
ตอนที่ 1:
Beppu
ตอนที่ 2:
Oita (Harmony Land)
ตอนที่ 3:
Fukuoka
ตอนที่ 4:
Hiroshima
ตอนที่ 5:
Kyoto
ตอนที่ 6:
Osaka
ตอนที่ 7:
Tokyo
ตอนที่ 8:
Hokkaido
สวัสดีชาวพันทิปทุกๆ คนค่ะ เนื่องจากมีโอกาสพาแม่ไปลุยกันที่ญี่ปุ่นด้วยตั๋ว JR Pass 14 วัน กับการเดินทาง 1,000 กว่ากิโลเมตร ตั้งแต่เกาะคิวชูไปถึงซัปโปโร เมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งหลายๆ คนก็คงพูดเหมือนกันว่าญี่ปุ่นอีกแล้ว~ ไปทำไมเดือน มิ.ย. อากาศก็ไม่ค่อยดี ซากุระไม่มี ใบไม้ไม่เปลี่ยนสี หิมะนี่ไม่ต้องพูดถึง ตัดสินใจนานมาก แต่สุดท้ายก็เลือกจะลุยไปกับทริปนี้ ข้อมูลอาจจะไม่ได้ละเอียดมาก แต่เห็นว่าแวะหลายเมืองเลยอยากรีวิวให้ทุกๆ คนได้อ่านกันค่ะ
เล่าก่อนว่าเมื่อหลายปีก่อนเคยไปญี่ปุ่นกับที่บ้านกับบริษัททัวร์ช่วงปีใหม่ ทำให้เก็บที่เที่ยวหลักๆ ได้หลายที่แล้ว ทริปนี้เลยเน้นไปแบบสบายๆ (ที่หนักเอาการ) เน้นเก็บที่เที่ยวที่ไม่เคยไปซะมากกว่า ส่วน 11 + 2 วัน มีที่มาจากการที่เราต้องไปธุระที่เมืองคิตะคิวชู 2 วันค่ะ เลยกลายเป็น 11 วันที่พาแม่เที่ยว และ 2 วันที่แม่หลงทางด้วยตัวเองค่ะ ทริปนี้เริ่มจากฟุกุโอกะ จบที่ซัปโปโร ด้วยสายการบิน Korean air ที่แวะเกาหลี เพราะแม่ไม่ชอบนั่งเครื่องนานๆ และเราสองคนอยากแวะช้อปปิ้งที่เกาหลีกันค่ะ ส่วนที่พักเลือกใช้บริการ Toyoko-inn ค่ะ เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ข้าวเช้าฟรี บวกกับเราพักนานค่ะทำให้สมัครสมาชิกแล้วใช้สิทธิพัก 10 ฟรี 1 ไปเลย (เรื่องเงินขอไม่พูดแล้วกันเนอะ เพราะไปกับแม่ค่ะ สบายเลย~~

)
เรามาเริ่มกันที่เมืองแรกเลยดีกว่าค่ะ
- - O i t a - -
หลังจากเครื่องลงที่ฟุกุโอกะเรียบร้อย เราสองแม่ลูกก็แบกกระเป๋านั่งรถมาฝั่ง Domestic เพื่อนั่งรถไฟใต้ดินเข้าเมือง แล้วไปแลก JR Pass เพื่อขึ้นชินคันเซนไปเก็บกระเป๋าที่คิตะคิวชูก่อน โอ้แม่เจ้าหลายทอดหลายต่ออะไรขนาดนี้ หลายคนคงพึมพำ แต่จริงๆ คือไม่มีอะไรเลย รถบัสจากสนามบินมีไปส่งทุกที่ค่ะ เพียงแต่มีเป็นรอบๆ แล้วเราก็ไม่อยากรอกัน ขึ้นลงรถไฟก็ไม่แย่ค่ะ ออกจากสนามบินก็จะเจอ shuttle bus รออยู่ ต่อใต้ดินแป๊ปเดียวก็เข้ามาถึงสถานี Hakata แล้วค่ะ
สถานี Hakata เป็นศูนย์กลางของการเดินทางด้วยรถไฟของเกาะคิวชูค่ะ ดังนั้นแล้วจึงเป็นสถานีที่ใหญ่มาก แล้วก็วุ่นวายมากสถานีนึงเลยก็ได้ค่ะ ที่สถานีนี้เราทำการแลก JR Pass แล้วก็ทำการจองตั๋วรถไฟล่วงหน้า เพราะเราจะไปซัปโปโรด้วยรถไฟนอน Hamanasu และเท่าที่หาข้อมูลคือเจ้า Nobinobi seat เนี่ย น้อยแล้วก็เต็มเร็วมาก… แล้วก็จริงๆ ค่ะ เราจองไม่ทัน T^T แต่อย่าได้เสียใจไป ยังมีตู้นั่งแบบ Dream car ที่สบายสุดๆ ให้นั่งได้ฟรีสำหรับคนใช้ JR Pass เช่นกันค่ะ เรื่องรถไฟนี้ค่อยว่ากันอีกทีตอนขึ้นไปซัปโปโรเนอะ
เอาล่ะ หลังจากจองตั๋วรถไฟได้มาเป็นปึก เน้นว่าเป็นปึก และฝากกระเป๋าที่โรงแรมเรียบร้อย ก็จับเจ้า LTD. Exp. Sonic พุ่งตรงไปที่เบบปุทันที เป้าหมายในวันนี้ของเราก็คือบ่อนรกทั้ง 8 ค่ะ จริงๆ แล้วเบบปุเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำร้อน ไปที่ไหนก็เห็นแต่ควันที่พุ่งขึ้นมา เราสองคนแม่ลูกมาถึงสถานีเบบปุเกือบบ่าย 3 กับสภาพอากาศที่เกือบจะดีค่ะ ไม่มีแดด ไม่มีฝน แต่ลมเย็นมาก ออกจากสถานีเราก็พุ่งดิ่งไปที่ป้ายรถทันทีค่ะ

