ราชการครุ80%มีปันหาหนี้รวม1.4ลล฿แม้ใกล้กเสียนยังก่อหนี้จนเดือนร้อนตอนแก่

กระทู้คำถาม



#สรุป สังคมครู เอื้อต่อการกู้พร้อมเป็นหนี้ง่ายมาก ทั้งประเทศมีข้าราชการครูราว 1 ล้านคน แต่มีปัญหาหนี้สินพะรุงพะรังเกือบ 9 แสนคน รวมกัน 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน จริงๆ ข้าราชครูถือว่ามีเงินเดือนสูงเกือบที่สุดในกลุ่มข้าราชการพลเรือนในอายุราชการและระดับขั้นใกล้กัน ยิ่งช่วงใกล้เกษียณมีเงินเดือนกันราว 60,000-70,000 บาท บวกค่าวิทยฐานะอีกก็ไปถึง 80,000++ เกษียณมารับบำนาญราว 70% ของเงินเดือนงวดสุดท้าย แต่กลับเป็นหนี้กันเพียบ จนมาเดือดร้อนตัวเองตอนแก่ สงสัยจังว่ากล้าเอาความรู้ไปสอนเด็กเรื่องการเงิน การออมได้ยังไงทั้งที่ผู้สอนก่อหนี้ท่วมขนาดนี้
.
‘หนี้ครู’ กลายเป็นปัญหาที่หยั่งรากฝังลึกในระบบการศึกษาไทย แม้หลายรัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหาหนี้ครู แต่เหมือนยิ่งแก้ยิ่งไม่หมด แล้วปมปัญหาของเรื่องนี้อยู่ตรงไหน? ทำไมต่อให้มีมาตรการมากมาย เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก แต่ครูก็ยังเป็นหนี้สูงมาก มากกว่าข้าราชการในทุกๆ หน่วยงานเสียอีก
.
ภาพรวมของปัญหาหนี้ครู และบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ
.
🔹ครู 9 แสนคนทั้งประเทศ หรือประมาณ 80% มีหนี้รวมกัน 1.4 ล้านล้านบาท
🔹เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดคือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู จำนวน 8.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 64%
🔹ธนาคารออมสินมีมูลค่าหนี้ 3.49 แสนล้านบาท คิดเป็น 25%
🔹ธนาคารกรุงไทยที่มูลค่าหนี้ 6.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 4%
🔹ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่มีมูลค่าหนี้ 6.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 4%
🔹ครูมากกว่า 30% ที่มีเงินเดือนคงเหลือสุทธิหลังหักชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 30%
.
ขณะเดียวกัน จากประเมินการว่าครู และบุคลากรที่ทำงานอยู่ และเกษียณอายุไปแล้วราว 7.2 แสนคน (ทั้งที่ยังทำงานอยู่ และเกษียณไปแล้ว) มีหนี้สินในระบบรวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาท หรือโดยเฉลี่ยมีหนี้สินราว 1.94 ล้านบาทต่อคน ซึ่งหลายคนมีเงินเดือนหลังหักชำระหนี้แล้วไม่พอใช้ ทำให้ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบเพิ่ม และบางคนต้องออกจากข้าราชการเพราะถูกฟ้องล้มละลาย
.
นี่เป็นเพียงหนี้ในระบบที่ตามเก็บตัวเลขได้เท่านั้น แต่ครูยังมีหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงลิบลิ่วอยู่อีกจำนวนมาก คำว่า ‘ชักหน้าไม่ถึงหลัง’ ถูกใช้เรียกชีวิตทางการเงินของครูจำนวนมาก ด้วยภาระค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับภาระทางบ้านและภาระในหน้าที่การงาน
.
ข้าราชการกู้ง่ายมากจริงๆ ยิ่งสหกรณ์ครูฯ ยิ่งกู้ง่าย ยื่นเอกสารวันนี้ ได้เงินพรุ่งนี้แล้ว ทำให้ครูหลายคนตัดสินใจกู้ได้แบบไม่คิดมาก
.
