หลังจากที่เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้วผมโพสต์กระทู้นี้
http://pantip.com/topic/30456040 ถามเกี่ยวกับการออกกำลังกาย
ผมก็ได้วิ่งอย่างต่อเนื่อง จนผมก็อยากให้เพื่อนๆใน facebook ของผมออกกำลังกายบ้าง จึงเขียนบทความ เลยอยากเอามาโพสต์ที่นี่ให้ลองอ่านกันด้วยครับ
----
ในช่วงนี้สังเกตุได้ว่า trend รักษ์สุขภาพมาแรงมาก ผมเห็นดาราหลายคนถ่ายรูปตอนเล่นโยคะบ้าง พิลาทิสบ้าง ปั่นจักรยานบ้าง ลงใน instagram หรือเห็นตามเว็บต่างๆ ซึ่งในตอนแรกผมรู้สึกเฉยๆกับการออกกำลังกาย เพราะมีช่วงนึงที่ลดน้ำหนักโดยการเลือกกินและกินน้อยๆ(หรือเรียกว่าอดเลยก็ได้) น้ำหนักก็ลงมาพอสมควรอยู่ จึงคิดว่าอาจจะไม่จำเป็นมากที่จะต้องออกกำลังกาย แต่แล้วผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนึงที่มีชื่อว่า "เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง" ของ ฮารูกิ มูราคามิ เนื้อหาในหนังสือบันทึกเกี่ยวกับการวิ่งของเค้า(แนะนำให้อ่านมากๆ) ซึ่งพออ่านหนังสือเล่มนี้จบผมเริ่มสนใจเกี่ยวกับการวิ่งขึ้นมา บวกกับมีวันนึงได้ฟังพี่ๆวง scrubb กำลังให้สัมภาษณ์ทางวิทยุ (แต่ผมฟังทาง internet นะ) พี่เมื่อยได้กล่าวถึงเรื่องการออกกำลังกายว่าทำให้นอนหลับสบายขึ้น ทำให้ได้คิดเรื่องดีๆมากขึ้น ได้แต่งเพลงเนื้อหาดีๆ เมื่อฟังเสร็จแล้ว ผมที่ค่อนข้างสนใจเรื่องการออกกำลังกายอยู่แล้ว จึงสนใจมากขึ้นไปอีก
มีอยู่คืนนึง ซึ่งเป็นคืนที่ผมทำกิจกรรมปกติที่ทำเป็นประจำ คือเล่น facebook, hon, กีตาร์ และเข้าเว็บอ่านอะไรไปเรื่อย เมื่อมองดูเวลา ผมรู้ทันทีว่าสมควรจะนอนได้แล้ว เวลานั้นก็คือ 8 โมงเช้า ใช่แล้วครับ 8 โมงเช้าวันอังคาร ผมทำการปิดคอมและนอนทันที เมื่อหัวถึงหมอน แน่นอนว่าผมอยากที่จะหลับทันทีแล้วพบกันตอนบ่ายๆนะโลกอันสดใส แต่เวลาผ่านไปห้านาที.. เอ๊ะ ยังไม่หลับ สิบนาทีผ่านไป.. ยังตื่นอยู่ ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว.. ก็ยังไม่หลับ อะไรวะเนี่ยย!! ผมคิดในใจ เห้ย ทำไมกูนอนไม่หลับวะ พอนอนไม่หลับหัวก็คิดมาก คิดไปนู่นนี่นั่น คิดถึงงานแต่ง คิดถึงงานขึ้นบ้านใหม่ (เวอร์ไปๆ) พอคิดไปได้ซักพัก ก็ได้คิดถึงสิ่งที่ผมสนใจในย่อหน้าแรกที่ทุกท่านเพิ่งอ่านไป ผมเลยตัดสินใจว่า เอาวะ ตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายของอีกวัน (วันเดียวกันนี่แหละ) ต้องปฎิวัติตัวเองแล้ว ด้วยการออกไปออกกำลังกาย วิธีไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ แต่วันนึงต้องออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง อ่านหนังสืออีก 1 ชั่วโมง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมออกกำลังกายอย่างจริงจัง
