เข้าสู่ปลายปี นักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับกองทุนรวม LTF-RMF แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่ผันผวน ต้องศึกษาทุกปัจจัยให้ดีก่อนลงทุน
สวัสดีครับ เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับคอลัมน์ของผมประจำเดือนตุลาคม 2556 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเข้าสู่ปลายปี ที่นักลงทุนจะเริ่มให้ความสำคัญกับการลงทุนในกองทุนรวมที่สามารถประหยัดภาษีให้เราได้ เรียกได้ว่า เป็นเทศกาลกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แต่สถานการณ์ปัจจุบันมีแต่เรื่องที่เอาแน่เอานอนไม่ค่อยจะได้เลย ตลาดหุ้นสามวันดีสี่วันไข้ แกว่งตัวขึ้นๆ ลงๆ ใครที่พอคุ้นเคยกับการลงทุน LTF และ RMF อยู่แล้ว คงได้โอกาสลงทุนกันไปหลายรอบแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็เชื่อว่า ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ซื้อลงทุน คำถามยอดฮิตที่ตามมาแน่นอนว่า “แล้วหลังจากนี้ล่ะ จะเริ่มอย่างไรดี?” ลองดูครับว่า เราควรติดตามปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในอะไรบ้าง ก่อนที่จะลงทุนซื้อกองทุน LTF และ RMF สำหรับรอบปีนี้ กับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก
1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว และ จีน : การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ได้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจไปได้ด้วยดี จนทางฝั่งยุโรป และญี่ปุ่นต้องหันกลับมาเอาอย่างกันบ้าง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของตัวเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วเห็นแสงแห่งความหวังมากขึ้น และเมื่อประเทศคู่ค้าของจีนดีขึ้น แน่นอนว่าภาคการส่งออกของจีนย่อมดีขึ้นตามไปด้วย เราจึงคาดหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป แต่ก็ต้องระวังปัจจัยระยะสั้นที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ด้วยเช่นกัน
2) ปัญหาเพดานหนี้สหรัฐ : แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ การจ้างงานดูดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ปัญหาเพดานหนี้ยังคงกลับมาหลอกหลอนนักลงทุนกันเป็นระยะๆ หนี้สหรัฐยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องกลับมาคุยกันอีกครั้งว่า จะเพิ่มเพดานหนี้กันต่อไปอีกหรือไม่ ปัจจัยนี้เราคงต้องจับตามองกันต่อไป จนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย ซึ่งผมเชื่อว่าคงจะเหมือนๆ กับทุกครั้งที่ผ่านมา คือสหรัฐจะสามารถหาทางออกได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด เพราะผมไม่อยากคิดเลยว่าถ้าสหรัฐเบี้ยวหนี้ขึ้นมาแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น?
3) ลด ละ เลิก มาตรการ QE พร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย : ปัจจัยการเมืองไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่เป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยเอง ประจวบเหมาะกับข่าวการเลิก QE ของ FED ที่มีทีท่าว่าจะลด ละ เลิก มาตรการในไม่ช้านี้ ทำให้เงินลงทุนไหลออกในช่วงที่เศรษฐกิจเราไม่ดี ยิ่งทำให้ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยมีสูงขึ้นตามไปด้วย ถ้า QE ยังไม่ชัดเจน อย่างไรซะ การปรับตัวขึ้นก็ยังคงถูกจำกัดอยู่ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจดูแล้วคงต้องลุ้นกันต่อ ว่างบลงทุนภาครัฐ จะมากันเมื่อไหร่ ตรงเวลาตามที่ต้องการหรือไม่ ก็หวังว่าคงจะไม่ช้าจนเกินไป
จากที่ได้สรุปมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่ไม่ชัดเจนในระยะสั้นช่วงนี้ ดูจะเป็นปัญหาที่เหมือนสัญญาณรบกวนตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย ทั้งเรื่องปัญหาเพดานหนี้สหรัฐ หรือความชัดเจนของมาตรการ QE หากเรามองกันที่พื้นฐานเศรษฐกิจจริงๆ แล้ว มันยังมีความหวังที่จะกลับมาเติบโตได้ในระยะยาว แต่จะเมื่อไหร่นั้นคงต้องรอคำตอบจากปัจจัยระยะสั้นต่างๆ ที่กล่าวมา ซึ่งยังไม่ชัดเจนในตอนนี้ว่า จะออกหัวหรือก้อยอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย สำหรับการลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้น LTF และ RMF นอกจากสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี ผมมองว่ายังคงน่าสนใจเหมือนเดิม สุดท้ายแล้ว ประเทศไทยจะต้องมีการลงทุนเพิ่ม และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชีย ทำให้ผมยังมั่นใจกับการลงทุนระยะยาว ว่าจะยังคงให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น หากปีนี้ยังไม่ได้ลงทุนกองทุน LTF หรือ RMF แนะนำว่าอย่ารอช้าเลยครับ ตอนตลาดหุ้นผันผวนแบบนี้นี่แหละ คือ โอกาสสำหรับทยอยสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/personal/20131006/534528/ปัจจัยที่ต้องติดตาม-ก่อนลงทุน-LTF-RMF.html