ครูที่อยู่กันมานาน เงินเดือน 30,000-40,000 บาท อาจจะไม่ลำบาก แต่คุณครูบรรจุใหม่ที่เงินเดือนยังแค่ 15,000-20,000 บาท อันนี้ก็อาจมีปัญหาบ้าง
.
ทั้งนี้แม้ครูจะมีค่าใช้จ่าย ‘จำเป็น’ อยู่พอสมควร แต่ขณะเดียวกันพลก็ยอมรับว่า ครูก็มีค่าใช้จ่ายที่ ‘ไม่จำเป็น’ อยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่แต่ละคนเลือกจัดการชีวิตตัวเอง
.
ทันทีที่ครูสอบบรรจุได้ จะมีสิ่งเร้าจำนวนมากเข้ามาในนามของสินค้าผ่อนจ่ายและบัตรเครดิต ทุนนิยมทำงานอย่างมั่นคงและหนักข้อ เป็นภาพที่เกิดขึ้นเหมือนครูเมื่อ 40 ปีที่แล้วไม่ผิดเพี้ยน
.
พอบรรจุแล้วเนื้อหอมเลย มาถวายกันถึงโรงเรียน
.
ธนาคารจะมาหาครูที่โรงเรียน ไม่ใช่แค่บัตรเครดิตนะ ประกันก็มาบ่อย เขาก็จะมาขออนุญาต ผอ. ก็ต้องอนุญาตเป็นมารยาท เขาก็จะเดินไปตื๊อครูคนนั้นคนนี้ สอนๆ อยู่จะให้ทำให้ได้ ครูบางคนก็ไม่ชอบ เขาก็ไม่อยากทำ ส่วนใหญ่ครูเขาเอาสหกรณ์ฯ เป็นที่ตั้ง เพราะสหกรณ์ฯ มีสินเชื่อตัวหนึ่งเรียกว่าสินเชื่อฉุกเฉิน ที่คล้ายๆ กับบัตรเงินสด มีเงินใส่บัญชีให้เราเลย 300,000-500,000 บาท ขึ้นอยู่กับอัตราเงินเดือน
.
มาถึงตรงนี้ หากครูคนไหนตัดสินใจทำบัตรเครดิตหรือซื้อประกัน ก็จะเริ่มมีภาระผูกพันรายเดือนเข้ามา และเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัดสินใจกู้เงินก้อนใหญ่จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เงินเดือนที่น้อยอยู่แล้วก็จะร่อยหรอลงไปอีกจนกลายเป็นปัญหางูกินหางที่ต้องกลับมากู้ใหม่เพื่อใช้จ่าย
.
เป็นที่รู้กันว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็น ‘เพื่อนแท้ยามยาก’ ของเหล่าข้าราชการครูโดยแท้ เพราะทันทีที่บรรจุเป็นข้าราชการ ครูจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ และเริ่มจ่ายค่าหุ้นรายเดือน จนถึงระยะที่หุ้นถึงแล้วก็จะสามารถกู้เงินจากสหกรณ์ฯ ได้ โดยการกู้สหกรณ์ฯ มีข้อดีคือดอกเบี้ยตายตัวตลอดการชำระเงินกู้อยู่ที่ประมาณ 5-7% (แล้วแต่สหกรณ์ฯ กำหนด) ผ่อนยาวๆ กันได้ถึง 200-250 งวด ทั้งนี้เมื่อถึงปลายปี สหกรณ์ฯ ยังมีปันผลเฉลี่ยให้เพื่อนสมาชิกครูด้วย
.
ด้วยการเป็นสถาบันการเงินที่ ‘ใจดี’ เช่นนี้ ทำให้ครูหลายคนตัดสินใจเป็นหนี้ก้อนแรกจากสหกรณ์ฯ เสมอ ส่วนมากมักกู้ไปทำเรื่องใหญ่และสำคัญในชีวิต เช่น แต่งงาน หรือโปะหนี้ก้อนใหญ่ของสถาบันการเงินอื่น เป็นต้น
.
ข้าราชการกู้ง่ายมากจริงๆ ยิ่งสหกรณ์ครูฯ ยิ่งกู้ง่าย ยื่นเอกสารวันนี้ ได้เงินพรุ่งนี้แล้ว ทำให้ครูหลายคนตัดสินใจกู้ได้แบบไม่คิดมาก
.
