__________บาปหวาน____________(เรื่องสั้น)

กระทู้สนทนา
แดดกลางแล้งแม้เย็นย่ำยังแสงกล้า อากาศเหนือตอข้าวแห้งจึงเต้นระริกด้วยกระไอร้อน มีเพียงดอกหญ้าปล้องสะท้อนประกายสีเงินอยู่ตามคันนา ทอดตาทั้งท้องทุ่งเลยเห็นเป็นลายตารางระยับ พลิกพลิ้วลมเป็นระลอกงามของยอดหญ้าชูดอก

แนวเหลืองส้มลิบๆ จำเพาะว่าต้องใช่หมู่สงฆ์ เมื่อใกล้พอแยกระยะได้ นางก็ลองนับ พอนับได้ถี่ถ้วนว่าเก้ารูปแน่ๆ ก็ได้ระยะสามารถแยกรูปร่างหน้าตา หลวงพ่อวัดบ้านใต้คงพาลูกวัดมาสวดมนต์เย็นกระมัง จะบ้านใครก็ช่าง แต่พรุ่งนี้เขาจะต้องนิมนต์ฉันเช้า

เพราะเพ่งตาเพื่อจำแนกทิศทางอยู่นานเกิน บวกกับภาพพร่าระยับแดด อาการวิงเวียนจึงตีขึ้นเป็นริ้ว หูอื้อดังวิ้งๆ พานจะเป็นลม ก่อนสติจะเคลื่อนจากห้วงคิด ยังทันได้ตั้งจิตอธิษฐานกับชายผ้าเหลืองลิบๆ ให้พระสัพพัญญูช่วยด้วย!

องค์ขุนพระภาคผจญมารปรากฏกระจ่าง เมตตารังสีอ่อนเย็นชวนชื่น ประทับบนฟอนหญ้าคาใต้ร่มโพธิ์ครึ้ม ในพลันนั้นจึงระลึกได้ ว่าเสียงครึ่กๆ ครื่นๆ คือกองกำลังแห่งตน กำลังมุ่งตรงสู่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตาซ้ายชำเลืองเห็นจ่าโขลง คือพระยาช้างต้นเทินสัปคับ อัญเชิญท้าวสหัสเดชะกำแหงเดช ตะบึงโถมสู่บริเวณโพธิมณฑล

แม้ภาพที่หมายมั่นจะฉายชัด แต่ก็ต้องโหมกำลังสุดแรงอีกหลายเหนื่อย กว่าจะรู้สึกได้ว่าขยับใกล้เข้าไปสักนิด แรงยักษ์แรงมารเกือบหมดจึงได้ประจันหน้า หมู่มหาแสนยากรเร่งเข้าห้อมล้อม มิยอมเปิดทางให้แม้ริ้นไรได้เร้นลอดหลบหนี

แล้วปฐพีก็เลื่อน ลั่นครืนและเคลื่อนสูง จำเพาะตรงใต้โพธิบัลลังก์นั้น พื้นเสียดขึ้นเหนือหัวหมู่ร้ายทั้งสิ้น กระทั่งท้าวเจ้ายักษ์ยังต้องแหงนมอง

ที่สุดวิมานเฉพาะองค์พระแม่ธรณีก็เผย ใต้รากโพธิ์ทองคือที่ประทับประคองพระพุทธศาสดา พระแม่ถอดเทริดและถอนปิ่นปักพระเกศา คลายมุ่นเกล้าออกได้สุดกร ก่อนบิดกลับเป็นเกลียว บันดาลมหาธาราเนืองนองท่วมท้นในพริบตา ราวว่ามหาสมุทรทั้งห้าไหลมารวม ยักษ์มารยังไม่ทันเหาะก็จมตาย กระไรเลยกับนางช้างท้องแก่

"เชือก...อีเชือก...เป็นไงบ้างลูก...เป็นไงบ้าง"

