ธปท.เผยหนี้ครัวเรือนยังพุ่งไม่หยุด ไตรมาสแรกปี 2556 โต 16.24% ดันหนี้คงค้างทั้งระบบเฉียด 9 ล้านล้านบาท ชี้กลุ่มโบรกเกอร์โตมากสุด 67%
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมวันนี้ โดยมีความกังวลสถานการณ์หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาเป็นไปได้น้อยลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินตรงกันว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50%
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า การกู้ยืมภาคครัวเรือนของสถาบันรับฝากเงินทั้งระบบ พบว่า ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2556 สถาบันรับฝากเงินทั้งระบบมียอดการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนรวม 8.97 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มียอดรวมอยู่ที่ 7.72 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 1.25 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 16.24%
นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายความเสี่ยง ธปท. กล่าวว่า ธปท.ยังเป็นห่วงและติดตามดูสถานการณ์หนี้ภาคครัวเรือนอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับที่ติดตามดูสถานการณ์ทางด้านภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการเพิ่มเติมออกมา
นอนแบงก์เพิ่มมากที่สุด 27.66%
การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนดังกล่าว แบ่งเป็น การเพิ่มขึ้นในส่วนของสถาบันรับฝากเงิน ประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจ สหกรณ์ออมทรัพย์ และ สถาบันรับฝากเงินอื่นๆ ซึ่งมียอดการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคครัวเรือน ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2556 รวมที่ 7.84 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 6.83 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 14.76%
นอกจากนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นในส่วนของ สถาบันการเงินอื่น ซึ่งประกอบด้วย บริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล บริษัทประกันภัยและชีวิต บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธุรกิจบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน โรงรับจำนำ และ สถาบันการเงินอื่นๆ โดยกลุ่มเหล่านี้มียอดการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2556 ที่ 1.13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 8.84 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 2.44 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 27.66%
แบงก์พาณิชย์เพิ่ม 20.68%
รายงานข่าวระบุว่า ในส่วนของสถาบันรับฝากเงิน ที่มียอดการปล่อยสินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2556 เพิ่มขึ้น 14.76% นั้น แบ่งออกเป็น การเพิ่มขึ้นในส่วนของ ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไตรมาสแรก มียอดปล่อยสินเชื่อแก่ภาคครัวเรือนคงค้างอยู่ที่ 3.76 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมียอดคงค้างอยู่ที่ 3.11 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 6.44 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 20.68%
นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มขึ้นในส่วนของธนาคารเฉพาะกิจ โดย ณ สิ้นไตรมาสแรก มียอดการปล่อยสินเชื่อคงค้างที่ 2.72 ล้านล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2.53 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 1.92 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 7.6% ขณะที่ สหกรณ์ออมทรัพย์ มียอดปล่อยสินเชื่อในไตรมาสแรกที่ 1.35 ล้านล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.17 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.77 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 15.1%
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสถาบันรับฝากเงินอื่น เช่น บริษัทเงินทุน (บง.) และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ มียอดการให้กู้ยืมภาคครัวเรือนคงค้าง ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2556 ลดลงราว 70% โดยลดลงจากระดับ 8.86 พันล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 มาอยู่ที่ 2.65 พันล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2556 หรือลดลงราว 6.2 พันล้านบาท
สำหรับในส่วนของสถาบันการเงินอื่น ที่มียอดการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น 27.66% นั้น แบ่งเป็น การเพิ่มขึ้นในส่วนของ กลุ่มบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล โดยไตรมาสแรกปี 2556 กลุ่มบริษัทเหล่านี้มียอดการให้กู้ยืมภาคครัวเรือนรวม 8.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 6.61 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 2.19 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 33.2%
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบริษัทประกันชีวิตและประกันภัย ซึ่งกลุ่มนี้มียอดการปล่อยสินเชื่อภาคครัวเรือน รวม 7.24 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 6.88 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 3.53 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 5.14%
บริษัทหลักทรัพย์ปล่อยสินเชื่อมากที่สุด
ส่วนกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ถือเป็นกลุ่มที่มีการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นสูงที่สุด โดย ณ สิ้นไตรมาสแรก กลุ่ม บล.มีการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนรวม 5.68 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 3.39 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 2.29 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 67.48%