ครูที่อยู่กันมานาน เงินเดือน 30,000-40,000 บาท อาจจะไม่ลำบาก แต่คุณครูบรรจุใหม่ที่เงินเดือนยังแค่ 15,000-20,000 บาท อันนี้ก็อาจมีปัญหาบ้าง
.
ทั้งนี้แม้ครูจะมีค่าใช้จ่าย ‘จำเป็น’ อยู่พอสมควร แต่ขณะเดียวกันพลก็ยอมรับว่า ครูก็มีค่าใช้จ่ายที่ ‘ไม่จำเป็น’ อยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่แต่ละคนเลือกจัดการชีวิตตัวเอง
.
ทันทีที่ครูสอบบรรจุได้ จะมีสิ่งเร้าจำนวนมากเข้ามาในนามของสินค้าผ่อนจ่ายและบัตรเครดิต ทุนนิยมทำงานอย่างมั่นคงและหนักข้อ เป็นภาพที่เกิดขึ้นเหมือนครูเมื่อ 40 ปีที่แล้วไม่ผิดเพี้ยน
.
พอบรรจุแล้วเนื้อหอมเลย มาถวายกันถึงโรงเรียน
.
ธนาคารจะมาหาครูที่โรงเรียน ไม่ใช่แค่บัตรเครดิตนะ ประกันก็มาบ่อย เขาก็จะมาขออนุญาต ผอ. ก็ต้องอนุญาตเป็นมารยาท เขาก็จะเดินไปตื๊อครูคนนั้นคนนี้ สอนๆ อยู่จะให้ทำให้ได้ ครูบางคนก็ไม่ชอบ เขาก็ไม่อยากทำ ส่วนใหญ่ครูเขาเอาสหกรณ์ฯ เป็นที่ตั้ง เพราะสหกรณ์ฯ มีสินเชื่อตัวหนึ่งเรียกว่าสินเชื่อฉุกเฉิน ที่คล้ายๆ กับบัตรเงินสด มีเงินใส่บัญชีให้เราเลย 300,000-500,000 บาท ขึ้นอยู่กับอัตราเงินเดือน
.
มาถึงตรงนี้ หากครูคนไหนตัดสินใจทำบัตรเครดิตหรือซื้อประกัน ก็จะเริ่มมีภาระผูกพันรายเดือนเข้ามา และเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัดสินใจกู้เงินก้อนใหญ่จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เงินเดือนที่น้อยอยู่แล้วก็จะร่อยหรอลงไปอีกจนกลายเป็นปัญหางูกินหางที่ต้องกลับมากู้ใหม่เพื่อใช้จ่าย
.
เป็นที่รู้กันว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็น ‘เพื่อนแท้ยามยาก’ ของเหล่าข้าราชการครูโดยแท้ เพราะทันทีที่บรรจุเป็นข้าราชการ ครูจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ และเริ่มจ่ายค่าหุ้นรายเดือน จนถึงระยะที่หุ้นถึงแล้วก็จะสามารถกู้เงินจากสหกรณ์ฯ ได้ โดยการกู้สหกรณ์ฯ มีข้อดีคือดอกเบี้ยตายตัวตลอดการชำระเงินกู้อยู่ที่ประมาณ 5-7% (แล้วแต่สหกรณ์ฯ กำหนด) ผ่อนยาวๆ กันได้ถึง 200-250 งวด ทั้งนี้เมื่อถึงปลายปี สหกรณ์ฯ ยังมีปันผลเฉลี่ยให้เพื่อนสมาชิกครูด้วย
.
ด้วยการเป็นสถาบันการเงินที่ ‘ใจดี’ เช่นนี้ ทำให้ครูหลายคนตัดสินใจเป็นหนี้ก้อนแรกจากสหกรณ์ฯ เสมอ ส่วนมากมักกู้ไปทำเรื่องใหญ่และสำคัญในชีวิต เช่น แต่งงาน หรือโปะหนี้ก้อนใหญ่ของสถาบันการเงินอื่น เป็นต้น
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่