เสียงเรียกของแม่ แม้ไม่ได้ผลเท่ากลิ่นเยี่ยวอูฐฉุนกึก แต่ก็ต้องแข็งใจครางรับคำอือออ ค่อยๆ รู้สึกว่ามีหลายมือกำลังเป็นห่วง ทั้งที่กำลังนวดเฟ้น ประคับประคอง จ่อยาหรือกระพือลม เชือกจึงต้องฝืนยิ้ม ยกมือประนมขอบคุณแม่และพี่น้อง แล้วพยุงกายทรงตัวขึ้นนั่งผึ่งทั้งยังเหยียดขา รู้สึกว่าหัวใจตนยังเต้นแรงกับภาพนิมิต

"กำลังท้องกำลังไส้ ใกล้คลอดอย่างนี้ใครให้ออกมาตากแดดตากลม ถ้าเป็นลมล้มพับลูกไหลออกมาจะทำยังไง!"

น้ำเสียงแม่ปรานีแต่ต้นคำจนจบความ ไร้วี่แววตำหนิด้วยโทสะ แต่บ่อน้ำตาเจ้ากรรมมันแสนตื้น น้ำตาหลั่งร่ำไห้โฮๆ ร่ำๆ อยากจะทุบห้องให้แท้งให้รู้แล้วรู้รอด แต่แม่รวบตัวมากอดกระชับแขนไว้ก่อน เพราะเดาทางลูกสาวได้ล่วงหน้า

คนอื่นปลีกตัวกลับสู่การงานที่ละมา แม่ชื่นรอจนนังเชยน้องสาวของเชือกกลับไปตั้งต้นผ่าฟืน จึงเริ่มปลอบลูกสาวท้องแก่

"เอ็งอย่าพลอยบ้าไปตามขี้ปากชาวบ้าน กำลังท้องก็อย่างนี้ทุกคน คนแพ้ท้องมันเลือกได้หรือว่าอยากกินอะไร ไม่งั้นเค้าจะเรียกว่าแพ้ท้องเรอะวะ!"

"แต่...แต่ฉันอยากกินจริงๆ นะแม่..ไม่ได้กินก็ลงราก ทรมานจะเป็นจะตาย"

"ก็เออน่ะสิ!...แม่ถึงบอกว่าอย่าไปฟังมัน คนท้องเขาไม่มีใครถือสา อีพวกปากหอยปากปูมันก็ได้แต่พ่นลมไปวันๆ"

แม่ชื่นโคลงตัวเนิบช้า ราวกับกำลังเห่กล่อมลูกน้อย หรือไม่ก็คงกำลังแสดงอาการปลอบใจ หลานอีกคนที่จะได้ลืมตามาดูโลกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

"แต่ฉันฝันนะแม่...อย่างที่เขาลือกันถึงลูกฉันนั่นแหละ ว่าเป็นลูกเปรตลูกมาร เลยต้องคอยแย่งของพระของเจ้า...

เพี้ยะ!!!

...โอ๊ย!...เจ็บนะแม่"

แม่ชื่นฟาดเผียะที่ต้นแขน ลูกสาวเจ็บจนหยุดพล่าม หันหน้ามาสบหน้าจึงเห็นน้ำตาคลออยู่ในตาแม่

"จะเป็นแม่คนอยู่แล้วยังมานั่งให้ร้ายลูกในไส้อยู่ได้นะเอ็ง ถ้าแม่มันไม่เชื่อไม่รักลูกมันสักคน แล้วเด็กมันจะเหลือใคร หัวอกแม่นะเอ็งข้าจะบอก...เวลาใครมานินทาว่าร้ายลูก ก็แม่มันนี่แหละที่จะเจ็บจะช้ำกว่าตัวลูก เป็นร้อยเท่าพันเท่า"