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มโรงรับจำนำ ซึ่งมีการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนรวม 6.17 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 5.79 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 3.77 พันล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 6.51%
ขณะที่ กลุ่มสถาบันการเงินอื่นๆ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือ บรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อย เป็นต้นนั้น มียอดการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนรวม 6.63 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 5.57 พันล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 1.06 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 19.02%
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มของธุรกิจบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน มียอดการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2556 ลดลง มาอยู่ที่ 5.14 หมื่นล้านบาท เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 5.74 หมื่นล้านบาท หรือลดลงราว 5.98 พันล้านบาท คิดเป็นการลดลง 10.4%
กสิกรคุมเข้มสินเชื่อบัตรเครดิต
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนกว่า 8 ล้านล้านบาท มาจากบัตรเครดิตเพียง 2.6 แสนล้านบาท ถือว่าไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้หนี้สูงขึ้น ประกอบกับเป็นกลุ่มที่มีรายได้ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท
อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นจากการผ่อนรถในโครงการรถคันแรกทำให้การใช้จ่ายของลูกค้ากลุ่มนี้ชะลอลง โดยการอนุมัติบัตรเครดิตของธนาคารมียอดการอนุมัติลดลงแต่ไม่มากนัก หรืออยู่ที่ระดับ 70% ของใบสมัครที่เข้ามา
นายชาติชาย กล่าวว่า ผลกระทบหนี้ครัวเรือนที่มีต่อธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารมีไม่มากนัก เนื่องจากธนาคารไม่ได้เน้นการขยายสินเชื่อเพื่อสร้างรายได้ดอกเบี้ยมากนัก แต่จะเน้นกระตุ้นให้ลูกค้าใช้จ่ายผ่านบัตรเพื่อสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมมากกว่า โดยในแต่ละปียอดบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้นประมาณ 20% จะมาจากฐานลูกค้าใหม่ที่เข้ามาประมาณ 25% ส่วนลูกค้าเก่ามีการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น 5%
สำหรับ ภาพรวมบัตรเครดิตของไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 12-14% ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปีก่อนที่เติบโต 14% ในส่วนของธนาคารมียอดบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นแล้ว 6-7 แสนบัตร ทำให้คาดว่าฐานบัตรจะเพิ่มขึ้นเป็น 3-3.1 ล้านบัตรในสิ้นปีนี้
“ครึ่งปีแรกยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรของธนาคารยังเติบโตได้น้อยกว่าเป้าหมายเล็กน้อย หรือเพิ่มขึ้นเพียง 1.1 แสนล้านบาท จากเป้าหมาย 1.2 แสนล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังแม้แนวโน้มจะชะลอตัวกว่าปีที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าการใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลและทำให้ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2.8 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 25%”
ยูโอบี เผยยอดผิดชำระเพิ่ม 0.2%
นายยุทธชัย เตยะราชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ในระบบเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 2.2% ในต้นปีที่ผ่านมา ในส่วนของธนาคารเริ่มเห็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันแต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าตลาดที่ 2% เนื่องจากธนาคารได้หันมามุ่งเน้นลูกค้าระดับบนเป็นหลัก โดยลูกค้าบัตรเครดิตของธนาคารส่วนใหญ่หรือกว่า 70% มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 หมื่นบาทต่อเดือน และมีการชำระเต็มในสัดส่วน 60%
“เป้าหมายการขยายฐานบัตรใหม่อยู่ที่ 10% หรือ 6 หมื่นบัตร แต่น่าจะถึงเป้าหมายได้ยาก เพราะว่าแนวโน้มเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น ทำให้การอนุมัติลดลงจากเดิมที่อนุมัติประมาณ 45% ลดลงมาเหลือ 40% ซึ่งภาระหนี้ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นไปโดยปริยาย เพราะเราดูข้อมูลจากเครดิตบูโร”
“บัณฑิต”ชี้ดอกเบี้ยกนง.เหมาะสม
ด้าน นายบัณฑิต นิจถาวร ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ทิศทางของดอกเบี้ยในประเทศนั้น ต้องพิจารณาดูในเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อประกอบกันไป หากอัตราเงินเฟ้อของไทยยังต่ำและไม่เป็นประเด็น คงไม่มีความจำเป็นที่ ธปท.จะต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย
ในส่วนของการเติบโตทางเศรษฐกิจเองนั้น หากระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปได้ ก็ถือเป็นระดับที่เหมาะสมแล้ว แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจลง แต่ก็คงต้องดูภาพรวมด้วยว่ายังสามารถเติบโตได้หรือไม่
ในช่วงที่เงินไหลออก ทำให้ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกของไทย นั่นอาจจะทำให้ตัวเลขการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี กลับมาดีขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านมา และช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยภาพรวมได้เช่นกัน
