จากการประมวลของสมอง แม้ว่าอรกัญญาจะไม่ได้เป็นคนใจเย็นนัก แต่เธอก็ไม่ได้ใจร้อนขนาดรีบคว้าข้อเสนอของอัฏกรโดยไม่ได้ใคร่ครวญอะไร
มันจะดีหรือไงกับการจ้าง “ผู้ชาย” ที่เป็นเพื่อนของน้องชายให้มาเป็นแฟนหลอกบิดากับมารดา มันไม่ดีในทุกประการ แน่ล่ะเธอคำนวณไว้เลยว่าปัญหาแรกที่จะเกิดขึ้นเมื่อพ่อของเธอเจอกับเพื่อนของน้องชายนั่นคือ...
อายุ!
ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหนประเด็นนี้เธอไม่มีทางหลีกเลี่ยงการปะทะกับพ่อได้แน่นอน ในเมื่อภูมิดนัยอายุน้อยกว่าเธอสามปี ซึ่งก็เท่ากับอัฏกรและเพื่อนของเขาด้วย...
แต่เธอที่ตั้งป้อมต้อต้านผู้ชายอายุน้อยกว่ามาตลอดนี่สิ... คิดยังไงเธอก็โดนพ่อจวกเละเรื่องอายุ
และกรณีต่อไป ภูมิดนัยเป็นถึงหัวหน้าวิศวกรของบริษัทต่างชาติใหญ่แค่ไหนเธอไม่สนหรอก แต่ถ้าพ่อของเธอสนใจแสดงว่าไม่ใช่น้อยๆ เรื่องภาษีย่อมดีกว่าเพื่อนของน้องชาย ที่ยังว่างงานไม่มีรายได้ และไม่มีที่พัก
ดังนั้นพาไปหลอกพ่อของเธอยังไงก็โดนเขี่ยกระเด็นออกมา...
เพราะอย่างนี้ไงเธอจึงไม่รับข้อเสนอของน้องชาย
“เป็นอะไรแก” อรกัญญาเม้มปาก ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เอนกายกับพนักเก้าอี้ เหลือบตาขึ้นมองเพื่อนสนิทที่มายืนหน้าโต๊ะทำงานพร้อมแก้วกาแฟในมือ “ฉันมาขอเอกสารสรุปยอดของฝ่ายการตลาดน่ะ” กวีณาพูดพร้อมกับพยักพเยิดไปทางแฟ้มงานด้านข้ามือของโต๊ะ
อรกัญญาดึงแฟ้มงานนั้นมาวางตรงหน้าของเพื่อน ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง “แผนการตลาดใช้ไอดอลเกาหลีเป็นพรีเซ็นเตอร์ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนะ อยากจะเอาไปให้นายดูหน่อยไหม?” กวีณาพยักหน้าทันที
“งานนี้ฉันทุ่มสุดตัว” เสียงของเพื่อนรักนั้นไม่ดังมากนัก แต่รอยยิ้มเปื้อนใบหน้าที่บ่อยครั้งติดจะไร้ความรู้สึกของกวีณานั้นทำให้เธอรู้ว่าเพื่อนสนิทดีใจแค่ไหน ที่แผนการอยากใกล้ชิดกลุ่มไอดอลที่ปลาบปลื้มใกล้สำเร็จโดยไม่เสียเงินสักบาท แหงล่ะ...ใช้เงินบริษัทในฐานะผู้ว่าจ้างให้มาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์นี่
“ย่ะ”
“ว่าแต่มีเรื่องอะไรหรือเปล่าดูแกเครียดๆ” อรกัญญาหลุบตามองโต๊ะทำงาน ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง
“เราโดดงานสักสองชั่วโมงดีไหม? ฉันว่านายคงไม่ว่าหรอก” พูดจบเธอก็เปิดลิ้นชักโต๊ะเอากระเป๋าถือราคาแพงออกมาลุกขึ้นแล้วเลิกคิ้วมองใบหน้าเพื่อนสาว
“เอางั้น?”
“ฉันจะรอหน้าบริษัทก็แล้วกัน” อรกัญญาทันได้ยินเสียงครางเบาๆ ว่า อั๊ยย่ะ ของกวีณาอยู่ แต่เธอไม่อยากเสียเวลานั่งอยู่ตรงนั้นนานกว่านี้ เธอตรงไปยังโต๊ะของคุณปริมที่กำลังนั่งหัวหมุนกับแฟ้มงาน
“ปริม...ฉันจะออกไปข้างนอกสักสองชั่วโมงนะ มีงานอะไรเอาไปวางบนโต๊ะ”
“ได้ค่ะคุณเอ๋ เอ่อ...ถ้ามีงานด่วนเข้ามา...”
