ถอดรหัสระทึกขวัญ ฝันกระชากวิญญาณ ตอนที่๒ สโมสรนิทรา

กระทู้สนทนา
จากประตูบานนั้น กรและท้าววรจันทร์เดินผ่านเฉลียงที่มีเพียงแสงสลัวส่องทาง กรเห็นประตูห้องมากมายระหว่างนั้น ประตูทุกบานมีป้ายชื่อแขวนไว้ซึ่งทุกคนที่ได้เห็นจะรู้ทันทีว่าในห้องนั้นมีอะไร อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรจะอยากไปดูหนังในห้องภาพยนตร์และเล่นไวโอลินในห้องดนตรีคลาสสิกแต่เขาก็ยังตัดสินใจจะเดินตามย่าของเขาไปจนสุดทางเฉลียง กรได้ยินเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานแว่วมาแต่ไกล เสียงคนพูดกันอย่างครื้นเครง เสียงช้อนส้อมกระทบกับจานและเสียงเท้ากระทบพื้นอย่างเป็นจังหวะก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา เขาเห็นแสงสีและผู้คนมากมายกำลังทีความสุขอยู่ในโถงใหญ่แห่งนั้น ย่าได้หยุดเดินและหันหลังมาหากร
    “ที่นี่คือที่แรกที่หลานควรจะมา”
    กรขยับแว่นแล้วมองตาของย่า “ที่นี่คือที่ไหนครับ”
    .ที่นี่คือที่ที่คนฝันดีทุกคนจะมาพบกันอย่างเป็นมิตรที่นี่” มองไปที่ฝูงชนแล้วพูดขึ้น “เราเรียกมันว่าสโมสรนิทรา”
    กรมองดูผู้คนอย่างสนใจ หนุ่มสาวสามารถเต้นรำกันได้ไม่มีใครว่า คนแก่เป็นเพื่อนกับเด็กได้ ใบหน้าของทุกคนถูกแต่งแต้มด้วยสีสันแห่งความสนุกสนาน กรรู้สึกตื้นเต้นและอยากไปร่วมสนุกกับเขาด้วยแม้เขาจะไม่ค่อยกล้าเจอเรื่องแปลดใหม่อย่างนี้ก็ตาม เขาได้แต่ยืนมองจนกระทั่งสตรีที่แต่งตัวคล้ายย่าได้มาหาพวกเขา
    “ไหว้คุณท้าวเจ้าค่ะ” หญิงสาวกลุ่มหนึ่งพูดอย่างนอบน้อม
“วันนี้คุณทาวมีแขกพิเศษมาหรือเจ้าคะ จึงอุตสาห์ไปรับด้วยตัวเอง” หญิงสาวคนที่ดูมีอายุมากที่สุด
    “พ่อหนุ่มคนนี้ชื่อกรวิชญ์ เป็นหลานของข้า” คุณย่าพูดด้วยน้ำเสียงที่คุณท้าวควรจะใช้กับนางกำนัล
    “ไหว้ท่านกรวิชญ์เจ้าคะ” หญิงสาวคนที่ดูอายุน้อยที่สุดนั้นโค้งคำนับกร
    “จะเรียกผมว่ากรก็ได้นะครับ” กรพูดอย่างเกรงใจ ไม่เคยมีใครเคารพเขาอย่างนี้มาก่อน
    “เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวดิฉันจะพาคุณๆไปพบท่านผู้นั้นเจ้าค่ะ” หญิงสาวคนที่ถือตะเกียงไฟกล่าวโดยที่มือของเธอยกตะเกียงไฟขึ้น ทุกคนเดินเลี่ยงฝูงชนออกไปทางประตูใหญ่อีกประตูหนึ่ง เมื่อก้าวข้ามผ่านธรณีประตูนั้นแล้ว บรรยากาศก็พลันเปลี่ยนจากความสนุกครึกครื้นเป็นความเงียบสงบ มันเงียบมากพอที่จะทำให้คนอ่อนไหวอย่างกรรู้สึกขนลุก แม้ว่าเขาจะเคยผ่านการผ่าศพมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ตามแต่ความเงีบนี้แหละทำลายขวัญของเขาได้อย่างดีที่สุด
    “จากตรงนี้ไปห้ามใช้เสียงนะ” คุณท้าววรจันทร์บอกทุกคนโดยเฉพาะหลานของเธอ ทุกคนเดินไปอย่างสงบ สตรีสูงศักดิ์ทั้งสี่เดินไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยแม้ว่ารอบข้างจะดูน่ากลัว ผนังของเฉลียงเป็นวอลล์เปเปอร์สีมืด ประดับด้วยภาพเหมือนโบราณที่เรียงกันเป็นแถว คั่นด้วยเชิงเทียนและแจกันดอกไม้ที่ส่องแสงสว่างและส่งกลิ่นหอมหล่อเลี้ยงทางเดินนั้น กรเกลียดบรรยากาศชวนขนลุกแบบนี้จนกระทั่งทุกคนหยุดอยู่หน้าประตูใหญ่บานหนึ่ง
