จับตา 3 ปัจจัยต่างชาติขายหุ้นไทย

เปิดมุมมองโบรกเกอร์-กองทุนต่างชาติ บล.ซีเอลเอสเอฯ เตือนการขายหุ้นรอบนี้แค่ออร์เดิฟเม่าตกใจ
ของจริงยังไม่มาเม่านอนไม่หลับ  จับตา 3 ตัวแปร  ส่วนหุ้นไทยระยะสั้น 3-6 เดือน ยกระดับปัจจัยในประเทศเมืองเสี่ยงสุด

  รับกังวลนโยบายรัฐไม่ทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ  จับตาขับเคลื่อนโครงการลงทุนขนาดใหญ่   ผู้จัดการกองทุนพิมโก้ กูรูตลาดตราสารหนี้โลก แนะถือเงินสดรอช้อนซื้อของถูก  เผยตลาดรับข่าวเฟดเพี้ยน มั่นใจปีนี้ไม่ลดขนาดQE  ฟากนักลงทุนสถาบันไทย กำเงินกว่า 5 หมื่นล้านรอซื้อ
    นายปริญญ์  พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์ "ฐานเศรษฐกิจ" โดยมีความเห็นว่า แรงขายต่างชาติในตลาดหุ้นไทยและหุ้นทั่วโลกรอบนี้ยังไม่ใช่ของจริง โดยระบุว่ายังมียอดซื้อสะสมของต่างชาติในตลาดหุ้นไทยอีกกว่าแสนล้านบาท
    โดยสัญญาณที่ต่างชาติจะขายหุ้นอย่างหนักอีกรอบมี 3 ปัจจัยคือ 1. นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อธนาคารกลาง 2. ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา(เฟด) ประกาศลดขนาดการอัดฉีดเงินเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือผ่านมาตรการคิวอี(QE) ซึ่งทางนายเบน เบอร์นานคี ประธานเฟดต้องการจะลดขนาด QE ในปี 2557 หลังจากเริ่มเห็นสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯเริ่มฟื้นตัว และ 3. เศรษฐกิจยุโรปฟื้น
    อย่างไรก็ดี ความเห็นส่วนตัว นายปริญญ์ยังเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯยังไม่สามารถถอนมาตรการ QE ได้ เนื่องจากจากมาตรการปั๊มเงินของเฟดในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกรับทราบอยู่แล้วว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการ QE ยังไม่ได้ผลหรือล้มเหลว
    ส่วนมุมมองที่มีต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น 3-6 เดือนนี้  เขากล่าวว่าต้องยอมรับ สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักมากที่สุดคือ เรื่องการเมืองในประเทศ และการเริ่มขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนของภาครัฐผ่านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการลงทุนในตลาดหุ้น
    นอกจากนี้ยังกังวลในประเด็นการลงทุนของภาครัฐที่ไม่ได้ช่วยต่อยอด หรือทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ อาทิ การปล่อยกู้ของธนาคารที่รัฐถือหุ้นใหญ่ ทั้งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยหรือไอแบงก์, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ที่เริ่มมีปัญหา รวมถึงนโยบายรถรางเพื่อช่วยคนจน เป็นต้น
    จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น นายปริญญ์มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับขึ้นไปสูงจนสะท้อนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช) ที่ระดับ 16-17 เท่า(ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯทำจุดสูงสุดที่ 1,649 จุด เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 56)  ซึ่งถือว่าสูงและยังไม่เคยเห็นมาก่อนในอดีต  ขณะที่บล.ซีแอลเอสเอฯ ยังยืนยันเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,650 จุด
    "การที่หุ้นไทยถูกเทขายทำกำไร สะท้อนว่ายังไม่พร้อมที่จะขึ้นไปเทรดที่ระดับพี/อี 16-17 เท่า  เนื่องจากความกังวลในระยะสั้นจากปัจจัยการเมืองในประเทศนั่นเอง" นายปริญญ์กล่าว
    ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ย้อนหลังปี 2552-2555 นักลงทุนต่างชาติซื้อสะสมสุทธิในหุ้นไทย 1.91 แสนล้านบาท ส่วนช่วงที่นักลงทุนตื่นตระหนกเรื่องคิวอี (21 พ.ค. - 26 มิ.ย.) ต่างชาติขายสุทธิ 8.1 หมื่นล้านบาท  
