บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล มองแนวโน้มการลงทุนไตรมาส 2 ต่อเนื่องครึ่งหลังปี สภาพคล่องการเงินล้นจากมาตรการคิวอี เศรษฐกิจเติบโตได้ดีอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การลงทุนยังมีความผันผวนสูง แนะจัดพอร์ตลงทุนอย่างสมดุล
นายจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด ให้มุมมองด้านการลงทุนช่วงไตรมาส 2/2558 ว่า “เรามองว่าการภาพรวมเศรษฐกิจโลกนับจากนี้มีแนวโน้มทิศทางที่ดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป จากปัจจัยเชิงบวกของมาตรการเชิงผ่อนคลายหรือ QE ของภูมิภาคยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งหากนับรวมปริมาณเงินอยู่ที่ประมาณ 130,000 ล้านเหรียญฯ ต่อเดือนถือว่ามีปริมาณที่มากกว่าในช่วงที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการ QE ที่ประมาณ 85,000 ล้านเหรียญฯต่อเดือน และยังไม่รวมถึงประเทศจีนที่มีมาตรการ Mini QE เข้ามาสนับสนุน ทำให้ตลาดการเงินและลงทุนมีสภาพคล่องในปริมาณมาก
ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกามีการแสดงการฟื้นตัวอย่างชัดเจนจากตัวเลขการจ้างงาน รายได้ของประชาชน และตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น โดย IMF ได้รับตัวเลขคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตขึ้นเป็น 3.5% เพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งที่แล้ว 0.5% ซึ่งการฟื้นตัวของสหรัฐฯ นี้เอื้อประโยชน์โดยตรงต่อภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ในด้านการค้าและการลงทุน การส่งออกจะมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างสอดคล้องกัน
นายจุมพลกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนควรติดตามซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้นั้น ได้แก่ การพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐซึ่งคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังเป็นอย่างเร็ว และหากตลาดการจ้างงานปรับตัวดีขึ้นทำให้เงินเฟ้อขยับเข้าสู่เป้าหมายระยะยาวที่ 2% และหากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ มีโอกาสอย่างมากที่จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ระดับปกติอย่างระมัดระวัง ซึ่งจะส่งผลทำให้มีความผันผวนในตลาดเงินและตลาดหุ้นมากยิ่งขึ้น
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ยังอยู่ในภาวการณ์ฟื้นตัวช้า ๆ หลังธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเหลือ 3.8% จาก 4.0% และได้ปรับลดอัตราเงินเฟ้อเหลือ 0.2% จากเดิม 1.2% เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรได้ปรับลดลงมาอย่างมาก รวมถึงความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ามีผลทำให้มูลค่าการส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐมีความล่าช้า ภาคเอกชนมีความระมัดระวังในการลงทุนและสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนแอ จึงคาดว่า กนง.มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จากเดิม 1.75% ในปีนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ภาวะโดยรวมของตลาดหุ้นไทยยังมีทิศทางที่ดีจากปัจจัยสนับสนุนด้าน QE ทั้งจากยุโรปและญี่ปุ่น แต่อย่างไรก็ตาม มีการคาดหมายมีโอกาสที่กำไรสุทธิของตลาดหุ้นไทยสำหรับปี 2558 อาจถูกปรับลดประมาณการลงหลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยออกมาไม่ดีมากนัก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม EPS growth ของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ โดยการปรับตัวขึ้นของ EPS growth ในปีนี้ส่วนหนึ่งมาจากการปรับลดลงของ EPS ตลาดหุ้นไทยในปี 2557 จากการถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงปลายปี 2557
จากมุมมองและทิศทางการลงทุนไตรมาส 2/2558 รวมถึงตลาดยังคงมีปัจจัยความไม่แน่นอนสูงนับต่อจากนี้ ทำให้เรามองว่าบรรยากาศการลงทุนในไตรมาส 2 จึงมีความคล้ายกับไตรมาส 1 ที่ผ่านมา คือตลาดมีความผันผวนเป็นระยะ โดยกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้นักลงทุนต้องพิจารณาเลือกลงทุนในกองทุนที่เน้นการจัดพอร์ตสมดุลแบบ Balanced Fund หรือการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์เหมาะสม Multi-Asset Strategy ในแต่ละขณะการลงทุน อย่างไรก็ตามนักลงทุนสามารถที่จะเลือกลงทุนในบางกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น เช่น กลุ่มประเทศที่อยู่ในธีมปฏิรูปเชิงนโยบาย (Reform) เช่น จีน อินเดียและอินโดนีเซีย รวมถึงอานิสงส์จากสภาพคล่องของเงินลงทุนจากมาตรการ QE ของทั้งยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์ได้อย่างเต็มที่คือ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงมากนัก อาจจะเลือกพิจารณาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงในภูมิภาคยุโรป เช่น กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ยูโร ไฮ ยิลด์ (CIMB-Principal EUHY) เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการ QE ของยุโรปที่ยังคงนโยบายอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2558 ส่วนสินทรัพย์ที่เป็นทางเลือกการลงทุนนั้นอาจพิจารณาเลือกกองทุนที่ลงทุนในกอง REITs ซึ่งลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยคาดผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วไปซึ่งอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องและมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ
นายจุมพล กล่าวโดยสรุปว่า “ภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ก็นับว่าอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น สภาพคล่องในระบบมีปริมาณสูง อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำและทรงตัว ในขณะที่มีปัจจัยเชิงลบจากราคาน้ำมัน การคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดการลงทุนมีความผันผวนเป็นระยะ ดังนั้นทางเลือกการลงทุนที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมภายใต้การลงทุนในแต่ละขณะจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในปีนี้”