เมื่อตื่นขึ้นมาผมทำธุระส่วนตัว กินข้าว กินกาแฟ เช็ค facebook, instagram, line, twitter, whatsapp เสร็จทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เวลาประมาณ 6 โมงเย็น ผมปั่นจักรยานไปที่สนามบอลของมหาลัยเพื่อที่จะวิ่ง พอถึงปุ๊บ เหมือนเด็กอยากลองของ ผมวิ่งทันทีโดยที่ไม่มีการวอร์มอัพใดๆทั้งสิ้น วิ่งไปได้แค่ครึ่งรอบสนามเท่านั้น ผมก็ต้องเปลี่ยนจากการวิ่งเป็นการเดินแล้ว เพราะทั้งจุก ทั้งเจ็บหน้าอก ทั้งเหนื่อย ทั้งหอบ แต่พอวิ่งไปซักพักเหมือนร่างกายจะชินและพอจะทำใจได้ ในระหว่างทางผมวิ่ง 3 รอบ เดินรอบนึง วิ่งไปอย่างไม่เร็วมาก จนวันนั้นก็วิ่งครบ 1 ชั่วโมง พอมาดูในแอพ Run Keeper ที่เราตั้งไว้ก็ได้ระยะทางประมาณ 6.9 กิโลเมตร ซึ่งผมถือว่าเยอะมากสำหรับวันแรก (ไม่รู้ว่าวิ่งไปได้ไง) พอวิ่งเสร็จผมก็ระบายเป็นตัวหนังสือผ่านทาง facebook โดยอ่านข้อความในวันนั้นได้ที่นี่
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151682916819954&set=a.426230504953.215259.697949953 หลังจากนั้นผมก็วิ่งทุกวันจนถึงวันนี้ เป็นระยะเวลาประมาณ 10 กว่าวันแล้ว (พักไปประมาณ 2 วัน เพราะเจ็บเข่าเนื่องจากซ่า วิ่งเร็วเกินไป ส่วนวันที่พักผมก็ไปปั่นจักรยานแทน)
หลายวันที่ผ่านมาสำหรับการวิ่งนั้น ผมได้โพสต์สิ่งที่ได้คิดและคิดได้ระหว่างวิ่งลงไปใน facebook และ twitter บ้างแล้ว แต่ถ้าจะให้พูดถึงประโยชน์หลักๆสำหรับผม (ของผมนะ ของคนอื่นไม่รู้) ที่ได้จากการวิ่ง นอกจากการเผาผลาญพลังงานประมาณ 400-500 kcal ต่อ 1 ชั่วโมง นอกจากการทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น นอกจากลดไขมันในเลือด นอกจากทำให้ผอมลง (ผอมลงเลยนะสาวๆ) แบ่งเป็นข้อๆได้ตามนี้
1. ทำให้เหนื่อยกับการทำสิ่งต่างๆน้อยลง - การวิ่งเป็นอะไรที่ทำให้ค่อนข้างเหนื่อยและทรมารมาก ทั้งต่อร่างกาย ทั้งจิตใจ บางทีเราก็เจ็บขา เจ็บน่อง เจ็บเข่า เจ็บตับ(ไม่เกี่ยว) หิวน้ำ ฯลฯ แต่เราก็ยังเลือกที่จะฝืนทำ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ (อย่างของผม 1 ชั่วโมงต่อ 1 วัน) เหนื่อยกับการวิ่งขนาดนี้เรายังทนไหว แล้วการทนต่อสิ่งอื่นๆ ที่อาจจะเป็นเรื่องงาน เรื่องความคิดฟุ้งซ่าน เรื่องทะเลาะกับแฟน หรือเรื่องอื่นที่มันมีผลกระทบต่อจิตใจอย่างเดียว ก็ไม่น่าจะเหนื่อยเท่ากับการวิ่ง จริงไหม? แล้วผมค้นพบว่าการวิ่งมันทำให้คิดวิธีการแก้ปัญหาออกด้วยนะ
2. ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง - การอยู่กับตัวเองคืออะไรวะ ทุกวันนี้ก็อยู่กับตัวเองอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ ไม่ใช่ๆ ผมไม่ได้หมายความว่าอยู่แบบนั้น การอยู่กับตัวเองในที่นี้คือ ความเงียบในจิตใจ ในขณะที่วิ่งอยู่นั้นมันทำให้ผมคิดถึงสิ่งที่ผ่านมา สิ่งที่ทำอยู่ และสิ่งที่กำลังจะทำต่อ มันคงคล้ายๆกับการคิดถึง อดีต ปัจจุบัน อนาคต นั่นแหละ แต่ก็ไม่ใช่ว่าวิ่งแล้วคิดไปตลอดเวลาที่วิ่งนะ (ถ้าแบบนั้นผมว่าคนที่วิ่งคงบ้าทุกคนแล้วล่ะ) ด้วยลักษณะของการวิ่งนั้นคือการพุ่งไป มันจึงมีแนวโน้มที่จะทำให้คิดไปข้างหน้าและส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่ดีนะ
3. ทำให้สมาธิดีขึ้น - โดยปกติแล้วผมชอบเล่นกีตาร์ เวลาที่ซ้อมหรือฝึกกีตาร์ในขณะที่เปิดคอมไปด้วย ทำให้ไม่มีสมาธิเท่าไร เดี๋ยวแปปๆเราก็แว๊บไปดู facebook บ้าง twitter บ้าง line บ้าง นู่นนี่นั่นเต็มไปหมด พอวิ่งแล้ว ทำให้ผมซ้อมกีตาร์ได้นานขึ้น จดจ่อได้มากขึ้น และอีกอย่างนึงที่ผมไม่แน่ใจว่าเกี่ยวหรือเปล่าคือผมชอบอ่านหนังสืออ่านมากขึ้น ใน 10 วันที่วิ่งผมซื้อหนังสือไป 4 เล่มแล้ว ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยซื้อเลย
4. ไม่มีแล้ว -
อ่าว ทำไมมีแค่สามข้อเองล่ะ? ผมว่าสามข้อแค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว เพราะถ้าคุณออกกำลังกาย ก็คงมีสิ่งที่ได้รับจากการวิ่งแตกต่างกันไปตามประสบการณ์แต่ละคนแน่นอน อาจจะเรียนดีขึ้น หล่อขึ้น หน้าใสขึ้น รวยขึ้น ก็เป็นได้ โดยปกติแล้วผมไม่ใช่คนที่จะเขียนอะไรยาวๆแบบนี้ได้เลย (ขออนุญาติใช้คำว่า "เขียน" ทั้งๆที่พิมพ์ เพราะรู้สึกว่าเท่ห์กว่า) ครั้งสุดท้ายที่เขียนอะไรยาวๆแบบนี้คงเป็นสมัย ม.ปลาย ที่อาจารย์ให้เขียนเรียงความส่ง
ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมพิมพ์มานั้น มีวัตถุประสงค์เดียวคือ เพื่อให้ทุกคนที่ได้อ่านบทความนี้ (ขอเรียกว่าบทความละกันนะ ผมไม่รู้จะเรียกไอที่ผมพิมพ์มาว่าอะไรดี) มีความอยากที่จะไปออกกำลังกายบ้าง ไม่มากก็น้อย จะเตะบอล วิ่ง ปั่นจักรยาน โยคะ รำไทเก๊ก หรืออะไรก็แล้วแต่ ตามที่ชอบได้เลย ร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่แจ่มใส ไม่ต้องหาจากที่ไหนไกลครับ เริ่มจากที่ตัวเรา แค่ออกไปออกกำลังกาย แค่นั้นเอง
สุดท้ายนี้ขอจบลงด้วยประโยคที่ผมได้รับจากการวิ่งวันแรกครับ
"คิดได้วันนี้ ทำวันนี้"
----
สำนวนอาจจะอ่านแล้วรู้สึกแปลกๆก็อย่าว่ากันนะครับ เพราะไม่เคยพิมพ์อะไรยาวขนาดนี้เลย
ปล. ขออนุญาติ tag ห้องสมุดด้วย อยากให้ช่วยดูเรื่องภาษาที่ผมใช้ เพราะผมมีอีกหลายเรื่องเลยที่อยากจะลองพิมพ์เล่นๆให้เพื่อนๆอ่านกันครับ