“ก็ให้มันด่วนรอไปก่อน” ใช่...อะไรจะด่วนจะสำคัญกว่าปัญหาของเธอล่ะ
ที่สำคัญ ถึงเธอจะอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการการตลาด แต่เอาเข้าจริง ชื่อของเธอที่เป็นที่รู้จักก็คือ หนึ่งในสี่ของผู้ถือหุ่นของบริษัท Little Diamond
เธอร่วมลงทุนกับเพื่อนอีกสามคน หนึ่งในนั้นคือกวีณาทำบริษัทเครื่องประดับนี้ขึ้นมา โดยที่เธอแยกมาทำในส่วนที่ถนัดนั่นคือการตลาด กวีณาทำงานเลขา มีเพื่อนรุ่นพี่อย่างสุพประวัตนั่งตำแหน่งผู้บิหาร และการิน เป็นผู้ออกแบบเครื่องประดับของแบรนด์ Little
บริษัทไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายนักเป็นบริษัทขนาดกลางที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเด็กวัยรุ่น รวมไปถึงวัยทำงานที่ชื่นชอบเครื่องประดับอย่างเช่นเพชร แต่ราคาของแบรนด์อื่นๆ อาจจะหนักหนาสาหัสไป เธอจึงมุ่งเน้นไปยังเครื่องประดับเพชรขนาดที่ดูเล็กลงมาแต่สามารถมีฐานลูกค้าที่มากจำนวนกว่า และแบรนด์ของเธอก็ไม่ได้มีเพียงแค่เพชร แต่รวมไปถึงอัญมณีต่างๆ ที่ราคาย่อมเยา
แม้ในครั้งแรกที่ร่วมกันคิด ร่วมกันลงทุนเธอต้องการให้เป็นบริษัทใหญ่ แต่สุพประวัต ซึ่งเคยทำงานในบริษัทค้าเพชรพลอยขนาดใหญ่มาก่อนห้ามปรามความคิดของเธอไว้ ยกเหตุผลการแข่งขันที่สูงมากในงานสายนี้ออกมายันกับเธอทำให้ยอมแพ้ในที่สุดจนยอมลดขนาดการลงทุนลง
เหตุผลที่เธออึ้งถึงกับพ่นวาจาร้ายๆ ไม่ออกเลยก็คือ “พี่รู้ว่าเอ๋มีทุนรอนเยอะ พี่รู้ครับว่าเอ๋รวย แต่พี่ถามเอ๋แบบตรงๆ นะ ถ้าไม่มีงบจากพ่อสิทธิ์แม่อุ๊ เอ๋มีเงินเก็บที่เอ๋เก็บเองจริงๆ จังๆ เท่าไหร่ ถ้าเอ๋มีจากที่เอ๋หามาได้เองเกินสิบล้านพี่จะยอมเอาที่บ้าน เอาอสังหาเท่าติ่งปลาของพี่ไปจำนองกับแบงค์เอางินมาร่วมหัวจมท้ายกับเอ๋เลยเอ๊าท์”
เจ็บ!
ใช่! เธอสวย เธอรวย! แต่ทั้งหมดมันคือเงินของพ่อแม่ทั้งนั้น เมื่อสี่ปีก่อนตอนที่เธอออกจากบริษัทส่งออกของพ่อเพื่อมาทำงานตามที่ชอบ นับจากเงินเดือนที่เธอหาเองได้จริงๆ เธอมีเงินเก็บไม่ถึงห้าแสนด้วยซ้ำ
“พวกเราน่ะโตกันแล้วนะ ทำอะไรอย่าคิดว่ามีเงินๆ แต่จริงๆ เงินพวกนั้นคือของพ่อแม่ที่ให้มา ชัดเจนนะเอ๋ พี่จะไม่ลงทุนกับเอ๋ถ้าเอ๋คิดจะทำบริษัทใหญ่โตเกินกำลัง เราจะกู้เงินจากแบงค์ เราทำเท่าที่เรามีทุน เราจะหากันเอง ชัดเจนนะครับทุกคน”
สองปีแรกแทบอดตายกันล่ะจากการเชื่อคำพูดของสุพประวัต แต่พอเข้าปีที่สาม และปีนี้... อรกัญญามั่นใจได้เลยว่าเธอรวยด้วยตัวของเธอเอง
เงินที่ได้หยิบยืมของพ่อมาลงทุน เธอทยอยคืนให้ในกลางปีที่สาม แบบไม่เหลือหนี้สักบาท เงินกู้กับแบงค์ยังคงมีอยู่ในนามของบริษัทแต่นั่นไม่ใช่ปัญหา บริษัทไหนก็เป็นกัน
คิดแล้วเธอก็อดภูมิใจในตัวของตัวเอง...เธอดีพร้อมค่อนข้างมากทีเดียวสำหรับหญิงสาวในวัยเดียวกัน แต่ทำไม...
