉาง ก็ใกล้กับ รพ ศูนย์สิริกิตที่เป็น รพ ใหญ่ และไม่ไกลมาก
“หมอให้ไปได้นะอ้วน”ผมยิ้มบอกข่าวดี ว่าจะพากลับบ้านแล้ว
แม่นุ่นยิ้มด้วยความดีใจพร้อมกับหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรบอกญาติๆ
ว่ากำลังจะไปเยี่ยมบ้านในสุดสัปดาห์นี้
เห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
ผมยังอยากเห็นภาพนี้ตลอดไป
การตัดสินใจครั้งนี้ถึงแม้จะไม่เต็มใจนัก
สิ่งที่ผมพอทำได้แค่ต้องพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินทุกอาจเกิดขึ้นได้ทุกวินาที
…...
ถึงวันที่ต้องไปแล้ว
แม่นุ่นแม่ยาย เด็กๆ และผม ช่วยกันจัดกระเป๋าขนข้าวของขึ้นรถตั้งแต่เช้า
เพื่อป้องกันเส้นเลือดอุดตันที่ขา
ผมให้แม่นุ่นนั่งแถวสองและให้เหยียดขาทะลุเบาะด้านข้างคนขับที่ออกแบบไว้สำหรับให้เหยียดขาได้พอดี
…
หลังจากทุกอย่างพร้อมเราก็ออกเดินทางกัน
ระหว่างเดินทางแม่นุ่นนอนเหยียดขาตามท่าที่จัดไว้ให้
และผมยังแวะจอดตลอดทางสองสามครั้ง
ซื้อกาแฟบ้างซื้อขนมบ้าง เข้าห้องน้ำบ้าง
เพื่อให้แม่นุ่นได้ขยับขเยื้อนร่างกายตามที่หมอบอก
เหมือนทุกครั้งที่กลับบ้าน
เราจะพักที่บ้านพี่ชาย
ตกเย็นก็จะมีเพื่อนๆ ญาติๆ มาทานข้าวด้วยกันเสมอๆ
เที่ยวนี้จะต่างออกไปหน่อย
เพราะหลายคนเพิ่งทราบว่าแม่นุ่นป่วย
เลยทยอยมาเยี่ยมกันไม่ขาดสายทั้งวัน
“ไม่มีใครไปเยี่ยมคนป่วยคนป่วยเลยมาให้เยี่ยมซะเลยใช่มั้ยนุ่น”ญาติหลายคน ต่างพูดทำนองหยิกแกมหยอกที่ป่วยหนักขนาดนี้ยังดั้งด้นมา
เออ ก็จริงโดยสถานภาพ ต่างคนต่างใช้เวลาทำมาหากินส่วนตัว
เลยไม่ค่อยมีใครได้มาเยี่ยมบ่อยนัก
นอกจากก้อย หรือ แอดมินป้าก้อยที่เรารู้จักกันผ่านเพจแม่นุ่น
…..............
ข้อดีอย่างนึงของการมาที่นี่
คือผมจะมีเวลาพักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มที่
เพราะตอนนี้มีแตคนที่รักแม่นุ่นอยู่รายรอบตัวไปหมด
มองๆไปก็ดูเหมือนจะลืมความเจ็บป่วยไปชั่วคราว
ส่วนตัวผมพูดง่ายๆ มาระยองทีไร มีแค่กินกับนอนเท่านั้น .... ฮา...
........................................................
วันอาทิตที่ 14 กค
ถึงวันที่เราต้องกลับบ้านแล้ว
เพราะพรุ่งนี้คือวันที่นัดพบอ. วรชัยเพื่อติดตามผลเลือดก่อนพิจารณาให้ยารอบต่อไป
ก่อนกลับเรากับญาติๆ ก็ไปทานข้าวกันที่ร้านอาหาร
แม่นุ่นคงมีความสุขมากที่มีญาติๆห้อมร้อม
เลยทานข้าวได้เยอะแบบไม่ยั้ง
แต่นั่นแหละความไม่พอดี
....มันก็ก่อให้ทำให้เกิดปัญหาตามมา......
