นับวันพฤติการณ์ของพรรคเพื่อไทยจะทำให้สาธารณชนเคลือบแคลงสงสัยทั้งๆ ที่มักจะสร้างภาพอ้างความเป็นประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา แต่พฤติกรรมที่เป็นจริงดูเหมือนจะสวนทางกับที่สร้างภาพชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า
เพราะคงไม่มีพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ไหนในโลกซึ่งเป็นหุ่นเชิดสั่งการโดยนักโทษหนีคุกและบริหารพรรคไม่ต่างออกจากบริษัทธุรกิจการเมืองจำกัดโดยอำนาจสิทธิ์ขาดของคนคนเดียวซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท ซ้ำเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลที่บริหารประเทศแบบพิลึกกึกกือที่สุดในโลกด้วยระบบ 1 ประเทศ 2 นายกฯและสืบทอดอำนาจกันในหมู่เครือญาติ ตลอดจนอาศัยพวกมากลากไปไม่ต่างอะไรจากเผด็จการรัฐสภาในคราบประชาธิปไตยที่ลุแก่อำนาจออกกฏหมายเปิดช่องแสวงหาผลประโยชน์และผูกขาดอำนาจเพื่อตัวเองตามใจชอบ โดยมีเป้าหมายหวังยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยไม่คำนึงถึงหายนะที่จะเกิดกับชาติบ้านเมืองและความถูกต้องชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ที่สำคัญไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบไหนที่อาศัยกองกำลังมวลชนนอกระบบรัฐสภาคือกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นเครื่องมือใช้วิธีการถ่อย ดิบ เถื่อน สร้างอำนาจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองโดยยึด “หลักกู” เป็นที่ตั้ง ซึ่งการจลาจลทั่วกทม.และบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่พัทยาเมื่อปี 2552 และเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 คือผลงานอันเลวร้ายของเครือข่ายระบอบทักษิณที่ประกอบไปด้วยแก้ว 3 ประการคือ พรรคการเมือง มวลชนจัดตั้ง และกองกำลัง
ติดอาวุธ
ผลงานล่าสุดที่สะท้อนถึงความถ่อยดิบเถื่อน ของเครือข่ายระบอบทักษิณซึ่งแยกไม่ออกจากพรรคเพื่อไทยก็คือ การที่พรรคเพื่อไทยประกาศสงครามขั้นแตกหักมุ่งกำจัดศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวคู่ขนานโดยยกพวกปิดล้อมศาลรัฐธรรมนูญและมุ่งขับไล่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพร้อมทั้งขู่จะยกระดับการเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะยุติการทำหน้าที่
ขณะที่มีรายข่าวว่าเมื่อกลางดึกวันพุธที่ผ่านมากลุ่มคนเสื้อแดงที่บุกปักหลักชุมนุมยืดเยื้อที่ศาลรัฐธรรมนูญพยายามจะเฮโลบุกเข้าไปภายในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจนเกิดการปะทะกับกำลังฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าสกัดกั้น แต่ในที่สุดกองกำลังเสื้อแดงไม่สามารถเข้าไปภายในอาคารศาลรัฐธรรมนูญได้แต่ยังคังปักหลักคุมเชิงเพื่อปฏิบัติการขั้นต่อไป
ระบอบทักษิณนั้นยึด “หลักกู” เป็นที่ตั้งโดยที่ผ่านมาหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการถึงยอมรับ อาทิ กรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3.5 แสนล้านเพื่อใช้ในโครงการฟื้นฟูเยียวยาป้องกันน้ำท่วม หรือกรณีรัฐบาลออกพ.ร.ก. โยนภาระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูพัฒนาระบบสถาบันการเงินหลายแสนล้านบาทไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่พอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการก็ออกมาอาละวาดหมายหัวจ้องกำจัดให้สิ้นซาก
พฤติการณ์ถ่อยดิบเถื่อนของระบอบทักษิณตลอดช่วงที่ผ่านมาเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปอยู่ภายใต้ยุคมืดที่ระบอบถ่อยครองเมืองจึงไม่แปลกที่นายจรัญ ภักดีธนากุล หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งข้อสังเกตว่า “ไม่ทราบเหมือนกันว่าบ้านเมืองเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบัเหมือนนักมวยไล่ต่อยกรรมการ”
แต่ที่ต้องจับตาก็คือคำประกาศกร้าวของ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เตือนสาวกระบอบทักษิณทั้งที่ออกมาเคลื่อนไหวโดยเฉพาะคนเสื้อแดงให้ระวังตัวมีสิทธิ์ถูกฟ้องดำเนินคดีโดยเฉพาะขณะนี้ได้รวบรวมบันทึกคำพูดคำปราศรัยของทุกคนเก็บไว้หมดแล้ว
ข้อหานั้นมีแต่ตั้งแต่เบาไปหาหนัก อาทิ หมิ่นประมาท ให้ร้าย ขู่อาฆาตมาดร้าย ทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ และดีไม่ดีหากเชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมแกนนำพรรคเพื่อไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันที่มุ่งกำจัดศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่างตามรัฐธรรมนูญแล้วอาจเข้าข่ายพยายามล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขซึ่งนอกจากโทษถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี แล้วอาจถึงขั้นยุบพรรคเพื่อไทย หรือถูกดำเนินคดีอาญาด้วย
ที่มา:
http://www.naewna.com/creative/49673
ปล.ใครที่ชอบว่าผมชอบเผด็จการ ลองคิดใหม่นะครับ ไม่มียุคไหนมันจะมืด เท่ายุคนี้แล้วครับ...เอิ๊ก ๆ ๆ
บ้านเมืองในยุคมืด ระบบถ่อยครองเมือง!