“ระวังคิ้วหายนะจ๊ะ ตาร้อนขนาดนั้น” เสียงหวานๆ แต่กลับเต็มไปด้วยแววประชดทำเอาสะดุดจนอยากหันกลับไปตบด้วยคำพูดให้เจ็บแสบ ถ้าไม่ติดว่าคนที่พูดออกมาคือกวีณาล่ะก็นะ...
มาว่าเธออิจฉาคู่รักที่นั่งอยู่ในร้านกาแฟได้อย่างไร!
“เธอทำงานเป็นเลขาจนเส้นสมองตึงหรือไงถึงมากวนประสาทฉันแก้เครียด”
“ว่าไปนั่น” ทั้งสองสาวเดินเข้าร้านกาแฟใกล้ๆ กับออฟฟิช มันก็ไม่ได้อร่อยเหาะมากมายนักหรอกในความรู้สึกของอรกัญญาแต่ใช่ว่าจะมีทางเลือกมากที่ไหน
อีกอย่างใช่ว่ามันวางอยู่ตรงหน้าแล้วเธอจะสนใจลิ้มรสหรือก็เปล่านะ
“ที่นี้บอกฉันมาได้หรือยังว่าเครียดเรื่องอะไร?” อรกัญญาเม้มปากนิดๆ คนหลอดดูดกาแฟปั่นตรงหน้าด้วยอาการเซ็งสุดขีด ก่อนจะถอนหายใจออกมาในที่สุด
“เรื่องแต่งงาน” กวีนาดูดกาแฟเย็นไปอึกใหญ่ เลิกคิ้ว ก้มลงปิดโซเชียลเน็ตเวิร์คในมือถือต่างๆ แล้วสนใจเพื่อนสาวตรงหน้าอย่างจริงจัง
“พ่อกับแม่ว่าไงบ้าง” ใบหน้าเรียวสวยส่ายช้าๆ
“ตาโอ๋ จะแนะนำเพื่อนให้”
“ห๊ะ” ปลายนิ้วเรียวของอรกัญญาเอื้อมมาจิ้มหน้าผากกวีณาทันทีที่เพื่อนเสียงดังจนคนในร้านหันมากมอง แต่คุณเธอไม่สนใจ
“เสียงดังทำไม”
“เพื่อนของโอ๋น่ะเหรอ? หล่อป่ะ?”
“วี่!”
“อะไรล่ะแก ก็ดีแล้วไง ควงไปให้พ่อเธอดูตัวซะอย่างน้อยๆ ก็คงจะชะงักความคิดจับคู่เธอกับใคร” เพื่อนซี้เอ่ย แต่อรกัญญาก็ได้แต่ถอนหายใจ
“มันคงดีกว่านี้ถ้า เขาอายุเท่าพี่สุ แล้วมีการมีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง”
“หมายความว่า...” อรกัญญาเริ่มเอ่ยถึงคุณสมบัติของเพื่อนน้องชายและเหตุผลร้อยแปดที่เธอมั่นใจว่าพ่อของเธอไม่มีทางหยุดเรื่องแต่งงานเพียงเพราะเธอมีแฟนที่จู่ๆ ก็โผล่มา
.............................................
.............................................
...................
“เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ”
“เข้าใจนะ” กวีณาเอ่ยหลังจากฟังอรกัญญาสาธยายทุกอย่างจบ จริงๆแล้วเธอไม่เข้าใจนักหรอกว่ามันจะยากตรงไหนกับการที่เดินเข้าไปขอให้คิดทบทวนเรื่องแต่งงานใหม่ เธอเคยบอกเพื่อนสาวไปแล้วว่า อย่างน้อยก็จะได้ประวิงเวลาเอาไว้ได้ นี่เล่นแตกเป็นแตกหักเป็นหัก...