“อ้วนเค้าอึดอัดอ่ะ” แม่นุ่นเริ่มส่งสัญญาณทำหน้าแหย
เอามือมาลูบท้องที่ใหญ่เหมือนจะระเบิดออกมา
“ไม่ไหวเลยหรอ”ผมถามย้ำอีกทีเพื่อความแน่ใจ
“อืม”แม่นุ่นทำหน้าแหยๆ บอกว่าไม่ไหวจริงๆ
เฮ้อ...ท่าทางสงสัยต้องเจาะท้องอีกแน่..
ผมรู้ว่าการเจาะท้องมันเป็นการแก้ไขปลายเหตุ
ถึงไม่อันตรายแต่อดกังวลไม่ได้เพราะเพิ่งเจาะท้องครั้งแรกไปแค่ไม่ถึงสัปดาห์ก็ต้องเจาะอีก
แต่ผมตกผลึกแล้ว...ไม่มีการคิดมากเหมือนเดิม..
การรักษาที่ไม่ทำให้เจ็บปวดทรมาณไม่ได้หมายความว่าเราทำใจพ่ายแพ้ต่อโรค..
แต่เมื่อร่างกาย ไม่เจ็บปวด..
มันจะส่งเสริมให้แม่นุ่น มีกำลังใจ ที่พร้อมสู้ต่อไปต่างหาก...
ว่าแล้วผมก็กดโทรศัพท์หาหมอชิน ทันที
“หมอครับนุ่นแน่นท้องอีกแล้ว”ผมกดโทรศัพท์หาหมอชินคนเดิม
“อีกแล้วเหรอพึ่งเจาะน้ำออกไปเองทำไมมันมาเร็วจัง” หมอทำเสียงประหลาด
เพราะเพิ่งเจาะท้องไปไม่กี่วัน
“สงสัยทานเยอะทั้งน้ำ ทั้งข้าวครับ”ผมสารภาพตามตรง
ว่าปล่อยปะละเลย ไม่ได้ควบคุมจำนวนน้ำดื่ม
ที่ไม่ควรเกินหนึ่งลิตร ต่อวันสำหรับคนที่มีอาการท้องโต
“อืมม..ถ้าแน่นก็คงต้องเจาะนะเดี๋ยวผมให้เหมียวบอกอีกทีว่าเจาะที่ไหน” เป็นอีกครั้งที่หมอ และภรรยาต้องช่วยเราแก้ปัญหาแบบไม่ได้ตั้งตัวในวันหยุดเช่นนี้
ไม่นานพี่เหมียวก็โทรมาหา...
“พานุ่นไปรพ เมืองสมุทรปู่เจ้านะเช็คแล้วสองพันบาท”คุณเหมียวบอกให้ไปอีก รพที่ไม่เคยไป
ที่ไหนก็ไปได้ขอให้เป็นหมอทำ
“ได้ครับเดี๋ยวออกไปตอนสี่โมงเย็น”ผมตกลงตามนั้น นัดเวลาเรียบร้อย
.....วันนี้คงต้องกลับเร็วกว่าที่เคยแล้ว....
ก่อนกลับผมต้องแวะไปเอาของที่บ้านแม่นุ่น
ผมเดินไปบ้านที่แม่นุ่นเกิดที่อยู่ข้างหน้าผมไม่กี่สิบเมตร
...เดินไปก็คิดไป...ถึงอดีตวันเก่าๆเมื่อ 6ปีที่แล้ว
..............บ้าน..หลังเก่าที่ทรุดโทรม ที่ผมยังจำมันได้ดี..............
เมื่อครั้งคบกันใหม่ๆผมถามนุ่นว่าไม่พาไปรู้จักพ่อแม่ที่บ้านบ้างเหรอ
นุ่นบอกผมว่า"ได้สิแต่บ้านจนนะ บ้านไม้เก่าๆยกพื้นสูงเหมือนสลัม
พ่อขับรถบรรทุกแม่รับจ้างซักรีดที่บ้านถ้ารู้ยังงี้ผมจะรังเกียจบ้านเค้ามั้ย?"