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผมวิ่งเกือบทุกวัน วิ่งจนลองเขียนเป็นบทความสั้นๆมาให้อ่านกันครับ
ผมก็ได้วิ่งอย่างต่อเนื่อง จนผมก็อยากให้เพื่อนๆใน facebook ของผมออกกำลังกายบ้าง จึงเขียนบทความ เลยอยากเอามาโพสต์ที่นี่ให้ลองอ่านกันด้วยครับ
----
ในช่วงนี้สังเกตุได้ว่า trend รักษ์สุขภาพมาแรงมาก ผมเห็นดาราหลายคนถ่ายรูปตอนเล่นโยคะบ้าง พิลาทิสบ้าง ปั่นจักรยานบ้าง ลงใน instagram หรือเห็นตามเว็บต่างๆ ซึ่งในตอนแรกผมรู้สึกเฉยๆกับการออกกำลังกาย เพราะมีช่วงนึงที่ลดน้ำหนักโดยการเลือกกินและกินน้อยๆ(หรือเรียกว่าอดเลยก็ได้) น้ำหนักก็ลงมาพอสมควรอยู่ จึงคิดว่าอาจจะไม่จำเป็นมากที่จะต้องออกกำลังกาย แต่แล้วผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนึงที่มีชื่อว่า "เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง" ของ ฮารูกิ มูราคามิ เนื้อหาในหนังสือบันทึกเกี่ยวกับการวิ่งของเค้า(แนะนำให้อ่านมากๆ) ซึ่งพออ่านหนังสือเล่มนี้จบผมเริ่มสนใจเกี่ยวกับการวิ่งขึ้นมา บวกกับมีวันนึงได้ฟังพี่ๆวง scrubb กำลังให้สัมภาษณ์ทางวิทยุ (แต่ผมฟังทาง internet นะ) พี่เมื่อยได้กล่าวถึงเรื่องการออกกำลังกายว่าทำให้นอนหลับสบายขึ้น ทำให้ได้คิดเรื่องดีๆมากขึ้น ได้แต่งเพลงเนื้อหาดีๆ เมื่อฟังเสร็จแล้ว ผมที่ค่อนข้างสนใจเรื่องการออกกำลังกายอยู่แล้ว จึงสนใจมากขึ้นไปอีก
มีอยู่คืนนึง ซึ่งเป็นคืนที่ผมทำกิจกรรมปกติที่ทำเป็นประจำ คือเล่น facebook, hon, กีตาร์ และเข้าเว็บอ่านอะไรไปเรื่อย เมื่อมองดูเวลา ผมรู้ทันทีว่าสมควรจะนอนได้แล้ว เวลานั้นก็คือ 8 โมงเช้า ใช่แล้วครับ 8 โมงเช้าวันอังคาร ผมทำการปิดคอมและนอนทันที เมื่อหัวถึงหมอน แน่นอนว่าผมอยากที่จะหลับทันทีแล้วพบกันตอนบ่ายๆนะโลกอันสดใส แต่เวลาผ่านไปห้านาที.. เอ๊ะ ยังไม่หลับ สิบนาทีผ่านไป.. ยังตื่นอยู่ ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว.. ก็ยังไม่หลับ อะไรวะเนี่ยย!! ผมคิดในใจ เห้ย ทำไมกูนอนไม่หลับวะ พอนอนไม่หลับหัวก็คิดมาก คิดไปนู่นนี่นั่น คิดถึงงานแต่ง คิดถึงงานขึ้นบ้านใหม่ (เวอร์ไปๆ) พอคิดไปได้ซักพัก ก็ได้คิดถึงสิ่งที่ผมสนใจในย่อหน้าแรกที่ทุกท่านเพิ่งอ่านไป ผมเลยตัดสินใจว่า เอาวะ ตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายของอีกวัน (วันเดียวกันนี่แหละ) ต้องปฎิวัติตัวเองแล้ว ด้วยการออกไปออกกำลังกาย วิธีไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ แต่วันนึงต้องออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง อ่านหนังสืออีก 1 ชั่วโมง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมออกกำลังกายอย่างจริงจัง