“ไม่ว่ายังไงเพื่อนของโอ๋ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีแน่นอน ฉันต้องหาใครสักคนจริงๆ วี่ ประกาศหาตามเน็ตเลยดีมั้ย ฉันจ่ายไม่อั้นเลยนะ”
“เดี๋ยวก็ได้ตัวอะไรสักอย่างมาหรอก” สาวร่างเล็กขัด ก่อนจะเหลือบสาตามองไปทางประตูของร้านที่เปิดออกพร้อมกับร่างสูงของชายหนุ่มเดินเข้ามา
อรกัญญามั่วแต่หมกมุ่นเรื่องของตัวเองจนไม่ได้เห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของกวีณา เธอกังวลเกินกว่าจะมองใครที่ไหนด้วยซ้ำ ขนาดอาการอ้าปากเหวอตาค้างของกวีณาก็ยังไม่สามารถดึงอารมณ์ของเธอให้ดีขึ้นมาได้เลย
“แก..............” กวีณาเอื้อมมือมาจับแขนของอรกัญญาเขย่าแรงๆ ก่อนจะมุ่ยปากไปทางเคาน์เตอร์แคชเชียร์
“อะไร?”
“เหยื่อ!” กวีณาตาลุก สะกิดแรงๆ อีกที อรกัญญษถึงยอมหันกายไปทางด้านหลังเพื่อมองเป้าหมาย
เขา...เป็นผู้ชายร่างสูง ไม่ผอมแต่ก็ไม่ได้จะบึกบึนล้ำบึ๊กอะไร แต่ดูแล้วก็น่าจะเป็นคนที่ดูแลร่างกายของตัวเองเป็นอย่างดี การแต่งตัวถ้าหากมองตามจริงแล้วก็ไม่ได้โดดเด่น เสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์สีเข้ม สองแขนแข็งแรงเท้าเคาน์เตอร์ ยืนพ้อยเท้าสบายๆ เธอไม่สามารถบอกได้ว่าเขาหล่อมากแค่ไหน แต่เพียงเสี้ยวด้านข้างที่มองเห็น ทรงผมที่จัดแต่งได้ดี...
หล่อทีเดียว
“แล้ว?”
“อ่อยแล้วแกก็จับซะ เอาไปอวดพ่อ” อรกัญญาเบ้ปากทันที “หล่อน่ะนั่น”
“เกย์หรือเปล่าไม่รู้”
“อี๋! ถึงฉันจะชอบเห็นผู้ชายหล่ออิ๊อร้างกันแต่ฉันก็เป็นชะนีที่เจ็บปวดเวลาได้ยินคำพูดประมาณนี้นะ” อรกัญญาไม่เข้าใจความคิดของกวีณาเท่าไหร่ ยิ่งเพื่อนของเธอบ้าเกาหลีมากเท่าไหร่ ดูเหมือนกวีณาจะคุยกับเพื่อนอีกหลายคนไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับทรรศนคติของหญิงชาย
แต่นั่นแหละ...มันไม่เกี่ยวกับเธอ
“เฮ่ยยย... เอ๋... หล่อมาก!” กวีณาตาโตเมื่อชายคนนั้นหันหน้ามาทางพวกเธอเหมือนกำลังมองหาโต๊ะนั่ง “นี่ขนาดใส่แว่นนะ”
“ตาเขหรือแปล่า?” อรกัญญาวิจารณ์ไม่หันไปมองสักนิด เพราะเธอมีเหตุผลที่จะไม่มองชายคนนั้นอีกตั้งแต่ที่มองไม่กี่วินาทีแรก...เขาเด็กกว่าเธอแน่นอน
“ปากร้าย!” ชายหนุ่มคนนั้นเดินมาทางโต๊ะของสองสาวพร้อมเครื่องดื่มในมือ เขาไม่ได้มีท่าทีกระวนกระวายอะไร ติดจะสบายอกสบายใจค่อยๆ เดินหาโต๊ะเหมาะๆ จนผ่านโต๊ะของสองสาวไปนั่งอยู่มุมหนึ่งเยื้องไปอีกเล็กน้อย
“ก็จริง แกก็เคยเห็นบ่อยๆ ไอ้ที่ใส่แว่นหล่อๆ ถอดแว่นตาออกดูได้ที่ไหน”
“แต่คนนี้ฉันว่าหล่อนะ แกไม่สนจริงเหรอ?” อรกัญญาเหลือบไปมองชายหนุ่มที่นั่งสบายๆ อีกมุมหนึ่ง แล้วถอนหายใจ
“เขาก็หล่อนะ ดูดี เก๋ทีเดียว”
“ใช่มะ” กวีณายิ้มพราย ถ้าได้หนุ่มคนนี้มาให้เพื่อนสาวของเธอควง เธอคงสบายใจไปกองใหญ่ว่าอรกัญญาจะไม่พาเธอเครียดกับเรื่องพวกนี้... นี่หวังดีกับเพื่อนจริงๆ นะ ไม่ได้จะโยนขี้ไปไหนเล้ย!