    “ท่านเจ้าคะ” ย่าของกรเรียกคนที่อยู่ข้างในโดยที่มือก็เคาะประตูอยู่ ไม่มีเสียงตอบกลับมามีเพียงประตูเท่านั้นที่ได้ยิน มันเปิดออกโดยที่ไม่มีใครอยู่ข้างใน กรขนลุกซู่ไปทั้งตัวราวกับว่ากำลังยืนต่อหน้าปีศาจที่น่าเกลียดน่ากลัวที่สุดในจักรวาล อยางไรก็ดี แม้ว่าคุณท้าวจะไม่เคยเจอกรก่อนหน้านี้แต่ก็ล่วงรู้ถึงความขวัญอ่อนของเขา
    “อย่ากลัวไป หลานรัก” คุณท้าวกล่าวปลอบหลานชายก่อนที่จะนำทุกคนเข้าไปข้างใน ห้องนั้นเป็นห้องที่มืดและเต็มไปด้วยชั้นหนังสือ แสงสว่างมีเพียงตะเกียงที่คนของคุณท้าวนำมาเท่านั้น กรมองไปรอบๆที่มีแต่ความมืด ฉับพลันประตูบานใหญ่ปิดเองเสียงดังโครม ห้องทั้งห้องจากความมืดพลันเป็นแสงสว่างโชติช่วงเหมือนพระอาทิตย์ กรตาเบิกโพลงเมื่อเขาเห็นชายในผ้าคลุมสีดำปรากฎตัวขึ้นในพริบตา
    “คารวะเจ้าค่ะ” คุณท้าววรจันทร์ทักทายชายที่ทุกคนเรียกว่าท่านผู้นั้น เขาขยับดอกกุหลาบแดงที่ติดอกเสื้อขึ้นก่อนจะชายตาไปยังชายหนุ่มที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
    “พ่อหนุ่มคนนี้คือใครกัน” เขาเลิกคิ้วแล้วถาม “ช่างไม่มีมารยาทเอาซะเลย มือไม่มีไหว้รึยังไง”
    กรเลิกลักยกมือเคารพชายคนนั้นอย่างลนลาน ก่อนที่คุณท้าววรจันทร์จะเอื้อนเอ่ยพลางแขนโอบปลอบหลานชายที่กำลังขวัญเสียอยู่ “ขออภัยแทนหลานของดิฉันด้วย เขาเพิ่งมาใหม่ยังไม่รู้ธรรมเนียมของที่นี่”
    “เอาเถอะ” ชายคนนั้นถอนหายใจแล้วเอื้อนเอ่ยขึ้น “ข้านับผู้คนที่อยู่นี่นานพอจะต้องเรียนรู้ธรรมเนียมด้วยนิ้วได้”
    “นี่เป็นหลานของดิฉันชื่อว่ากรเจ้าค่ะ” เธอเอื้อนเอ่ยแล้วเบี่ยงหน้าไปหาหลานชายคนเดียวของเธอ “กร รีบไหว้ท่าผู้นี้สิจ้ะ”
    “ครับ....” กรพูดพลางยกมือขึ้นประนม “ท่านคือ...”
    “เรียกข้าว่าเทวทูตก็ได้” ชายกลัดกุหลาบแดงหูดโดยที่มือเขาถอดหมวกทรงสูงของเขาวางกับโต๊ะ “มีหน้าที่ดูแลแดนระหว่างความเป็นกับความตาย”
    เทวทูตรินไวน์สีชมพูแดงลงในแก้วสีใสแกว่งไปมาให้มันได้ประกายแงเมื่อต้องกับแสงไฟก่อนจะกล่าวกับชายหนุ่ม “เธอจะดื่มอะไรก่อนไหม น้ำเปล่าแล้วกัน”
    สิ้นเสียงของเทวทูต ภูตตัวเล็กมีปีกเหมือนในนิทานชื่อดังที่กรเคยอ่านตอนเด็กก็พากันบินหอบเอาแก้วเจียระไนลวดลายบรรจุน้ำเปล่ามาให้ถึงมือของกร เขารับและดื่มมันลงไปแม้ว่าใจจริงแล้วคอของเขาจะเรียกร้องแอลกอฮอล์สีน้ำตาลทองกลิ่นฉุนมากกว่า “ตอนนี้ผมกำลังจะไปที่ใหนเหรอครับ”
    “ไม่แน่ใจเหมือนกันสิ” เทวทูตพูดพลางเดินไปหน้าชั้นหนังสือที่สูงเสียดฟ้า แล้วหยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งออกมาอ่าน
“นักศึกษาแพทย์กรวิชญ์ เทพนรกุล อายุ23ปี สาเหตุการตาย...” เทวทูตอ่านชื่อของกรถึงบรรทัดที่เขาไม่อาจเชื่อสายตาตัวเอง “เป็นไปได้ยังไงกัน”
“มีอะไรผิดพลาดหรือเจ้าคะ” คุณท้าวถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความแปลกใจ
“บัญชีเขียนไว้ว่าเขาจะต้องตายในชั่วโมงที่แล้ว” เทวทูตพูดแล้วขยับแว่นอันน้อยของเขา “แต่สาเหตุการตายของเขายังไม่เขียน มันหมายความว่าดวงชะตาเขายังไม่ถึงที่”
ใบหน้าของกรเจือด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยเมื่อเขารู้ว่าโอกาสที่จะได้กลับไปสู่โลกมนุษย์กำลังบินมาหาเขา “ผมกำลังจะได้กลับไปหาพ่อแม่ของผมเหรอครับ”
“ก็ไม่เชิง” เทวทูตตอบขณะใช้ความคิด “ชะตาลิขิตให้เธอมีภารกิจพิเศษ”
“ภารกิจ?” กรเลิกตาถาม
    “ใช่แล้วภารกิจ” เทวทูตตอบ “ในคณะแพทย์ของเธอนั่นแหละ”
    “ภารกิจอะไรเหรอครับ”
    “เธออาจไม่เคยสังเกต” เทวทูตพูดพลางเงยหน้าไปมองจอเงินที่กำลังฉายภาพตึกริมน้ำของโรงพยาบาลที่เขาเรียนอยู่ “คณะแพทย์ของเธอมีฆาตกรรมอยู่เรื่อยๆ”
    “ไม่นี่ครับ” เขาตอบอย่างแปลกใจ “มีแต่เพื่อนที่ป่วยตาหรือประสบอุบัติเหตุไปเท่านั้น”
    “นั่นแหละคือประเด็น” เทวทูตพูดขึ้น “ทุกชีวิตถูกบางสิ่งกระชากวิญญาณไป”
    “เป็นไปไม่ได้หรอกครับ” กรตอบและหัวเราะเบาๆในลำคอ “ใครจะทำอย่างนั้นได้ล่ะครับ”
    “นั่นก็เป็นประเด็นอีก” เทวทูตเกาหัวก่อนจะเอ่ยเอื้อนต่อไป “เราเองก็ไม่รู้”
    “แล้วเราจะรู้ได้ยังไงครับ”
    “เป็นหน้าที่ของเธอแล้วล่ะ”
    ชายชราเอาบัญชีเล่มนั้นเก็บคืนชั้นหนังสือ ก่อนจะเดินกลับไปรินไวน์อีกแก้ว
    “เธอมีเวลาหนึ่งร้อยหกสิบแปดชั่วโมงในการสืบสวน ถ้าเธอหาคนร้ายได้ ชีวิตเธอจะยังอยู่อีกยืนยาว” เทวทูตพูดขณะที่มือยังเกาะกุมแก้วไวน์อยู่ “แต่หากทำไม่ได้ เธอจะต้องมาอยู่ที่นี่ ตลอดกาล”
    กรรู้สึกขนลุก เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อที่แตกพลั่ก “ผมไม่ใช่ตำรวจ แล้วผมจะทำได้ยังไง”
    “เรามีตัวช่วย” เทวทูตพูดพลางเดินไปใกล้กร นำมือไปแตะหน้าผากของกร “นี่คือสัมผัสเทวทูต เธอจะรู้ถึงพลังอำนาจแห่งลางสังหรณ์ การอ่านใจคนและไม่จำเป็นต้องพักผ่อน”
    คุณท้าววรจันทร์เดินมาหาหลานสาวของเธอ และหยิบตลับกำมะหยี่อันน้อยสีม่วงใส่ในมือกร “หลานรัก ลองเปิดตลับนี้ดูสิ”
    กรค่อยๆเปิดตลับออกมา กรเห็นแหวนทองสลักลายลงยาหัวทับทิมเม็ดโตสีแดงเพลิงและจี้สร้อยคอมรกตอยู่
    “นี่คือสิ่งวิเศษที่ย่าพอจะมีให้หลาน แหวนนี้ทำให้หลานล่วงรู้ถึงวิญญาณ หลานจะเดินทางและสื่อสารกับใครก็ได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใหน...” คุณท้าวอธิบายสรรพคุณของแหวนก่อนจะสอดมันลงในนิ้วของกร และประสานตากับหลานชายที่เธอตั้งจะพบมาวนาน “ และนี่คือจี้มรกตของเจ้าคุณทวด ย่าหวังว่าจิตวิญญาณของตระกูลเราจะช่วยปกป้องหลานได้”
    เธอเดินเข้าไปสวมกอดหลานของเธอด้วยความรักและความเป็นห่วง “ย่าขอให้หลานทำหน้าที่ได้สำเร็จ”
    สิ้นคำอวยพร แสงไฟก็ดับลงรวมถึงแสงตะเกียงด้วย ห้องทั้งหอยพลันมืดมิด ทั้งเทวทูต คุณท้าวและนางกำนัลก็หายไป กรรู้สึกวูบไปก่อนที่เขาจะตื่นมาทำหน้าที่ลึกลับซ่อนเงื่อนของเขาในอีกไม่กี่นาทีต่อมาในยามฟ้าสาง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่