เมื่อตื่นขึ้นมาผมทำธุระส่วนตัว กินข้าว กินกาแฟ เช็ค facebook, instagram, line, twitter, whatsapp เสร็จทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เวลาประมาณ 6 โมงเย็น ผมปั่นจักรยานไปที่สนามบอลของมหาลัยเพื่อที่จะวิ่ง พอถึงปุ๊บ เหมือนเด็กอยากลองของ ผมวิ่งทันทีโดยที่ไม่มีการวอร์มอัพใดๆทั้งสิ้น วิ่งไปได้แค่ครึ่งรอบสนามเท่านั้น ผมก็ต้องเปลี่ยนจากการวิ่งเป็นการเดินแล้ว เพราะทั้งจุก ทั้งเจ็บหน้าอก ทั้งเหนื่อย ทั้งหอบ แต่พอวิ่งไปซักพักเหมือนร่างกายจะชินและพอจะทำใจได้ ในระหว่างทางผมวิ่ง 3 รอบ เดินรอบนึง วิ่งไปอย่างไม่เร็วมาก จนวันนั้นก็วิ่งครบ 1 ชั่วโมง พอมาดูในแอพ Run Keeper ที่เราตั้งไว้ก็ได้ระยะทางประมาณ 6.9 กิโลเมตร ซึ่งผมถือว่าเยอะมากสำหรับวันแรก (ไม่รู้ว่าวิ่งไปได้ไง) พอวิ่งเสร็จผมก็ระบายเป็นตัวหนังสือผ่านทาง facebook โดยอ่านข้อความในวันนั้นได้ที่นี่ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151682916819954&set=a.426230504953.215259.697949953 หลังจากนั้นผมก็วิ่งทุกวันจนถึงวันนี้ เป็นระยะเวลาประมาณ 10 กว่าวันแล้ว (พักไปประมาณ 2 วัน เพราะเจ็บเข่าเนื่องจากซ่า วิ่งเร็วเกินไป ส่วนวันที่พักผมก็ไปปั่นจักรยานแทน)
หลายวันที่ผ่านมาสำหรับการวิ่งนั้น ผมได้โพสต์สิ่งที่ได้คิดและคิดได้ระหว่างวิ่งลงไปใน facebook และ twitter บ้างแล้ว แต่ถ้าจะให้พูดถึงประโยชน์หลักๆสำหรับผม (ของผมนะ ของคนอื่นไม่รู้) ที่ได้จากการวิ่ง นอกจากการเผาผลาญพลังงานประมาณ 400-500 kcal ต่อ 1 ชั่วโมง นอกจากการทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น นอกจากลดไขมันในเลือด นอกจากทำให้ผอมลง (ผอมลงเลยนะสาวๆ) แบ่งเป็นข้อๆได้ตามนี้
1. ทำให้เหนื่อยกับการทำสิ่งต่างๆน้อยลง - การวิ่งเป็นอะไรที่ทำให้ค่อนข้างเหนื่อยและทรมารมาก ทั้งต่อร่างกาย ทั้งจิตใจ บางทีเราก็เจ็บขา เจ็บน่อง เจ็บเข่า เจ็บตับ(ไม่เกี่ยว) หิวน้ำ ฯลฯ แต่เราก็ยังเลือกที่จะฝืนทำ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ (อย่างของผม 1 ชั่วโมงต่อ 1 วัน) เหนื่อยกับการวิ่งขนาดนี้เรายังทนไหว แล้วการทนต่อสิ่งอื่นๆ ที่อาจจะเป็นเรื่องงาน เรื่องความคิดฟุ้งซ่าน เรื่องทะเลาะกับแฟน หรือเรื่องอื่นที่มันมีผลกระทบต่อจิตใจอย่างเดียว ก็ไม่น่าจะเหนื่อยเท่ากับการวิ่ง จริงไหม? แล้วผมค้นพบว่าการวิ่งมันทำให้คิดวิธีการแก้ปัญหาออกด้วยนะ
2. ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง - การอยู่กับตัวเองคืออะไรวะ ทุกวันนี้ก็อยู่กับตัวเองอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ ไม่ใช่ๆ ผมไม่ได้หมายความว่าอยู่แบบนั้น การอยู่กับตัวเองในที่นี้คือ ความเงียบในจิตใจ ในขณะที่วิ่งอยู่นั้นมันทำให้ผมคิดถึงสิ่งที่ผ่านมา สิ่งที่ทำอยู่ และสิ่งที่กำลังจะทำต่อ มันคงคล้ายๆกับการคิดถึง อดีต ปัจจุบัน อนาคต นั่นแหละ แต่ก็ไม่ใช่ว่าวิ่งแล้วคิดไปตลอดเวลาที่วิ่งนะ (ถ้าแบบนั้นผมว่าคนที่วิ่งคงบ้าทุกคนแล้วล่ะ) ด้วยลักษณะของการวิ่งนั้นคือการพุ่งไป มันจึงมีแนวโน้มที่จะทำให้คิดไปข้างหน้าและส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่ดีนะ
3. ทำให้สมาธิดีขึ้น - โดยปกติแล้วผมชอบเล่นกีตาร์ เวลาที่ซ้อมหรือฝึกกีตาร์ในขณะที่เปิดคอมไปด้วย ทำให้ไม่มีสมาธิเท่าไร เดี๋ยวแปปๆเราก็แว๊บไปดู facebook บ้าง twitter บ้าง line บ้าง นู่นนี่นั่นเต็มไปหมด พอวิ่งแล้ว ทำให้ผมซ้อมกีตาร์ได้นานขึ้น จดจ่อได้มากขึ้น และอีกอย่างนึงที่ผมไม่แน่ใจว่าเกี่ยวหรือเปล่าคือผมชอบอ่านหนังสืออ่านมากขึ้น ใน 10 วันที่วิ่งผมซื้อหนังสือไป 4 เล่มแล้ว ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยซื้อเลย
4. ไม่มีแล้ว -
อ่าว ทำไมมีแค่สามข้อเองล่ะ? ผมว่าสามข้อแค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว เพราะถ้าคุณออกกำลังกาย ก็คงมีสิ่งที่ได้รับจากการวิ่งแตกต่างกันไปตามประสบการณ์แต่ละคนแน่นอน อาจจะเรียนดีขึ้น หล่อขึ้น หน้าใสขึ้น รวยขึ้น ก็เป็นได้ โดยปกติแล้วผมไม่ใช่คนที่จะเขียนอะไรยาวๆแบบนี้ได้เลย (ขออนุญาติใช้คำว่า "เขียน" ทั้งๆที่พิมพ์ เพราะรู้สึกว่าเท่ห์กว่า) ครั้งสุดท้ายที่เขียนอะไรยาวๆแบบนี้คงเป็นสมัย ม.ปลาย ที่อาจารย์ให้เขียนเรียงความส่ง
ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมพิมพ์มานั้น มีวัตถุประสงค์เดียวคือ เพื่อให้ทุกคนที่ได้อ่านบทความนี้ (ขอเรียกว่าบทความละกันนะ ผมไม่รู้จะเรียกไอที่ผมพิมพ์มาว่าอะไรดี) มีความอยากที่จะไปออกกำลังกายบ้าง ไม่มากก็น้อย จะเตะบอล วิ่ง ปั่นจักรยาน โยคะ รำไทเก๊ก หรืออะไรก็แล้วแต่ ตามที่ชอบได้เลย ร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่แจ่มใส ไม่ต้องหาจากที่ไหนไกลครับ เริ่มจากที่ตัวเรา แค่ออกไปออกกำลังกาย แค่นั้นเอง
สุดท้ายนี้ขอจบลงด้วยประโยคที่ผมได้รับจากการวิ่งวันแรกครับ
"คิดได้วันนี้ ทำวันนี้"
----
สำนวนอาจจะอ่านแล้วรู้สึกแปลกๆก็อย่าว่ากันนะครับ เพราะไม่เคยพิมพ์อะไรยาวขนาดนี้เลย
ปล. ขออนุญาติ tag ห้องสมุดด้วย อยากให้ช่วยดูเรื่องภาษาที่ผมใช้ เพราะผมมีอีกหลายเรื่องเลยที่อยากจะลองพิมพ์เล่นๆให้เพื่อนๆอ่านกันครับ