“แต่เด็ก!” จบนะบ่างช่างยุ
[!!!] รักต้มตุ๋น 2
มันจะดีหรือไงกับการจ้าง “ผู้ชาย” ที่เป็นเพื่อนของน้องชายให้มาเป็นแฟนหลอกบิดากับมารดา มันไม่ดีในทุกประการ แน่ล่ะเธอคำนวณไว้เลยว่าปัญหาแรกที่จะเกิดขึ้นเมื่อพ่อของเธอเจอกับเพื่อนของน้องชายนั่นคือ...
อายุ!
ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหนประเด็นนี้เธอไม่มีทางหลีกเลี่ยงการปะทะกับพ่อได้แน่นอน ในเมื่อภูมิดนัยอายุน้อยกว่าเธอสามปี ซึ่งก็เท่ากับอัฏกรและเพื่อนของเขาด้วย...
แต่เธอที่ตั้งป้อมต้อต้านผู้ชายอายุน้อยกว่ามาตลอดนี่สิ... คิดยังไงเธอก็โดนพ่อจวกเละเรื่องอายุ
และกรณีต่อไป ภูมิดนัยเป็นถึงหัวหน้าวิศวกรของบริษัทต่างชาติใหญ่แค่ไหนเธอไม่สนหรอก แต่ถ้าพ่อของเธอสนใจแสดงว่าไม่ใช่น้อยๆ เรื่องภาษีย่อมดีกว่าเพื่อนของน้องชาย ที่ยังว่างงานไม่มีรายได้ และไม่มีที่พัก
ดังนั้นพาไปหลอกพ่อของเธอยังไงก็โดนเขี่ยกระเด็นออกมา...
เพราะอย่างนี้ไงเธอจึงไม่รับข้อเสนอของน้องชาย
“เป็นอะไรแก” อรกัญญาเม้มปาก ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เอนกายกับพนักเก้าอี้ เหลือบตาขึ้นมองเพื่อนสนิทที่มายืนหน้าโต๊ะทำงานพร้อมแก้วกาแฟในมือ “ฉันมาขอเอกสารสรุปยอดของฝ่ายการตลาดน่ะ” กวีณาพูดพร้อมกับพยักพเยิดไปทางแฟ้มงานด้านข้ามือของโต๊ะ
อรกัญญาดึงแฟ้มงานนั้นมาวางตรงหน้าของเพื่อน ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง “แผนการตลาดใช้ไอดอลเกาหลีเป็นพรีเซ็นเตอร์ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนะ อยากจะเอาไปให้นายดูหน่อยไหม?” กวีณาพยักหน้าทันที
“งานนี้ฉันทุ่มสุดตัว” เสียงของเพื่อนรักนั้นไม่ดังมากนัก แต่รอยยิ้มเปื้อนใบหน้าที่บ่อยครั้งติดจะไร้ความรู้สึกของกวีณานั้นทำให้เธอรู้ว่าเพื่อนสนิทดีใจแค่ไหน ที่แผนการอยากใกล้ชิดกลุ่มไอดอลที่ปลาบปลื้มใกล้สำเร็จโดยไม่เสียเงินสักบาท แหงล่ะ...ใช้เงินบริษัทในฐานะผู้ว่าจ้างให้มาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์นี่
“ย่ะ”
“ว่าแต่มีเรื่องอะไรหรือเปล่าดูแกเครียดๆ” อรกัญญาหลุบตามองโต๊ะทำงาน ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง
“เราโดดงานสักสองชั่วโมงดีไหม? ฉันว่านายคงไม่ว่าหรอก” พูดจบเธอก็เปิดลิ้นชักโต๊ะเอากระเป๋าถือราคาแพงออกมาลุกขึ้นแล้วเลิกคิ้วมองใบหน้าเพื่อนสาว
“เอางั้น?”
“ฉันจะรอหน้าบริษัทก็แล้วกัน” อรกัญญาทันได้ยินเสียงครางเบาๆ ว่า อั๊ยย่ะ ของกวีณาอยู่ แต่เธอไม่อยากเสียเวลานั่งอยู่ตรงนั้นนานกว่านี้ เธอตรงไปยังโต๊ะของคุณปริมที่กำลังนั่งหัวหมุนกับแฟ้มงาน
“ปริม...ฉันจะออกไปข้างนอกสักสองชั่วโมงนะ มีงานอะไรเอาไปวางบนโต๊ะ”
“ได้ค่ะคุณเอ๋ เอ่อ...ถ้ามีงานด่วนเข้ามา...”
