ไม่เสียแผ่นดินแต่สิ้นชาติ? (มีโจรปล้นตอนเราลุ้นคดีพระวิหาร) ...เส้นใต้บันทัด...... จิตกร บุษบา ...แนวหน้าออนไลน์

กระทู้สนทนา
ยาวมาก...แต่ขอให้ใช้ความอดทนในการอ่านด้วย   เพราะนี่คือจิตใต้สำนึก
ของปชป.ที่มองการทำงานของฝ่ายตรงกันข้าม  เหยียดหยาม  ถากถาง  เสียดสี
เขียนกี่ครั้งกี่หน   ก็วนเวียนแต่ด่าทอ  เรื่องของ kika   คนชั่ว  ขายชาติ สิ้นชาติ
ไม่อยาก ใช้ link  กลัวเพื่อนๆ ไม่ไปอ่านกัน  



เมื่อเห็นโลกของโซเชียลมีเดีย เขาตื่นเต้นยินดีกับวีรสตรีชื่อ “อลินามิรอง”
ผมก็ได้ทดลอง “ขวางโลก” ด้วยการตั้งคำถามว่า มาทบทวนความรู้กันหน่อย
“อลินา มิรอง” ได้ทำการตอบโต้กัมพูชา ในการแถลงด้วยวาจาต่อศาลโลก
ด้วยประเด็นใดบ้างมีน้ำหนักในทางคดีอย่างไร?  ปรากฏว่า แทบไม่มีใครแสดง
ความคิดเห็น และเท่าที่แสดงความคิดเห็น ก็เห็นได้ชัด และบางส่วนยอมรับด้วยว่า
ไม่รู้จะสรุปว่าอย่างไรจริงๆ  นี่คือ “ความพ่ายแพ้” ครับ

เรายินดีปรีดากับตัวคน แต่ไม่ลงลึกในเนื้อหาสาระให้แตกฉานเลย
และได้เขียนไว้ก่อนหน้านั้นว่าผมชื่นชมท่านทูตวีรชัย พลาศรัย ในฐานะ “ข้าราชการ”
ที่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดี เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและเพื่อรักษาความถูกต้อง
สมกับหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมาย  ท่านเป็น “เยี่ยงอย่าง” ของข้าราชการที่บ้านเมือง
ต้องมีตามปกติแต่บ้านเมืองดันไม่ค่อยมีข้าราชการแบบนี้ ข้าราชการส่วนใหญ่
“ตกต่ำ” กว่าปกติ ท่านจึงถูกยกขึ้นเป็น “วีรบุรุษ”
คำว่าวีรบุรุษที่สังคมกำลัง “ปีติ” ในตัวท่าน  จึงมีภาวะ “เกินจริง” อยู่นิดหน่อย
แต่ไม่ใช่จากตัวท่าน เป็นสังคมที่ยกท่านขึ้นสูง
อย่างไรก็ตาม การแตกตื่นตื้นตันคนที่ทำหน้าที่เต็มหน้าที่ นับเป็นเรื่องที่ดี  
แต่จะดีมากกว่านี้ ถ้าเราสามารถลงลึกถึงเนื้อหาได้

กล่าวคือ ประชาชนสามารถอธิบายได้ว่า กัมพูชาไปตั้งประเด็นกล่าวหา
เราไว้อย่างไร และในการต่อสู้ เราตอบโต้ หักล้าง ทำลายประเด็นนั้นๆ อย่างไร
ผมคิดว่า ชัยชนะขั้นต้นที่ควรจะเกิดอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ
คนไทยเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
และเข้าใจประเด็นหักล้างของฝ่ายไทยในศาลโลกด้วย ถ้าผ่านมาจนถึงวันนี้
คนไทยยังจมอยู่ในความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ผมถือว่าฝ่ายไทยพ่ายแพ้ คือ
แพ้ต่อความไม่รู้และไม่ดิ้นรนจะรู้ แต่โชติช่วงชัชวาลย์มาก
ในการเฉลิมฉลองและแสดงออกซึ่งความสุข ซึ่งเป็นเรื่องฉาบฉวย
ชั่วคราวและตื้นเขินเกินไป