เครดิต
ธปท.เผยหนี้ครัวเรือนพุ่ง ไตรมาส1โต16%
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมวันนี้ โดยมีความกังวลสถานการณ์หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาเป็นไปได้น้อยลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินตรงกันว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50%
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า การกู้ยืมภาคครัวเรือนของสถาบันรับฝากเงินทั้งระบบ พบว่า ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2556 สถาบันรับฝากเงินทั้งระบบมียอดการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนรวม 8.97 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มียอดรวมอยู่ที่ 7.72 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 1.25 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 16.24%
นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายความเสี่ยง ธปท. กล่าวว่า ธปท.ยังเป็นห่วงและติดตามดูสถานการณ์หนี้ภาคครัวเรือนอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับที่ติดตามดูสถานการณ์ทางด้านภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการเพิ่มเติมออกมา
นอนแบงก์เพิ่มมากที่สุด 27.66%
การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนดังกล่าว แบ่งเป็น การเพิ่มขึ้นในส่วนของสถาบันรับฝากเงิน ประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจ สหกรณ์ออมทรัพย์ และ สถาบันรับฝากเงินอื่นๆ ซึ่งมียอดการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคครัวเรือน ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2556 รวมที่ 7.84 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 6.83 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 14.76%
นอกจากนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นในส่วนของ สถาบันการเงินอื่น ซึ่งประกอบด้วย บริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล บริษัทประกันภัยและชีวิต บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธุรกิจบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน โรงรับจำนำ และ สถาบันการเงินอื่นๆ โดยกลุ่มเหล่านี้มียอดการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2556 ที่ 1.13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 8.84 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 2.44 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 27.66%
แบงก์พาณิชย์เพิ่ม 20.68%
รายงานข่าวระบุว่า ในส่วนของสถาบันรับฝากเงิน ที่มียอดการปล่อยสินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2556 เพิ่มขึ้น 14.76% นั้น แบ่งออกเป็น การเพิ่มขึ้นในส่วนของ ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไตรมาสแรก มียอดปล่อยสินเชื่อแก่ภาคครัวเรือนคงค้างอยู่ที่ 3.76 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมียอดคงค้างอยู่ที่ 3.11 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 6.44 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 20.68%
นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มขึ้นในส่วนของธนาคารเฉพาะกิจ โดย ณ สิ้นไตรมาสแรก มียอดการปล่อยสินเชื่อคงค้างที่ 2.72 ล้านล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2.53 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 1.92 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 7.6% ขณะที่ สหกรณ์ออมทรัพย์ มียอดปล่อยสินเชื่อในไตรมาสแรกที่ 1.35 ล้านล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.17 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.77 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 15.1%
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสถาบันรับฝากเงินอื่น เช่น บริษัทเงินทุน (บง.) และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ มียอดการให้กู้ยืมภาคครัวเรือนคงค้าง ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2556 ลดลงราว 70% โดยลดลงจากระดับ 8.86 พันล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 มาอยู่ที่ 2.65 พันล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2556 หรือลดลงราว 6.2 พันล้านบาท
สำหรับในส่วนของสถาบันการเงินอื่น ที่มียอดการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น 27.66% นั้น แบ่งเป็น การเพิ่มขึ้นในส่วนของ กลุ่มบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล โดยไตรมาสแรกปี 2556 กลุ่มบริษัทเหล่านี้มียอดการให้กู้ยืมภาคครัวเรือนรวม 8.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 6.61 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 2.19 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 33.2%
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบริษัทประกันชีวิตและประกันภัย ซึ่งกลุ่มนี้มียอดการปล่อยสินเชื่อภาคครัวเรือน รวม 7.24 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 6.88 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 3.53 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 5.14%
บริษัทหลักทรัพย์ปล่อยสินเชื่อมากที่สุด
ส่วนกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ถือเป็นกลุ่มที่มีการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นสูงที่สุด โดย ณ สิ้นไตรมาสแรก กลุ่ม บล.มีการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนรวม 5.68 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 3.39 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 2.29 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 67.48%