“ก็ให้มันด่วนรอไปก่อน” ใช่...อะไรจะด่วนจะสำคัญกว่าปัญหาของเธอล่ะ
ที่สำคัญ ถึงเธอจะอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการการตลาด แต่เอาเข้าจริง ชื่อของเธอที่เป็นที่รู้จักก็คือ หนึ่งในสี่ของผู้ถือหุ่นของบริษัท Little Diamond
เธอร่วมลงทุนกับเพื่อนอีกสามคน หนึ่งในนั้นคือกวีณาทำบริษัทเครื่องประดับนี้ขึ้นมา โดยที่เธอแยกมาทำในส่วนที่ถนัดนั่นคือการตลาด กวีณาทำงานเลขา มีเพื่อนรุ่นพี่อย่างสุพประวัตนั่งตำแหน่งผู้บิหาร และการิน เป็นผู้ออกแบบเครื่องประดับของแบรนด์ Little
บริษัทไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายนักเป็นบริษัทขนาดกลางที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเด็กวัยรุ่น รวมไปถึงวัยทำงานที่ชื่นชอบเครื่องประดับอย่างเช่นเพชร แต่ราคาของแบรนด์อื่นๆ อาจจะหนักหนาสาหัสไป เธอจึงมุ่งเน้นไปยังเครื่องประดับเพชรขนาดที่ดูเล็กลงมาแต่สามารถมีฐานลูกค้าที่มากจำนวนกว่า และแบรนด์ของเธอก็ไม่ได้มีเพียงแค่เพชร แต่รวมไปถึงอัญมณีต่างๆ ที่ราคาย่อมเยา
แม้ในครั้งแรกที่ร่วมกันคิด ร่วมกันลงทุนเธอต้องการให้เป็นบริษัทใหญ่ แต่สุพประวัต ซึ่งเคยทำงานในบริษัทค้าเพชรพลอยขนาดใหญ่มาก่อนห้ามปรามความคิดของเธอไว้ ยกเหตุผลการแข่งขันที่สูงมากในงานสายนี้ออกมายันกับเธอทำให้ยอมแพ้ในที่สุดจนยอมลดขนาดการลงทุนลง
เหตุผลที่เธออึ้งถึงกับพ่นวาจาร้ายๆ ไม่ออกเลยก็คือ “พี่รู้ว่าเอ๋มีทุนรอนเยอะ พี่รู้ครับว่าเอ๋รวย แต่พี่ถามเอ๋แบบตรงๆ นะ ถ้าไม่มีงบจากพ่อสิทธิ์แม่อุ๊ เอ๋มีเงินเก็บที่เอ๋เก็บเองจริงๆ จังๆ เท่าไหร่ ถ้าเอ๋มีจากที่เอ๋หามาได้เองเกินสิบล้านพี่จะยอมเอาที่บ้าน เอาอสังหาเท่าติ่งปลาของพี่ไปจำนองกับแบงค์เอางินมาร่วมหัวจมท้ายกับเอ๋เลยเอ๊าท์”
เจ็บ!
ใช่! เธอสวย เธอรวย! แต่ทั้งหมดมันคือเงินของพ่อแม่ทั้งนั้น เมื่อสี่ปีก่อนตอนที่เธอออกจากบริษัทส่งออกของพ่อเพื่อมาทำงานตามที่ชอบ นับจากเงินเดือนที่เธอหาเองได้จริงๆ เธอมีเงินเก็บไม่ถึงห้าแสนด้วยซ้ำ
“พวกเราน่ะโตกันแล้วนะ ทำอะไรอย่าคิดว่ามีเงินๆ แต่จริงๆ เงินพวกนั้นคือของพ่อแม่ที่ให้มา ชัดเจนนะเอ๋ พี่จะไม่ลงทุนกับเอ๋ถ้าเอ๋คิดจะทำบริษัทใหญ่โตเกินกำลัง เราจะกู้เงินจากแบงค์ เราทำเท่าที่เรามีทุน เราจะหากันเอง ชัดเจนนะครับทุกคน”
สองปีแรกแทบอดตายกันล่ะจากการเชื่อคำพูดของสุพประวัต แต่พอเข้าปีที่สาม และปีนี้... อรกัญญามั่นใจได้เลยว่าเธอรวยด้วยตัวของเธอเอง
เงินที่ได้หยิบยืมของพ่อมาลงทุน เธอทยอยคืนให้ในกลางปีที่สาม แบบไม่เหลือหนี้สักบาท เงินกู้กับแบงค์ยังคงมีอยู่ในนามของบริษัทแต่นั่นไม่ใช่ปัญหา บริษัทไหนก็เป็นกัน
คิดแล้วเธอก็อดภูมิใจในตัวของตัวเอง...เธอดีพร้อมค่อนข้างมากทีเดียวสำหรับหญิงสาวในวัยเดียวกัน แต่ทำไม...