    นายไบรอัน พี เบเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้อำนวยการ บริษัท พิมโก้ เอเชีย จำกัด  ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนตราสารหนี้ระดับโลก กล่าวในงานสัมมนา "ผ่าเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังผ่านมุมมองผู้จัดการกองทุน" ที่จัดโดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า มาตรการ QE ที่เฟดแถลงการณ์นั้นตลาดมีการตีความในทางที่ผิด เนื่องจากเฟดได้ส่งสัญญาณว่าจะชะลอหรือลดขนาด QE แต่ไม่ได้ยกเลิก ซึ่งการชะลอ QE ก็จะชะลอเป็นแบบขั้นบันไดไม่ได้เร่งลดขนาดในทันที พร้อมกับยังประเมินว่าเฟดจะเริ่มลดขนาด QE ในกลางปี 2557    
    อย่างไรก็ตามการปรับตัวลงของราคาสินทรัพย์ทั้งหุ้น ตราสารหนี้รอบนี้ ถือเป็นการลดความร้อนแรง  เพราะที่ผ่านมาผลของมาตรการ QE ทำให้ราคาสินทรัพย์สูงกว่าความเป็นจริง และทำให้กลไกตลาดบิดเบือน ซึ่งตามปกติแล้วตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ จะเคลื่อนไหวผกผันกันแต่ผลทางอ้อมจากมาตรการดังกล่าวทำให้ราคาสินทรัพย์ในทั้ง 2 ตลาดปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน หรือเรียกว่ามาตรการ QE  ทำให้สินทรัพย์เกือบทุกประเภทได้ประโยชน์ ยกเว้นสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ราคาจะเป็นไปตามพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่รองรับอยู่
    ดังนั้นในมุมมองของกองทุนพิมโก้ กลับเห็นว่าเป็นการปรับฐานของราคาสินทรัพย์ที่เหมาะสมและถูกต้อง ทำให้เป็นจังหวะเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่ราคาถูกกว่าปัจจัยพื้นฐาน อย่างไรก็ตามราคาสินทรัพย์ที่ปรับลงมาครั้งนี้ยังไม่ถือว่าต่ำสุดแล้ว ดังนั้นในการลงทุนจะต้องเลือกดูว่าสินทรัพย์ใดปรับลงมาจนถูกกว่าปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น
    "โอกาสการลงทุนจากนี้ไป ต่อสถานการณ์ที่การปรับฐานรอบนี้ที่ยังไม่จบ คือการถือเงินสดเพื่อรอช้อนซื้อ"    นายไบรอัน กล่าวและว่า นักลงทุนเองก็จะต้องมองภาพให้กว้างขึ้นโดยจะต้องมองจากภาพใหญ่ระดับโลกและดูปัจจัยพื้นฐานในระดับประเทศโดยเน้นประเทศที่มีงบดุลที่ดีๆ และในระดับอุตสาหกรรมให้ดูอุตสาหกรรมที่ยังสามารถทำผลกำไรได้ดี หรืออุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และที่สำคัญความคาดหวังด้านผลตอบแทนจากการลงทุนจะต้องอยู่บนปัจจัยพื้นฐานอย่างแท้จริงให้ได้
    ด้านนายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)กรุงศรี จำกัด คาดว่าความผันผวนที่เกิดกับตลาดหุ้นไทย ยังคงมีต่อเนื่องอีก 2-3 เดือน จึงแนะนำให้จัดพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เน้นลงทุนหุ้นที่มีคุณภาพเป็นรายตัว รวมถึงบริษัทที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงต่อเนื่อง
    อย่างไรก็ตามผลจากการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนรอบนี้ส่งผลให้กองทุนระยะยาว เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บริษัทประกัน และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการต่างประเทศจะเริ่มกลับมาลงทุนเพิ่มขึ้น ทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้  เช่นเดียวกับหุ้นไทย ที่ปัจจุบันซื้อขายในระดับพี/อี  12-13 เท่า หรือทีดัชนีตลาดหลักทรัพย์ 1,300-1,400 จุด ถือเป็นจังหวะเข้าลงทุนแล้วหากอิงจากปัจจัยพื้นฐาน
    นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด  กล่าวว่า ขณะนี้มีทริกเกอร์ฟันด์(กองทุนที่ตั้งเป้าผลตอบแทนในระยะเวลาที่กำหนด) อีกประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาท ที่รอลงทุนในตลาดหุ้นไทย สอดคล้องกับนายจรัมพร โชติเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวก่อนหน้านี้ว่า มีเงินจากทริกเกอร์ฟันด์ กองทุนลดหย่อนภาษี ทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) รวมประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ที่รอลงทุน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,857
วันที่  30  มิถุนายน  - 3   กรกฎาคม  พ.ศ. 2556

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่