ผมตอบว่า"จนหรือรวยไม่สำคัญเพราะผมก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
ข้าวของเงินทองเราช่วยกันสร้างขึ้นมาได้ขอแค่รักผมก็พอ"
ผมตอบเค้าแต่ในใจผมก็ไม่ค่อยเชื่อหรอก
เพราะหน้าตาผิวพรรณ ไม่เหมือนคนจนเลยสักนิด
กระทั่งวันนึงนุ่นพาผมไปที่บ้านผมถึงได้เชื่อว่าที่เค้าพูดมันเป็นความจริง
.......
นี่คือภาพของบ้านของแม่นุ่นที่เกิดและโตที่นี่....
ก่อนที่จะย้ายมาเรียนต่อและแต่งงานกับผมที่กรุงเทพ...
ถึงวันนี้แม่นุ่นยังคงมีความฝันที่จะตอบแทนพระคุณพ่อแม่
ที่ถึงแม้จะมีฐานะค่อนข้างขัดสนแต่ก็เลี้ยงดูเธอมาอย่างดีที่สุด...
เมื่อครั้งแม่นุ่นยังดีเคยเปรยกับผมว่าอยากซ่อมแซมต่อเติมบ้านใหม่ให้พ่อแม่
เพราะบ้านเก่าทรุดโทรมมากแล้ว..
ผมเก็บของทุกอย่างออกมาหมดแล้วเพราะหันหน้ากลับไปที่รถ
“นุ่นต้องหาย...แล้วเราจะมาช่วยทำฝันนี้ให้เป็นจริงนะ..”
ผมหวังอย่างนั้นก็ที่จะรีบก้าวเท้าเพื่อภาระกิจข้างหน้าที่รออยู่
..................จบตอน.........................
เพราะหมอรออยู่ผมจึงรีบขับรถ มุ่งหน้า กทมด้วยความรวดเร็ว
ผมหวังให้การเจาะท้องครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
แต่ไม่เลย..ครั้งนี้น้ำมากกว่าเดิมมากแถมสีขุ่นอีก ด้วย
อาการต่างๆเริ่มทยอยรุมเร้ามาแทบไม่ได้หายใจหายคอ...แล้วผมจะจัดการกับมันอย่างไรดี?
แม่นุ่น ตอนที่ 23.1 ...เพราะคนเรา มีแค่ "ใจ" กับ "กาย".......
“อ้วน...ไอออกมาเป็นเลือดเลือดกำเดาไหลเป็นทางเลย”เป็นข้อความที่แม่นุ่นส่งถึงผมที่กำลังเตรียมสไลด์ในการประชุมครั้งสุดท้าย
ห่ะ..อีกแล้วเหรอ..
ผมคงต้องออกไปแล้ว
ผมใช้เวลาคิดสักพักเพราะงานก็สำคัญ
แต่คงไม่มีอะไร สำคัญกว่า“แม่นุ่น”
ผมตัดสินใจโทรกลับบอกแม่นุ่น
“อ้วนโทรบอกพี่เหมียวให้มารับส่วนเค้าจะออกไปเดี๋ยวนี้ไปเจอกันที่รพ”
ตอนนี้ผมอยุ่วิภาวดีรังสิต
...การที่ผมย้อนไปสำโรงมันอาจจะช้าเกินไป...
ตอนนี้คงต้องรบกวนคุณเหมียวภรรยาหมอเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกครั้ง...
ส่วนเรื่องงาน..ถึงผมไม่ได้เข้าประชุมแต่ก็ส่งมอบงานให้คนที่รับช่วงต่อเรียบร้อยแล้ว
“พี่แฟนผมเลือดออกเยอะ ผมต้องไปแล้ว”ผมบอกเจ้านายทันทีว่าผมอยู่ประชุมด้วยไม่ได้แล้ว
“เหรอ..อืม..ไปเหอะ”เจ้านายผมฟังแล้วเหมือนหยุดคิดอะไร
แต่ก็อนุญาติให้ไปเพราะคงเข้าใจถึงความจำเป็นที่เกิด
อนุญาติหรือไม่ ผมคงต้องไปแล้ว...