“ระวังคิ้วหายนะจ๊ะ ตาร้อนขนาดนั้น” เสียงหวานๆ แต่กลับเต็มไปด้วยแววประชดทำเอาสะดุดจนอยากหันกลับไปตบด้วยคำพูดให้เจ็บแสบ ถ้าไม่ติดว่าคนที่พูดออกมาคือกวีณาล่ะก็นะ...
มาว่าเธออิจฉาคู่รักที่นั่งอยู่ในร้านกาแฟได้อย่างไร!
“เธอทำงานเป็นเลขาจนเส้นสมองตึงหรือไงถึงมากวนประสาทฉันแก้เครียด”
“ว่าไปนั่น” ทั้งสองสาวเดินเข้าร้านกาแฟใกล้ๆ กับออฟฟิช มันก็ไม่ได้อร่อยเหาะมากมายนักหรอกในความรู้สึกของอรกัญญาแต่ใช่ว่าจะมีทางเลือกมากที่ไหน
อีกอย่างใช่ว่ามันวางอยู่ตรงหน้าแล้วเธอจะสนใจลิ้มรสหรือก็เปล่านะ
“ที่นี้บอกฉันมาได้หรือยังว่าเครียดเรื่องอะไร?” อรกัญญาเม้มปากนิดๆ คนหลอดดูดกาแฟปั่นตรงหน้าด้วยอาการเซ็งสุดขีด ก่อนจะถอนหายใจออกมาในที่สุด
“เรื่องแต่งงาน” กวีนาดูดกาแฟเย็นไปอึกใหญ่ เลิกคิ้ว ก้มลงปิดโซเชียลเน็ตเวิร์คในมือถือต่างๆ แล้วสนใจเพื่อนสาวตรงหน้าอย่างจริงจัง
“พ่อกับแม่ว่าไงบ้าง” ใบหน้าเรียวสวยส่ายช้าๆ
“ตาโอ๋ จะแนะนำเพื่อนให้”
“ห๊ะ” ปลายนิ้วเรียวของอรกัญญาเอื้อมมาจิ้มหน้าผากกวีณาทันทีที่เพื่อนเสียงดังจนคนในร้านหันมากมอง แต่คุณเธอไม่สนใจ
“เสียงดังทำไม”
“เพื่อนของโอ๋น่ะเหรอ? หล่อป่ะ?”
“วี่!”
“อะไรล่ะแก ก็ดีแล้วไง ควงไปให้พ่อเธอดูตัวซะอย่างน้อยๆ ก็คงจะชะงักความคิดจับคู่เธอกับใคร” เพื่อนซี้เอ่ย แต่อรกัญญาก็ได้แต่ถอนหายใจ
“มันคงดีกว่านี้ถ้า เขาอายุเท่าพี่สุ แล้วมีการมีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง”
“หมายความว่า...” อรกัญญาเริ่มเอ่ยถึงคุณสมบัติของเพื่อนน้องชายและเหตุผลร้อยแปดที่เธอมั่นใจว่าพ่อของเธอไม่มีทางหยุดเรื่องแต่งงานเพียงเพราะเธอมีแฟนที่จู่ๆ ก็โผล่มา
.............................................
.............................................
...................
“เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ”
“เข้าใจนะ” กวีณาเอ่ยหลังจากฟังอรกัญญาสาธยายทุกอย่างจบ จริงๆแล้วเธอไม่เข้าใจนักหรอกว่ามันจะยากตรงไหนกับการที่เดินเข้าไปขอให้คิดทบทวนเรื่องแต่งงานใหม่ เธอเคยบอกเพื่อนสาวไปแล้วว่า อย่างน้อยก็จะได้ประวิงเวลาเอาไว้ได้ นี่เล่นแตกเป็นแตกหักเป็นหัก...