Credit :
www.cimb-principal.co.th
ตลาดเงินโลกมีแนวโน้มผันผวน CIMB-Principal แนะกระจายการลงทุน
นายจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด ให้มุมมองด้านการลงทุนช่วงไตรมาส 2/2558 ว่า “เรามองว่าการภาพรวมเศรษฐกิจโลกนับจากนี้มีแนวโน้มทิศทางที่ดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป จากปัจจัยเชิงบวกของมาตรการเชิงผ่อนคลายหรือ QE ของภูมิภาคยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งหากนับรวมปริมาณเงินอยู่ที่ประมาณ 130,000 ล้านเหรียญฯ ต่อเดือนถือว่ามีปริมาณที่มากกว่าในช่วงที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการ QE ที่ประมาณ 85,000 ล้านเหรียญฯต่อเดือน และยังไม่รวมถึงประเทศจีนที่มีมาตรการ Mini QE เข้ามาสนับสนุน ทำให้ตลาดการเงินและลงทุนมีสภาพคล่องในปริมาณมาก
ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกามีการแสดงการฟื้นตัวอย่างชัดเจนจากตัวเลขการจ้างงาน รายได้ของประชาชน และตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น โดย IMF ได้รับตัวเลขคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตขึ้นเป็น 3.5% เพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งที่แล้ว 0.5% ซึ่งการฟื้นตัวของสหรัฐฯ นี้เอื้อประโยชน์โดยตรงต่อภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ในด้านการค้าและการลงทุน การส่งออกจะมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างสอดคล้องกัน
นายจุมพลกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนควรติดตามซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้นั้น ได้แก่ การพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐซึ่งคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังเป็นอย่างเร็ว และหากตลาดการจ้างงานปรับตัวดีขึ้นทำให้เงินเฟ้อขยับเข้าสู่เป้าหมายระยะยาวที่ 2% และหากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ มีโอกาสอย่างมากที่จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ระดับปกติอย่างระมัดระวัง ซึ่งจะส่งผลทำให้มีความผันผวนในตลาดเงินและตลาดหุ้นมากยิ่งขึ้น
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ยังอยู่ในภาวการณ์ฟื้นตัวช้า ๆ หลังธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเหลือ 3.8% จาก 4.0% และได้ปรับลดอัตราเงินเฟ้อเหลือ 0.2% จากเดิม 1.2% เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรได้ปรับลดลงมาอย่างมาก รวมถึงความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ามีผลทำให้มูลค่าการส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐมีความล่าช้า ภาคเอกชนมีความระมัดระวังในการลงทุนและสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนแอ จึงคาดว่า กนง.มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จากเดิม 1.75% ในปีนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ภาวะโดยรวมของตลาดหุ้นไทยยังมีทิศทางที่ดีจากปัจจัยสนับสนุนด้าน QE ทั้งจากยุโรปและญี่ปุ่น แต่อย่างไรก็ตาม มีการคาดหมายมีโอกาสที่กำไรสุทธิของตลาดหุ้นไทยสำหรับปี 2558 อาจถูกปรับลดประมาณการลงหลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยออกมาไม่ดีมากนัก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม EPS growth ของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ โดยการปรับตัวขึ้นของ EPS growth ในปีนี้ส่วนหนึ่งมาจากการปรับลดลงของ EPS ตลาดหุ้นไทยในปี 2557 จากการถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงปลายปี 2557
จากมุมมองและทิศทางการลงทุนไตรมาส 2/2558 รวมถึงตลาดยังคงมีปัจจัยความไม่แน่นอนสูงนับต่อจากนี้ ทำให้เรามองว่าบรรยากาศการลงทุนในไตรมาส 2 จึงมีความคล้ายกับไตรมาส 1 ที่ผ่านมา คือตลาดมีความผันผวนเป็นระยะ โดยกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้นักลงทุนต้องพิจารณาเลือกลงทุนในกองทุนที่เน้นการจัดพอร์ตสมดุลแบบ Balanced Fund หรือการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์เหมาะสม Multi-Asset Strategy ในแต่ละขณะการลงทุน อย่างไรก็ตามนักลงทุนสามารถที่จะเลือกลงทุนในบางกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น เช่น กลุ่มประเทศที่อยู่ในธีมปฏิรูปเชิงนโยบาย (Reform) เช่น จีน อินเดียและอินโดนีเซีย รวมถึงอานิสงส์จากสภาพคล่องของเงินลงทุนจากมาตรการ QE ของทั้งยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์ได้อย่างเต็มที่คือ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงมากนัก อาจจะเลือกพิจารณาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงในภูมิภาคยุโรป เช่น กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ยูโร ไฮ ยิลด์ (CIMB-Principal EUHY) เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการ QE ของยุโรปที่ยังคงนโยบายอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2558 ส่วนสินทรัพย์ที่เป็นทางเลือกการลงทุนนั้นอาจพิจารณาเลือกกองทุนที่ลงทุนในกอง REITs ซึ่งลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยคาดผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วไปซึ่งอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องและมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ
นายจุมพล กล่าวโดยสรุปว่า “ภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ก็นับว่าอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น สภาพคล่องในระบบมีปริมาณสูง อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำและทรงตัว ในขณะที่มีปัจจัยเชิงลบจากราคาน้ำมัน การคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดการลงทุนมีความผันผวนเป็นระยะ ดังนั้นทางเลือกการลงทุนที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมภายใต้การลงทุนในแต่ละขณะจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในปีนี้”
Credit : www.cimb-principal.co.th