วันสุดท้ายของการทำงานของผมในที่สุดก็ไม่ได้มีการรำลาเพื่อนฝูงอย่างที่ตั้งแต่ไว้
แต่มันไม่ใช่สาระสำคัญกับผมแล้วในเวลานั้น
ผมรีบเก็บข้าวของบึ่งไป รพ ทันที
ราวชม ผมก็ไปถึง สมิติเวชศรีนครินทร์ที่ หมอชิน กำลังรออยู่แล้ว
ผมมาถึงก่อน..ส่วนแม่นุ่นกับคุณเหมียวผมมองเห็นรถไกลๆ
มาพร้อมกันพอดี
พี่เหมียวจอดรถให้แม่นุ่นลงหน้าตึกก่อนที่เวรเปลจะเข็นแม่นุ่นขึ้นลิฟท์ชั้นเก้า
หมอเจาะเลือดแม่นุ่นไปตรวจHCT
ไม่นานนักผลออกมา 20% จากค่าปกติ 30%
.............นั่นหมายถึงแม่นุ่นเลือดจางอีกแล้ว..............
วิธีแก้ไขยังเหมือนเดิมคือให้เลือดสองถุง
วันนี้ไม่ได้นอนห้องเดิมแต่ถัดจากเดิมไปไม่กี่ห้อง
การให้เลือดไม่มีอะไรมากไม่ต่างกับการนอนให้น้ำเกลือ
และนี่เป็นครั้งที่สองแล้วแม่นุ่นกับผม เข้าใจวิธีการรักษาดีไม่ได้ตื่นตกใจอะไร
การให้เลือดใช้เวลานานโขกว่าจะหมดสองถุง
ก็ปาไปเที่ยงคืนเลยทีเดียว
เป็นปกติหลังการให้เลือดแม่นุ่นจะดูมีสีหน้าที่ดีขึ้นไม่ซีดและอ่อนเพลียเหมือนเคย
ส่วนผมไม่ได้คลายกังวลลงเลย
เพราะถึงดูดีแต่มันก็เพียงการแก้ไขที่ปลายเหตุ
ถ้าต้นเหตุไม่ถูกแก้ไขไม่กี่วันก็ต้องมาให้เลือดอีกแบบนี้ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่
แต่ถึงเวลาที่เราต้องกลับบ้านแล้ว
ผมต้องไปจ่ายเงินที่การเงินตามปกติ
เป็นความโชคดีอีกครั้งที่ได้รับความช่วยเหลือจากอ.สุรางคณารอง ผอ รพ
ด้วยการให้แม่นุ่น นอนให้เลือดในห้องพักโดยไม่คิดค่าห้อง มีเพียงค่าเลือดและค่าวัสดุอุปกรณ์เท่านั้นที่ผมต้องจ่าย
ส่วนหมอชิน ยังเหมือนเดิมไม่คิดค่าหมออีกแล้ว
วันนี้ผมคงให้ฉายา“หมอชินรักษาฟรี”
เพราะตั้งแต่เจอกันไม่เคยคิดค่าหมอแม้แต่บาทเดียว
เพิ่งออกมาจากรพ ได้ไม่กี่วัน
ก็ต้องกลับไปทั้งเจาะท้องและให้เลือด
มันเป็นสัญญาณเตือนบ้างอย่าง
ที่กำลังบอกผมว่า
ซีรีย์การต่อสู้ชุดใหม่ มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
.....................