ปัจจัยที่ต้องติดตาม ก่อนลงทุน LTF-RMF
สวัสดีครับ เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับคอลัมน์ของผมประจำเดือนตุลาคม 2556 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเข้าสู่ปลายปี ที่นักลงทุนจะเริ่มให้ความสำคัญกับการลงทุนในกองทุนรวมที่สามารถประหยัดภาษีให้เราได้ เรียกได้ว่า เป็นเทศกาลกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แต่สถานการณ์ปัจจุบันมีแต่เรื่องที่เอาแน่เอานอนไม่ค่อยจะได้เลย ตลาดหุ้นสามวันดีสี่วันไข้ แกว่งตัวขึ้นๆ ลงๆ ใครที่พอคุ้นเคยกับการลงทุน LTF และ RMF อยู่แล้ว คงได้โอกาสลงทุนกันไปหลายรอบแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็เชื่อว่า ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ซื้อลงทุน คำถามยอดฮิตที่ตามมาแน่นอนว่า “แล้วหลังจากนี้ล่ะ จะเริ่มอย่างไรดี?” ลองดูครับว่า เราควรติดตามปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในอะไรบ้าง ก่อนที่จะลงทุนซื้อกองทุน LTF และ RMF สำหรับรอบปีนี้ กับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก
1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว และ จีน : การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ได้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจไปได้ด้วยดี จนทางฝั่งยุโรป และญี่ปุ่นต้องหันกลับมาเอาอย่างกันบ้าง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของตัวเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วเห็นแสงแห่งความหวังมากขึ้น และเมื่อประเทศคู่ค้าของจีนดีขึ้น แน่นอนว่าภาคการส่งออกของจีนย่อมดีขึ้นตามไปด้วย เราจึงคาดหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป แต่ก็ต้องระวังปัจจัยระยะสั้นที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ด้วยเช่นกัน
2) ปัญหาเพดานหนี้สหรัฐ : แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ การจ้างงานดูดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ปัญหาเพดานหนี้ยังคงกลับมาหลอกหลอนนักลงทุนกันเป็นระยะๆ หนี้สหรัฐยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องกลับมาคุยกันอีกครั้งว่า จะเพิ่มเพดานหนี้กันต่อไปอีกหรือไม่ ปัจจัยนี้เราคงต้องจับตามองกันต่อไป จนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย ซึ่งผมเชื่อว่าคงจะเหมือนๆ กับทุกครั้งที่ผ่านมา คือสหรัฐจะสามารถหาทางออกได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด เพราะผมไม่อยากคิดเลยว่าถ้าสหรัฐเบี้ยวหนี้ขึ้นมาแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น?
3) ลด ละ เลิก มาตรการ QE พร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย : ปัจจัยการเมืองไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่เป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยเอง ประจวบเหมาะกับข่าวการเลิก QE ของ FED ที่มีทีท่าว่าจะลด ละ เลิก มาตรการในไม่ช้านี้ ทำให้เงินลงทุนไหลออกในช่วงที่เศรษฐกิจเราไม่ดี ยิ่งทำให้ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยมีสูงขึ้นตามไปด้วย ถ้า QE ยังไม่ชัดเจน อย่างไรซะ การปรับตัวขึ้นก็ยังคงถูกจำกัดอยู่ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจดูแล้วคงต้องลุ้นกันต่อ ว่างบลงทุนภาครัฐ จะมากันเมื่อไหร่ ตรงเวลาตามที่ต้องการหรือไม่ ก็หวังว่าคงจะไม่ช้าจนเกินไป
จากที่ได้สรุปมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่ไม่ชัดเจนในระยะสั้นช่วงนี้ ดูจะเป็นปัญหาที่เหมือนสัญญาณรบกวนตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย ทั้งเรื่องปัญหาเพดานหนี้สหรัฐ หรือความชัดเจนของมาตรการ QE หากเรามองกันที่พื้นฐานเศรษฐกิจจริงๆ แล้ว มันยังมีความหวังที่จะกลับมาเติบโตได้ในระยะยาว แต่จะเมื่อไหร่นั้นคงต้องรอคำตอบจากปัจจัยระยะสั้นต่างๆ ที่กล่าวมา ซึ่งยังไม่ชัดเจนในตอนนี้ว่า จะออกหัวหรือก้อยอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย สำหรับการลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้น LTF และ RMF นอกจากสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี ผมมองว่ายังคงน่าสนใจเหมือนเดิม สุดท้ายแล้ว ประเทศไทยจะต้องมีการลงทุนเพิ่ม และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชีย ทำให้ผมยังมั่นใจกับการลงทุนระยะยาว ว่าจะยังคงให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น หากปีนี้ยังไม่ได้ลงทุนกองทุน LTF หรือ RMF แนะนำว่าอย่ารอช้าเลยครับ ตอนตลาดหุ้นผันผวนแบบนี้นี่แหละ คือ โอกาสสำหรับทยอยสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/personal/20131006/534528/ปัจจัยที่ต้องติดตาม-ก่อนลงทุน-LTF-RMF.html