กระนั้นก็ตาม ผมยังมีความหวังครับ เมื่อผู้สื่อข่าวถาม นายวีรชัย พลาศรัย
เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะผู้แทน
คณะดำเนินการต่อสู้คดีที่ประเทศกัมพูชายื่นร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
(ศาลโลก) เพื่อให้ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505 ว่า
ระหว่างการรอคำตัดสินของศาล คณะทำงานกฎหมายจะดำเนินการอะไรต่อไป?
นายวีรชัย กล่าวว่า ต้องเตรียมการให้คนไทยมีความพร้อมที่สุดในการทำความเข้าใจทันที
ในผลคำตัดสินของศาลโลก โดยมีการให้ข้อมูลและอธิบายสิ่งที่คณะต่อสู้คดีทำไปทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหรือคำให้การทางวาจา
เช่นเดียวกับ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการที่กล่าวกับสื่อมวลชน
เมื่อสื่อถามว่า เห็นว่า
จะมีการตีพิมพ์การชี้แจงของทีมกฎหมายในคดีนี้ให้ประชาชนได้ทราบ จะตีพิมพ์เมื่อไร

นายพงศ์เทพกล่าวว่า ความจริงเอกสารข้อมูลต่างๆ มีการตีพิมพ์ผ่านเว็บไซต์หมดแล้ว
สามารถดูได้หมด ไม่ว่าจะเป็นคำร้องของกัมพูชา ข้อต่อสู้ต่างๆ เอกสารที่ไทยได้ยื่นไป
รวมทั้งที่เราแถลงการณ์ด้วยวาจาด้วย แต่สิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศจะทำแจกคือ
ทำคำแปลเรื่องต่างๆ และทำคำสรุปสั้นๆ กระชับ เข้าใจง่ายประมาณ 3-4 หน้า เช่น
คดีนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ประเด็นคดีนี้เป็นอย่างไร
และกัมพูชายกข้อไหนขึ้นมาบ้างเรายกข้อไหนขึ้นต่อสู้บ้าง ให้ประชาชนเข้าใจ
เพราะถ้าอ่านคำพิพากษาทั้งหมดซึ่งมีเป็นพันๆ หน้า คงไม่มีใครมีเวลาไปอ่าน
โดยจะเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ (กระทรวงการต่างประเทศ)
ดีครับ เราควรใช้วิกฤติเป็นโอกาส ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน
จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันด้วยเรื่องโง่ๆ เช่น กลุ่มคนเสื้อแดงอ้างว่า
ทักษิณเป็นคนจ่ายค่าทนาย ทำให้ฝ่ายไทยได้มี “อลินา มิรอง” มาร่วมต่อสู้ด้วย
อีกฝ่ายก็มาอธิบายว่าอลินาเป็นผู้ช่วยของศาสตราจารย์อแลง แปลเล่ต์
อยู่ในคณะมาตั้งแต่ต้น และเป็นเงินของแผ่นดินที่จ่ายไป
รวมไปถึง  คนจำพวกหนึ่งยังด่าทอคนทำ MOU ปี พ.ศ.2543 อยู่ ขณะที่อีกฝ่ายก็บอกว่า
เลิกถูกปั่นหัวเสียทีเถิดหนาถ้าเอ็มโอยูดังกล่าวขายชาติ ยกดินแดนให้ตามแผนที่ 1 ต่อ
2 แสนทำไมกัมพูชาไม่ยกขึ้นอ้างในศาลล่ะ กลับอ้างแต่หนังสือที่ทำร่วมกับนพดล ปัทมะ
เป็นสำคัญ