เวลาผ่านไปเรื่อยๆพร้อมกับอาการแม่นุ่นที่ค่อยฟื้นกลับมาอย่างช้าๆ
ที่ไม่ดีขึ้นเลยก็คือน้ำในท้อง
ขนาดท้องแม่นุ่นตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับคนท้องแก่ใกล้คลอดเลย
ขณะที่ผมกดโทรศัพท์เล่นเรื่อยเปื่อย
แม่นุ่นที่อยู่ข้างๆก็เหมือนอยากจะคุยบางอย่างกับผม
“อ้วนพาไประยองหน่อยสิ” แม่นุ่นเอ่ยปากอยากไประยองบ้านเกิด
“ไปได้ไงยังไม่ค่อยดีเลย ท้องก็โต”ผมรีบปฏิเสธทันทีเพราะเห็นๆอยู่
ว่าร่างกายยังไม่แข็งแรงเลย
“เค้าไปได้เค้าอยากไป เค้าอยากกลับบ้าน”แม่นุ่นเริ่มรบเร้าผมเต็มที่
ผมทั้งเข้าใจและเห็นใจ
เพราะตั้งแต่ป่วยถึงวันนี้ก็หลายเดือนแล้ว
ที่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมพ่อพี่ชาย พี่สะใภ้ และหลานๆ
อืมม...เอาไงดีผมเริ่มคิดในใจ
จะไปก็ห่วงร่างกาย
ถ้าไม่ไปก็คงโกรธผมน่าดู
“ถามหมอก่อนละกัน”ผมไม่ได้รับปาก แต่ขอปรึกษาหมอก่อน
เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน
ช่วงเย็นผมกดโทรศัพท์ไปถามหมอ
เพื่อปรึกษาเรื่องที่แม่นุ่นอยากกลับบ้านฉาง
หมอบอกว่าไปได้ แต่เวลานั่งรถต้องค่อยขยับแข้งขาตลอด
เพราะการนั่งรถนานมันเสียงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดอุดตันที่ขาได้
คิดไปคิดมาผมเคยได้ยินหมอชินบอกคำหนึ่งในช่วงที่อยู่รพ
…..
…..
…..
เรากำลังรักษา“คน” เราไม่ได้รักษา “โรค”ในเรื่องของกาย เราไม่รู้หรอกว่าจะรักษานุ่นได้อีกนานแค่ไหนจะดีขึ้นหรือแย่ลงอีกเมื่อไหร่เราไม่รู้สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราคือเรื่อง“ใจ” ถ้าใจเราไม่แพ้ซะอย่างก้อไม่สำคัญหรอกว่าเรื่องทางกายจะแพ้หรือชนะแต่ถ้าใจคุณไม่ดีใจแพ้เสียตั้งแต่ต้นแล้วต่อให้สามารถชนะโรคทางกายได้เราก็ไม่มีวันมีความสุขได้หรอกเพราะฉะนั้นตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับนุ่นคือ"กำลังใจ"
…..
…..
นึกประโยคนี้แล้วผมก็ตัดสินใจไม่ยากว่า“เอาละ...ไปก็ไป...”
อย่างน้อยบ้านฉาง ก็ใกล้กับ รพ ศูนย์สิริกิตที่เป็น รพ ใหญ่ และไม่ไกลมาก
“หมอให้ไปได้นะอ้วน”ผมยิ้มบอกข่าวดี ว่าจะพากลับบ้านแล้ว
แม่นุ่นยิ้มด้วยความดีใจพร้อมกับหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรบอกญาติๆ
ว่ากำลังจะไปเยี่ยมบ้านในสุดสัปดาห์นี้
เห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
ผมยังอยากเห็นภาพนี้ตลอดไป
การตัดสินใจครั้งนี้ถึงแม้จะไม่เต็มใจนัก
สิ่งที่ผมพอทำได้แค่ต้องพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินทุกอาจเกิดขึ้นได้ทุกวินาที
…...
ถึงวันที่ต้องไปแล้ว
แม่นุ่นแม่ยาย เด็กๆ และผม ช่วยกันจัดกระเป๋าขนข้าวของขึ้นรถตั้งแต่เช้า
เพื่อป้องกันเส้นเลือดอุดตันที่ขา
ผมให้แม่นุ่นนั่งแถวสองและให้เหยียดขาทะลุเบาะด้านข้างคนขับที่ออกแบบไว้สำหรับให้เหยียดขาได้พอดี
…
หลังจากทุกอย่างพร้อมเราก็ออกเดินทางกัน
ระหว่างเดินทางแม่นุ่นนอนเหยียดขาตามท่าที่จัดไว้ให้
และผมยังแวะจอดตลอดทางสองสามครั้ง
ซื้อกาแฟบ้างซื้อขนมบ้าง เข้าห้องน้ำบ้าง
เพื่อให้แม่นุ่นได้ขยับขเยื้อนร่างกายตามที่หมอบอก
เหมือนทุกครั้งที่กลับบ้าน
เราจะพักที่บ้านพี่ชาย
ตกเย็นก็จะมีเพื่อนๆ ญาติๆ มาทานข้าวด้วยกันเสมอๆ
เที่ยวนี้จะต่างออกไปหน่อย
เพราะหลายคนเพิ่งทราบว่าแม่นุ่นป่วย
เลยทยอยมาเยี่ยมกันไม่ขาดสายทั้งวัน
“ไม่มีใครไปเยี่ยมคนป่วยคนป่วยเลยมาให้เยี่ยมซะเลยใช่มั้ยนุ่น”ญาติหลายคน ต่างพูดทำนองหยิกแกมหยอกที่ป่วยหนักขนาดนี้ยังดั้งด้นมา
เออ ก็จริงโดยสถานภาพ ต่างคนต่างใช้เวลาทำมาหากินส่วนตัว
เลยไม่ค่อยมีใครได้มาเยี่ยมบ่อยนัก
นอกจากก้อย หรือ แอดมินป้าก้อยที่เรารู้จักกันผ่านเพจแม่นุ่น
…..............