จบคำ แม่ชื่นก็ปาดน้ำตาทิ้งแล้วลุกหนี นางเชือกร้องไห้รำพึงรำพันอยู่อีกครู่ น้องสาวก็เลียบๆ เคียงๆ เอาขันน้ำล้างหน้ามาวางไว้ให้ ก่อนผละไปช่วยแม่ลากสังกะสีสองแผ่นมาวางไว้ที่ลานบ้าน

ไม่มีใครเรียกร้องให้เชือกลุกขึ้นช่วยหยิบจับอะไร เชยยังวิ่งหัววิ่งหาง หอบกาบมะพร้าวมากองไว้ข้างแผ่นสังกะสี ไอ้ชัดน้องชายแบกเข่งใส่ถาดขนมเดินลิ่วๆ กลับมา พอถึงที่ หลังจากวางเข่งไว้รวมกับพวกของอื่น ก็หันไปช่วยแม่โขลกถั่วทองหรือถั่วเขียวเมล็ดใน ดังแฉะๆ อยู่บนแคร่ถัดไป

"งานบ้านใครหรือเชย...แม่ถึงต้องทำหม้อแกงไปช่วย"

เชือกถามเพราะไม่ได้รู้เรื่องนี้มาก่อน เห็นแต่พระท่านชักแถวลับดงกล้วย แล้วก็เป็นลมเสีย ก่อนจะรู้ว่าท่านบ่ายหน้าไปทางบ้านไหน

เชยเงยจากกระต่ายขูดมะพร้าวขึ้นมาสบตาแต่ไม่ปริปาก ก้มหน้าก้มตาขูดมะพร้าวต่อขณะแม่ชื่นเดินถือกระด้งถั่วขาวมานั่งเคียง

"บ้านยายปลั่ง เขาทำขวัญเดือนหลาน..."

แม่ชื่นบอกอย่างสั้นที่สุด ทั้งยังไม่เอ่ยถึงคู่แม่ลูกซึ่งกำลังเห่อเหิมโจษจันกันทั้งหัวบ้านท้ายบ้าน โดยเลี่ยงไปกล่าวถึงยาย-หลานเสียแทน

"อ๋อ!...ไอ้หนูที่เค้าว่าเป็นปิยบุตรพุทธชาติอะไรนั่น ตั้งแต่คลอด พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็ถูกหวยกันทุกงวด ทั้งที่ซื้อเลขกันคนละตัว"

เชือกไม่จำเป็นต้องทวนข้อความเหล่านี้เลยสักนิด เพราะเป็นที่รู้กันทั่วไปอยู่แล้ว แต่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่ยังไม่วาย น้ำเสียงรำพึงจึงปนด้วยอาการประชดประชัน

"เขาว่าเป็นเทวดามาเกิด ตอนแพ้ท้องแม่มันอยากกินแต่น้ำโสม เหล้าเทวดา นี่ขนาดผัวมันหามาให้ได้แค่เอ๊กสะโอกะรีเจนซี่ ยังถูกหวยรวยเบอร์กันขนาดนี้"

"แล้วทำไมเอ็งไม่นึกบ้างเล่าวะ...ว่าไอ้ที่เด็กมันออดๆ แอดๆ อยู่นั่นเพราะแม่มันดันแพ้ท้องอยากแต่เหล้า"

แม่ชื่นอดไม่ได้จึงต่อความ ถึงพยายามเลี่ยงให้เป็นเรื่องไกลตัวลูกสาว แต่เชือกก็ตะบึงตะบอน ควันออกหูขึ้นมาทันที

"แต่อีลูกฉันนี่มันตัวมาร พอมีมันผัวฉันก็ทิ้ง แล้วยังจะมาแพ้ท้องตามกินของถวายพระ...แม่!...เชยมันขูดมะพร้าว...ไว้ฉันขอหัวกะทิสักหน่อยนะ อยากซดจริงๆ กลิ่นมันหอมเหลือใจ...ฮึ!...ดูมันสิดิ้นร้องกินอีกแล้ว!"

(ต่อคคห.ที่๑)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่