ข้อถกเถียงเหล่านี้ เป็นความถดถอยของพลังในการต่อสู้และมองเห็นภาพรวม
ตลอดจนรายละเอียดสำคัญของปัญหาเป็นเรื่องบ้าๆ บอๆ ที่ควรยุติบนความเข้าใจที่ตรงกัน
แต่ในมุมมองปลีกย่อย ใครจะตีความอย่างไร ด้วยท่าทีเช่นไร ใครจะเป็นลูกฝูงใครก็ค่อย
ไปสมัครใจเลือกฝูงกันทีหลัง ช่วยกันไล่ความโง่งมและอคติที่ถูกสร้างออกไปจากใจ
ประชาชนคนไทยก่อน เป็นหนทางที่ดีที่สุด


แต่คุณเห็นไหม ระหว่างที่คนไทยทั้งชาติส่งกำลังใจไปช่วยคณะทนายความฝ่ายไทย
แถลงด้วยวาจาในศาลโลกอย่างใจจดใจจ่ออยู่นั้น ก็น่าอัศจรรย์ใจในความรักชาติของ
พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายมาก เรื่องกู้ เรื่องแก้ และเรื่องนิรโทษกรรม
พวกเขาเร่งผลักดันจนนำลิ่วแซงเรื่องเร่งด่วนอื่นๆ มา ในยามที่คนไทยกำลังเผลอ

1) เรื่องขอกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อมาลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่ง
ยังคงถูกเครื่องมือรัฐบาลบิดเบือนโดยไปเน้นผลคือ
จะนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่พี่น้องประชาชนและประเทศชาติของเรา
และให้ร้ายฝ่ายคัดค้าน ฝ่ายตรวจสอบว่า เป็นพวกถ่วงความเจริญ ทั้งๆที่ฝ่ายดังกล่าว
ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ ด้วยการป้องกันการก่อหนี้ที่เกินตัว
(ต้องเป็นหนี้กันถึง 50 ปี ทั้งชาติ) การใช้เงินที่ขาดกระบวนการตรวจสอบ
(ใช้เงินกู้นอกกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี) ยังไม่มีการศึกษาโครงการที่จะ
ทำอย่างแน่ชัด รวมถึงความคุ้มค่าและผลกระทบที่จะเกิดในการขอกู้ครั้งนี้ จึงมี
แค่การวาง “ยุทธศาสตร์” การลงทุนและวางระบบมาพร้อมหมายเหตุว่า
สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นโครงการอื่นๆในยุทธศาสตร์เดียวกันได้ นั่นหมายถึง
จะทำอะไรก็ยังไม่รู้เลย ขอเอาเงินมากองไว้ก่อน แถมไปหลอกประชาชน
โดยไม่เผยความจริงว่า โครงการที่จะทำ เป็นแค่โครงการกุดๆ ด้วนๆ ไม่ครบวงจร
เช่น ล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ยอมรับต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ
(กมธ.) วิสามัญร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)
ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
สภาผู้แทนราษฎร ว่า โอกาสที่รถไฟความเร็วสูงจะคุ้มทุนจากค่าโดยสารมีน้อยมาก
แต่อยากให้มองว่าโครงการนี้จะเป็นโอกาสและเครื่องมือใหม่ในการสร้างความเจริญ
เติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งทุกฝ่ายต้องยอมรับว่าการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย
มาถึงทางตันแล้วและไม่สามารถโตไปมากกว่านี้ได้ด้วยเครื่องมือเดิมๆ
“เหมือนกับการสร้างถนน 4 เลน ของกรมทางหลวงก็ไม่เคยเก็บค่าผ่านทางอะไรได้
แต่ถนนที่สร้างสามารถสร้างโอกาสและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นเพราะไม่ได้
มองแค่การสร้างถนนเท่านั้น”ฟังเผินๆ จะเคลิ้มตาม แต่ถ้าใช้หัวสมองบ้าง ก็จะตั้งคำถามว่า
จะเอารถไฟความเร็วสูงไปขนผัก ขนควาย ขนหมามาจากไหน เพื่อจะไปไหน
และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างไรผู้คนหนาแน่นพอ มีกำลังพอที่จะโดยสารมันไหม  
รถไฟความเร็วสูงตอบโจทย์อะไร หรือตอบโจทย์ใคร
การเอาไปเปรียบเทียบกับถนน 4 เลน ก็เป็นการเปรียบเทียบที่ชั่วมาก
บิดเบือนในสาระสำคัญอย่างชัดเจน ถนน 4 เลนนี่ รถอีแต๋นก็วิ่งได้
รถจักรยานยนต์ของชาวบ้าน รถบรรทุก รถโดยสารประจำทางรถส่วนบุคคล ฯลฯ วิ่งได้ทั้งนั้น
แต่รางรถไฟความเร็วสูง นอกจากรถไฟแล้วแม้แต่หมาจะกล้าขึ้นไปวิ่งหรือเปล่า
ยังไม่รู้เลย มันไม่ได้อเนกประสงค์เหมือนถนน 4 เลน นี่พ่อคุณ กะล่อนดีแท้
รัฐมนตรีคนนี้  ตกลงก็ชัดเจนว่า ไอ้ที่เคยพูดว่า พอถูกจับได้ไล่ทันว่าไม่จริงก็บิดพลิ้วไป  
บอกชาวบ้านต่อไปสิครับ ทางรถไฟที่จะไปถึงหนองคายก็ไปไม่ถึง
ที่จะไปถึงปาดังเบซาร์ก็ไปไม่ถึง  หยุดโกหก และใช้ “ความอยากจะเจริญก้าวหน้า”
ของชาวบ้าน มาเป็นเกราะคุ้มภัยให้รัฐบาลหน้าเนื้อใจเสือของท่านเสียที  
หัดอายเสียบ้างเถอะ

2) เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ถามว่าสามสี่ข้อที่จะแก้ แก้เพื่อนักการเมืองหรือ
เพื่อประชาชน ปากก็อ้างว่า สส. กับ สว. คือตัวแทนของประชาชน
แล้วได้หันหูมาฟังประชาชนไหม หรือคอยแต่จะกระดิกหูกระดิกหางให้แต่ “นาย”
เช่น แก้รัฐธรรมนูญ ปิดทางการใช้สิทธิในการร้องเรียนของประชาชน
จากเดิมที่เคยร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ ร้องผ่านอัยการสูงสุด
ที่ดำรงตำแหน่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจสารพัดก็ได้ เหลือแค่ต้องร้องผ่านอัยการเท่านั้น  
ประเด็นนี้ สส. ทั้งหลาย ได้รักษาผลประโยชน์ของประชาชน
หรือทำลายอำนาจของประชาชนในการตรวจสอบลงมา และประชาชนก็ไม่รู้เป็นบ้าอะไร
ไม่เดือดเนื้อร้อนใจพวกหนึ่งถึงกับยินดีปรีดา ที่ สส. ซึ่งกูเลือกมา
รวมหัวกันตัดสิทธิกูป่วยไหมครับ ประเทศชาติ
ที่มาของ สว. ก็บอกว่า ต้องมาจากการเลือกตั้ง จะได้เป็นตัวแทนของประชาชน
จะได้ยึดโยงกับประชาชน ตื่นเสียทีพี่น้องประชาชน
มันอ้างเสมอว่ามันเป็นตัวแทนของท่าน แต่เวลาที่มันทำงานในสภา มันทำจริงไหม  
มันเป็นตัวแทนของประชาชน รักษาประโยชน์ให้ประชาชน หรือมันเป็นพวกมากลากไป
นายโยนกระดูกไปทางไหน ก็ต้องวิ่งกรูกระดิกหางกันไปทางนั้น ไม่เคยเห็น
หัวประชาชนหรอก หยุดปลาบปลื้มกับคำว่า “ตัวแทน” เพราะในทางปฏิบัติจริง
มันไม่เคยทำตัวเป็นตัวแทนของประชาชน แต่ทำตัวเป็น“ขี้ข้าของพรรคและเจ้าของพรรค”
อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การสรรหา“ผู้ทรงคุณวุฒิ” มาเป็น สว. จึงเป็นสิ่งจำเป็นและ
มีประโยชน์แต่พวกมันก็จะแก้พรรคการเมืองก็ไม่ต้องรับผิด แต่รับชอบ กรณีสมาชิก
ไปโกงการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้ชัยชนะ โดยแก้ให้คนทำผิดรับผิดชอบตัวเอง
อย่ามาตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค อย่ามายุบพรรค แต่เวลาจะส่งใครลงสมัคร
พรรคเลือกนะ กรรมการบริหารเลือกนะ  ถ้าใครโกงแล้วไม่ถูกจับ  พรรคก็รับประโยชน์
นะอย่างนี้ มัน “ใจหมา” ไปไหม เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว แต่ไม่คิดจะรับผิดชอบ
ในการช่วยกันกลั่นกรองผู้คนและควบคุมลูกพรรคให้เป็นคนดี มีกติกา มีคุณภาพเลยนี่หว่า
อีกประเด็นก็คือ ฉันจะไปเจรจาอะไรกับต่างประเทศ  กระทบกับคนในประเทศขนาดไหน
ก็อย่ามายุ่ง อย่ามาถาม อย่ามาตรวจสอบ อย่ามากลั่นกรอง ฝ่ายบริหารเก่งมาก
ทำเองได้หมด แล้วเป็นไง สมัยทักษิณ ชินวัตร ไปทำ FTA กับต่างประเทศ  
เกษตรกรไทยตายกันไปเป็นแถบๆ เมื่อหอม กระเทียม
และผลไม้จากจีนทะลักเข้ามาตีตลาดด้วยราคาแสนถูก รวมถึงน้ำนมดิบ
นมผงและเนื้อโคจากออสเตรเลีย เราเคยบาดเจ็บล้มตายเพราะการกระทำแบบนี้
ครั้นรัฐธรรมนูญปี 2550 ช่วยป้องกัน พวกมันจ้องจะแก้
แล้วประชาชนจะไม่ทำอะไรกันสักหน่อยหรือครับ?