ข้อดีอย่างนึงของการมาที่นี่
คือผมจะมีเวลาพักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มที่
เพราะตอนนี้มีแตคนที่รักแม่นุ่นอยู่รายรอบตัวไปหมด
มองๆไปก็ดูเหมือนจะลืมความเจ็บป่วยไปชั่วคราว
ส่วนตัวผมพูดง่ายๆ มาระยองทีไร มีแค่กินกับนอนเท่านั้น .... ฮา...
........................................................
วันอาทิตที่ 14 กค
ถึงวันที่เราต้องกลับบ้านแล้ว
เพราะพรุ่งนี้คือวันที่นัดพบอ. วรชัยเพื่อติดตามผลเลือดก่อนพิจารณาให้ยารอบต่อไป
ก่อนกลับเรากับญาติๆ ก็ไปทานข้าวกันที่ร้านอาหาร
แม่นุ่นคงมีความสุขมากที่มีญาติๆห้อมร้อม
เลยทานข้าวได้เยอะแบบไม่ยั้ง
แต่นั่นแหละความไม่พอดี
....มันก็ก่อให้ทำให้เกิดปัญหาตามมา......
“อ้วนเค้าอึดอัดอ่ะ” แม่นุ่นเริ่มส่งสัญญาณทำหน้าแหย
เอามือมาลูบท้องที่ใหญ่เหมือนจะระเบิดออกมา
“ไม่ไหวเลยหรอ”ผมถามย้ำอีกทีเพื่อความแน่ใจ
“อืม”แม่นุ่นทำหน้าแหยๆ บอกว่าไม่ไหวจริงๆ
เฮ้อ...ท่าทางสงสัยต้องเจาะท้องอีกแน่..
ผมรู้ว่าการเจาะท้องมันเป็นการแก้ไขปลายเหตุ
ถึงไม่อันตรายแต่อดกังวลไม่ได้เพราะเพิ่งเจาะท้องครั้งแรกไปแค่ไม่ถึงสัปดาห์ก็ต้องเจาะอีก
แต่ผมตกผลึกแล้ว...ไม่มีการคิดมากเหมือนเดิม..
การรักษาที่ไม่ทำให้เจ็บปวดทรมาณไม่ได้หมายความว่าเราทำใจพ่ายแพ้ต่อโรค..
แต่เมื่อร่างกาย ไม่เจ็บปวด..
มันจะส่งเสริมให้แม่นุ่น มีกำลังใจ ที่พร้อมสู้ต่อไปต่างหาก...
ว่าแล้วผมก็กดโทรศัพท์หาหมอชิน ทันที
“หมอครับนุ่นแน่นท้องอีกแล้ว”ผมกดโทรศัพท์หาหมอชินคนเดิม
“อีกแล้วเหรอพึ่งเจาะน้ำออกไปเองทำไมมันมาเร็วจัง” หมอทำเสียงประหลาด
เพราะเพิ่งเจาะท้องไปไม่กี่วัน
“สงสัยทานเยอะทั้งน้ำ ทั้งข้าวครับ”ผมสารภาพตามตรง
ว่าปล่อยปะละเลย ไม่ได้ควบคุมจำนวนน้ำดื่ม
ที่ไม่ควรเกินหนึ่งลิตร ต่อวันสำหรับคนที่มีอาการท้องโต
“อืมม..ถ้าแน่นก็คงต้องเจาะนะเดี๋ยวผมให้เหมียวบอกอีกทีว่าเจาะที่ไหน” เป็นอีกครั้งที่หมอ และภรรยาต้องช่วยเราแก้ปัญหาแบบไม่ได้ตั้งตัวในวันหยุดเช่นนี้
ไม่นานพี่เหมียวก็โทรมาหา...