“ไม่ว่ายังไงเพื่อนของโอ๋ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีแน่นอน ฉันต้องหาใครสักคนจริงๆ วี่ ประกาศหาตามเน็ตเลยดีมั้ย ฉันจ่ายไม่อั้นเลยนะ”
“เดี๋ยวก็ได้ตัวอะไรสักอย่างมาหรอก” สาวร่างเล็กขัด ก่อนจะเหลือบสาตามองไปทางประตูของร้านที่เปิดออกพร้อมกับร่างสูงของชายหนุ่มเดินเข้ามา
อรกัญญามั่วแต่หมกมุ่นเรื่องของตัวเองจนไม่ได้เห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของกวีณา เธอกังวลเกินกว่าจะมองใครที่ไหนด้วยซ้ำ ขนาดอาการอ้าปากเหวอตาค้างของกวีณาก็ยังไม่สามารถดึงอารมณ์ของเธอให้ดีขึ้นมาได้เลย
“แก..............” กวีณาเอื้อมมือมาจับแขนของอรกัญญาเขย่าแรงๆ ก่อนจะมุ่ยปากไปทางเคาน์เตอร์แคชเชียร์
“อะไร?”
“เหยื่อ!” กวีณาตาลุก สะกิดแรงๆ อีกที อรกัญญษถึงยอมหันกายไปทางด้านหลังเพื่อมองเป้าหมาย
เขา...เป็นผู้ชายร่างสูง ไม่ผอมแต่ก็ไม่ได้จะบึกบึนล้ำบึ๊กอะไร แต่ดูแล้วก็น่าจะเป็นคนที่ดูแลร่างกายของตัวเองเป็นอย่างดี การแต่งตัวถ้าหากมองตามจริงแล้วก็ไม่ได้โดดเด่น เสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์สีเข้ม สองแขนแข็งแรงเท้าเคาน์เตอร์ ยืนพ้อยเท้าสบายๆ เธอไม่สามารถบอกได้ว่าเขาหล่อมากแค่ไหน แต่เพียงเสี้ยวด้านข้างที่มองเห็น ทรงผมที่จัดแต่งได้ดี...
หล่อทีเดียว
“แล้ว?”
“อ่อยแล้วแกก็จับซะ เอาไปอวดพ่อ” อรกัญญาเบ้ปากทันที “หล่อน่ะนั่น”
“เกย์หรือเปล่าไม่รู้”
“อี๋! ถึงฉันจะชอบเห็นผู้ชายหล่ออิ๊อร้างกันแต่ฉันก็เป็นชะนีที่เจ็บปวดเวลาได้ยินคำพูดประมาณนี้นะ” อรกัญญาไม่เข้าใจความคิดของกวีณาเท่าไหร่ ยิ่งเพื่อนของเธอบ้าเกาหลีมากเท่าไหร่ ดูเหมือนกวีณาจะคุยกับเพื่อนอีกหลายคนไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับทรรศนคติของหญิงชาย
แต่นั่นแหละ...มันไม่เกี่ยวกับเธอ
“เฮ่ยยย... เอ๋... หล่อมาก!” กวีณาตาโตเมื่อชายคนนั้นหันหน้ามาทางพวกเธอเหมือนกำลังมองหาโต๊ะนั่ง “นี่ขนาดใส่แว่นนะ”
“ตาเขหรือแปล่า?” อรกัญญาวิจารณ์ไม่หันไปมองสักนิด เพราะเธอมีเหตุผลที่จะไม่มองชายคนนั้นอีกตั้งแต่ที่มองไม่กี่วินาทีแรก...เขาเด็กกว่าเธอแน่นอน
“ปากร้าย!” ชายหนุ่มคนนั้นเดินมาทางโต๊ะของสองสาวพร้อมเครื่องดื่มในมือ เขาไม่ได้มีท่าทีกระวนกระวายอะไร ติดจะสบายอกสบายใจค่อยๆ เดินหาโต๊ะเหมาะๆ จนผ่านโต๊ะของสองสาวไปนั่งอยู่มุมหนึ่งเยื้องไปอีกเล็กน้อย
“ก็จริง แกก็เคยเห็นบ่อยๆ ไอ้ที่ใส่แว่นหล่อๆ ถอดแว่นตาออกดูได้ที่ไหน”
“แต่คนนี้ฉันว่าหล่อนะ แกไม่สนจริงเหรอ?” อรกัญญาเหลือบไปมองชายหนุ่มที่นั่งสบายๆ อีกมุมหนึ่ง แล้วถอนหายใจ
“เขาก็หล่อนะ ดูดี เก๋ทีเดียว”
“ใช่มะ” กวีณายิ้มพราย ถ้าได้หนุ่มคนนี้มาให้เพื่อนสาวของเธอควง เธอคงสบายใจไปกองใหญ่ว่าอรกัญญาจะไม่พาเธอเครียดกับเรื่องพวกนี้... นี่หวังดีกับเพื่อนจริงๆ นะ ไม่ได้จะโยนขี้ไปไหนเล้ย!
“แต่เด็ก!” จบนะบ่างช่างยุ