3) แอบดันกฎหมาย “นิรโทษกรรม” ขึ้นมาเป็นเรื่องเร่งด่วนแซงหน้ากฎหมายอื่นๆ ทั้งหมด
ยัดวิธีลบโทษล้างผิด ทำให้คนชั่วไม่เหลือความผิดเอาไว้ แล้วบ้านเมืองจะมีกฎหมาย
มีฝ่ายตุลาการไว้ทำไมในเมื่อฝ่ายบริหารทำหน้าที่ล้างถูกล้างผิดเสียเองทั้งหมดเช่นนี้
เห็นไหมครับ ขณะที่คนไทยเอาใจรบรากับศัตรูนอกประเทศ คนมีอำนาจในประเทศ
ที่นอกจากมิได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ในการสู้คดีครั้งนี้แล้ว
ยังแอบหาประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้องในยามที่คนเผลออีกด้วย
ตกลงเราอาจรักษาอาณาบริเวณรอบตัวปราสาทพระวิหารไว้ได้ มีแนวโน้มว่า
จะไม่เสียทีแก่คนพาลข้างบ้าน แต่แผ่นดินส่วนใหญ่ อำนาจส่วนใหญ่ในชาติ
เงินทั้งปัจจุบันและอนาคตของชาติ ตลอดจนอำนาจของประชาชน
ถูกคนในชาติเดียวกันมันปล้นไปหมดแล้ว?!?!?

http://www.naewna.com/politic/columnist/6357

ขอบคุณที่อ่านจนจบ   ไม่ต้อง comment  เพิ่มเติม  ....  นึกออกไหม
ทำไมถึงต้องแจก  ทำไมไม่มีใครซื้ออ่าน   น่าจะเรียกว่า  กระดาษเปื้อนหมึก
ได้ไหม   ... เจอโฆษณาที่ไหน  ไม่รู้  จิตกร บุษบา  เป็นทีมงาน  ประเภท
เดินสาย ผ่าความจริง พบพ่อแม่พี่น้องด้วย  ....หัวเราะ

สาวแว่น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่