“พานุ่นไปรพ เมืองสมุทรปู่เจ้านะเช็คแล้วสองพันบาท”คุณเหมียวบอกให้ไปอีก รพที่ไม่เคยไป
ที่ไหนก็ไปได้ขอให้เป็นหมอทำ
“ได้ครับเดี๋ยวออกไปตอนสี่โมงเย็น”ผมตกลงตามนั้น นัดเวลาเรียบร้อย
.....วันนี้คงต้องกลับเร็วกว่าที่เคยแล้ว....
ก่อนกลับผมต้องแวะไปเอาของที่บ้านแม่นุ่น
ผมเดินไปบ้านที่แม่นุ่นเกิดที่อยู่ข้างหน้าผมไม่กี่สิบเมตร
...เดินไปก็คิดไป...ถึงอดีตวันเก่าๆเมื่อ 6ปีที่แล้ว
..............บ้าน..หลังเก่าที่ทรุดโทรม ที่ผมยังจำมันได้ดี..............
เมื่อครั้งคบกันใหม่ๆผมถามนุ่นว่าไม่พาไปรู้จักพ่อแม่ที่บ้านบ้างเหรอ
นุ่นบอกผมว่า"ได้สิแต่บ้านจนนะ บ้านไม้เก่าๆยกพื้นสูงเหมือนสลัม
พ่อขับรถบรรทุกแม่รับจ้างซักรีดที่บ้านถ้ารู้ยังงี้ผมจะรังเกียจบ้านเค้ามั้ย?"
ผมตอบว่า"จนหรือรวยไม่สำคัญเพราะผมก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
ข้าวของเงินทองเราช่วยกันสร้างขึ้นมาได้ขอแค่รักผมก็พอ"
ผมตอบเค้าแต่ในใจผมก็ไม่ค่อยเชื่อหรอก
เพราะหน้าตาผิวพรรณ ไม่เหมือนคนจนเลยสักนิด
กระทั่งวันนึงนุ่นพาผมไปที่บ้านผมถึงได้เชื่อว่าที่เค้าพูดมันเป็นความจริง
.......
นี่คือภาพของบ้านของแม่นุ่นที่เกิดและโตที่นี่....
ก่อนที่จะย้ายมาเรียนต่อและแต่งงานกับผมที่กรุงเทพ...
ถึงวันนี้แม่นุ่นยังคงมีความฝันที่จะตอบแทนพระคุณพ่อแม่
ที่ถึงแม้จะมีฐานะค่อนข้างขัดสนแต่ก็เลี้ยงดูเธอมาอย่างดีที่สุด...
เมื่อครั้งแม่นุ่นยังดีเคยเปรยกับผมว่าอยากซ่อมแซมต่อเติมบ้านใหม่ให้พ่อแม่
เพราะบ้านเก่าทรุดโทรมมากแล้ว..
ผมเก็บของทุกอย่างออกมาหมดแล้วเพราะหันหน้ากลับไปที่รถ
“นุ่นต้องหาย...แล้วเราจะมาช่วยทำฝันนี้ให้เป็นจริงนะ..”
ผมหวังอย่างนั้นก็ที่จะรีบก้าวเท้าเพื่อภาระกิจข้างหน้าที่รออยู่
..................จบตอน.........................
เพราะหมอรออยู่ผมจึงรีบขับรถ มุ่งหน้า กทมด้วยความรวดเร็ว
ผมหวังให้การเจาะท้องครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
แต่ไม่เลย..ครั้งนี้น้ำมากกว่าเดิมมากแถมสีขุ่นอีก ด้วย
อาการต่างๆเริ่มทยอยรุมเร้ามาแทบไม่ได้หายใจหายคอ...แล้วผมจะจัดการกับมันอย่างไรดี?