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มโรงรับจำนำ ซึ่งมีการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนรวม 6.17 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 5.79 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 3.77 พันล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 6.51%
ขณะที่ กลุ่มสถาบันการเงินอื่นๆ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือ บรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อย เป็นต้นนั้น มียอดการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนรวม 6.63 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 5.57 พันล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 1.06 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 19.02%
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มของธุรกิจบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน มียอดการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2556 ลดลง มาอยู่ที่ 5.14 หมื่นล้านบาท เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 5.74 หมื่นล้านบาท หรือลดลงราว 5.98 พันล้านบาท คิดเป็นการลดลง 10.4%
กสิกรคุมเข้มสินเชื่อบัตรเครดิต
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนกว่า 8 ล้านล้านบาท มาจากบัตรเครดิตเพียง 2.6 แสนล้านบาท ถือว่าไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้หนี้สูงขึ้น ประกอบกับเป็นกลุ่มที่มีรายได้ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท
อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นจากการผ่อนรถในโครงการรถคันแรกทำให้การใช้จ่ายของลูกค้ากลุ่มนี้ชะลอลง โดยการอนุมัติบัตรเครดิตของธนาคารมียอดการอนุมัติลดลงแต่ไม่มากนัก หรืออยู่ที่ระดับ 70% ของใบสมัครที่เข้ามา
นายชาติชาย กล่าวว่า ผลกระทบหนี้ครัวเรือนที่มีต่อธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารมีไม่มากนัก เนื่องจากธนาคารไม่ได้เน้นการขยายสินเชื่อเพื่อสร้างรายได้ดอกเบี้ยมากนัก แต่จะเน้นกระตุ้นให้ลูกค้าใช้จ่ายผ่านบัตรเพื่อสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมมากกว่า โดยในแต่ละปียอดบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้นประมาณ 20% จะมาจากฐานลูกค้าใหม่ที่เข้ามาประมาณ 25% ส่วนลูกค้าเก่ามีการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น 5%
สำหรับ ภาพรวมบัตรเครดิตของไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 12-14% ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปีก่อนที่เติบโต 14% ในส่วนของธนาคารมียอดบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นแล้ว 6-7 แสนบัตร ทำให้คาดว่าฐานบัตรจะเพิ่มขึ้นเป็น 3-3.1 ล้านบัตรในสิ้นปีนี้
“ครึ่งปีแรกยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรของธนาคารยังเติบโตได้น้อยกว่าเป้าหมายเล็กน้อย หรือเพิ่มขึ้นเพียง 1.1 แสนล้านบาท จากเป้าหมาย 1.2 แสนล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังแม้แนวโน้มจะชะลอตัวกว่าปีที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าการใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลและทำให้ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2.8 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 25%”
ยูโอบี เผยยอดผิดชำระเพิ่ม 0.2%
นายยุทธชัย เตยะราชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ในระบบเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 2.2% ในต้นปีที่ผ่านมา ในส่วนของธนาคารเริ่มเห็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันแต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าตลาดที่ 2% เนื่องจากธนาคารได้หันมามุ่งเน้นลูกค้าระดับบนเป็นหลัก โดยลูกค้าบัตรเครดิตของธนาคารส่วนใหญ่หรือกว่า 70% มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 หมื่นบาทต่อเดือน และมีการชำระเต็มในสัดส่วน 60%
“เป้าหมายการขยายฐานบัตรใหม่อยู่ที่ 10% หรือ 6 หมื่นบัตร แต่น่าจะถึงเป้าหมายได้ยาก เพราะว่าแนวโน้มเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น ทำให้การอนุมัติลดลงจากเดิมที่อนุมัติประมาณ 45% ลดลงมาเหลือ 40% ซึ่งภาระหนี้ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นไปโดยปริยาย เพราะเราดูข้อมูลจากเครดิตบูโร”
“บัณฑิต”ชี้ดอกเบี้ยกนง.เหมาะสม
ด้าน นายบัณฑิต นิจถาวร ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ทิศทางของดอกเบี้ยในประเทศนั้น ต้องพิจารณาดูในเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อประกอบกันไป หากอัตราเงินเฟ้อของไทยยังต่ำและไม่เป็นประเด็น คงไม่มีความจำเป็นที่ ธปท.จะต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย
ในส่วนของการเติบโตทางเศรษฐกิจเองนั้น หากระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปได้ ก็ถือเป็นระดับที่เหมาะสมแล้ว แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจลง แต่ก็คงต้องดูภาพรวมด้วยว่ายังสามารถเติบโตได้หรือไม่
ในช่วงที่เงินไหลออก ทำให้ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกของไทย นั่นอาจจะทำให้ตัวเลขการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี กลับมาดีขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านมา และช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยภาพรวมได้เช่นกัน
เครดิต