เพราะคงไม่มีพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ไหนในโลกซึ่งเป็นหุ่นเชิดสั่งการโดยนักโทษหนีคุกและบริหารพรรคไม่ต่างออกจากบริษัทธุรกิจการเมืองจำกัดโดยอำนาจสิทธิ์ขาดของคนคนเดียวซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท ซ้ำเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลที่บริหารประเทศแบบพิลึกกึกกือที่สุดในโลกด้วยระบบ 1 ประเทศ 2 นายกฯและสืบทอดอำนาจกันในหมู่เครือญาติ ตลอดจนอาศัยพวกมากลากไปไม่ต่างอะไรจากเผด็จการรัฐสภาในคราบประชาธิปไตยที่ลุแก่อำนาจออกกฏหมายเปิดช่องแสวงหาผลประโยชน์และผูกขาดอำนาจเพื่อตัวเองตามใจชอบ โดยมีเป้าหมายหวังยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยไม่คำนึงถึงหายนะที่จะเกิดกับชาติบ้านเมืองและความถูกต้องชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ที่สำคัญไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบไหนที่อาศัยกองกำลังมวลชนนอกระบบรัฐสภาคือกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นเครื่องมือใช้วิธีการถ่อย ดิบ เถื่อน สร้างอำนาจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองโดยยึด “หลักกู” เป็นที่ตั้ง ซึ่งการจลาจลทั่วกทม.และบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่พัทยาเมื่อปี 2552 และเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 คือผลงานอันเลวร้ายของเครือข่ายระบอบทักษิณที่ประกอบไปด้วยแก้ว 3 ประการคือ พรรคการเมือง มวลชนจัดตั้ง และกองกำลัง
ติดอาวุธ
ผลงานล่าสุดที่สะท้อนถึงความถ่อยดิบเถื่อน ของเครือข่ายระบอบทักษิณซึ่งแยกไม่ออกจากพรรคเพื่อไทยก็คือ การที่พรรคเพื่อไทยประกาศสงครามขั้นแตกหักมุ่งกำจัดศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวคู่ขนานโดยยกพวกปิดล้อมศาลรัฐธรรมนูญและมุ่งขับไล่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพร้อมทั้งขู่จะยกระดับการเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะยุติการทำหน้าที่
ขณะที่มีรายข่าวว่าเมื่อกลางดึกวันพุธที่ผ่านมากลุ่มคนเสื้อแดงที่บุกปักหลักชุมนุมยืดเยื้อที่ศาลรัฐธรรมนูญพยายามจะเฮโลบุกเข้าไปภายในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจนเกิดการปะทะกับกำลังฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าสกัดกั้น แต่ในที่สุดกองกำลังเสื้อแดงไม่สามารถเข้าไปภายในอาคารศาลรัฐธรรมนูญได้แต่ยังคังปักหลักคุมเชิงเพื่อปฏิบัติการขั้นต่อไป
ระบอบทักษิณนั้นยึด “หลักกู” เป็นที่ตั้งโดยที่ผ่านมาหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการถึงยอมรับ อาทิ กรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3.5 แสนล้านเพื่อใช้ในโครงการฟื้นฟูเยียวยาป้องกันน้ำท่วม หรือกรณีรัฐบาลออกพ.ร.ก. โยนภาระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูพัฒนาระบบสถาบันการเงินหลายแสนล้านบาทไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่พอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการก็ออกมาอาละวาดหมายหัวจ้องกำจัดให้สิ้นซาก
พฤติการณ์ถ่อยดิบเถื่อนของระบอบทักษิณตลอดช่วงที่ผ่านมาเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปอยู่ภายใต้ยุคมืดที่ระบอบถ่อยครองเมืองจึงไม่แปลกที่นายจรัญ ภักดีธนากุล หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งข้อสังเกตว่า “ไม่ทราบเหมือนกันว่าบ้านเมืองเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบัเหมือนนักมวยไล่ต่อยกรรมการ”
แต่ที่ต้องจับตาก็คือคำประกาศกร้าวของ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เตือนสาวกระบอบทักษิณทั้งที่ออกมาเคลื่อนไหวโดยเฉพาะคนเสื้อแดงให้ระวังตัวมีสิทธิ์ถูกฟ้องดำเนินคดีโดยเฉพาะขณะนี้ได้รวบรวมบันทึกคำพูดคำปราศรัยของทุกคนเก็บไว้หมดแล้ว
ข้อหานั้นมีแต่ตั้งแต่เบาไปหาหนัก อาทิ หมิ่นประมาท ให้ร้าย ขู่อาฆาตมาดร้าย ทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ และดีไม่ดีหากเชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมแกนนำพรรคเพื่อไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันที่มุ่งกำจัดศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่างตามรัฐธรรมนูญแล้วอาจเข้าข่ายพยายามล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขซึ่งนอกจากโทษถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี แล้วอาจถึงขั้นยุบพรรคเพื่อไทย หรือถูกดำเนินคดีอาญาด้วย
ที่มา:http://www.naewna.com/creative/49673
ปล.ใครที่ชอบว่าผมชอบเผด็จการ ลองคิดใหม่นะครับ ไม่มียุคไหนมันจะมืด เท่ายุคนี้แล้วครับ...เอิ๊ก ๆ ๆ