หน้าตาของ LTD. Exp. Sonic ที่วิ่งถอยหลังออกจากสถานี ไม่กลับเก้าอี้ก็จะนั่งถอยหลังตลอดทางจ้า~
การเดินทางด้วยรถเมล์ จากสถานีเบบปุก็สามารถไปได้หลายสายนะคะ สามารถซื้อเป็นพาสสำหรับขึ้นรถเมล์ด้วยเช่นกัน สิทธิพิเศษก็คือพาสนั้นสามารถใช้เป็นบัตรลดค่าเข้าชมบ่อทั้ง 8 (แบบที่เป็นเล่มเหมารวม) ได้ด้วย ซึ่งบ่อทั้ง 8 นี้มี 6 บ่อที่อยู่ใกล้ๆ กัน และอีก 2 บ่อที่แยกออกมา ต้องนั่งรถบัสต่อค่ะ และเนื่องจากเรามาถึงช้า และคิดว่าจะไม่นั่งรถไปอีก 2 บ่อ เลยไม่ได้ซื้อพาสรถบัสค่ะ

นั่งรถบัสไปนานมาก จนคิดว่าเลย ก็มาจอดตรงป้ายนี้พอดีค่ะ (ชื่อป้ายก็คือ Umi-jigoku-mae) ลงจากรถมาให้เดินขึ้นไปซักนิด แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไป ตรงนั้นจะมี 3 บ่ออยู่ติดกันค่ะ เราซื้อตั๋วเป็นเล่มสำหรับ 8 บ่อ พนักงานก็อธิบายละเอียดมากว่าทุกบ่อปิด 5 โมงนะ อาจจะเข้าไม่ทันนะ บลาๆ แต่เราก็ ไฮ่ๆ ไดโจวบุเดส~สึ ตลอดค่ะ

บ่อแรกที่ไปคือบ่อ Umi Jigoku น้ำที่นี่เป็นสีฟ้าเหมือนน้ำทะเลสมกับชื่อบ่อค่ะ (Umi = ทะเล~) ข้างหลังมีโทริอิที่แดงตั้งอยู่ โชคไม่ค่อยดีที่เราไปตอนลมแรงมาก ควันเต็มบ่อเลย เป่าเท่าไหร่ก็ไม่หมด

อยู่ได้ซักพักก็ยอมแพ้ แล้วออกมาแวะกินพุดดิ้งตรงร้านของชำร่วยแทนค่ะ

ต้องลองนะคะ อร่อย

เสร็จจากบ่อแรก ก็ไปต่อที่บ่อโคลน Onishi Bōzu Jigoku ซึ่งเป็นบ่อที่เดือดปุดๆ ตลอดเวลาค่ะ ตรงนี้มีมุมเล็กๆ ให้แช่เท้าได้ แต่เราสองคนมองหน้ากันแล้วก็เลือกไม่แช่เพราะอ่านรีวิวมา อีกที่น่าแช่กว่า (แต่ตอนหลังเสียดายมากที่ไม่แช่) ใครอยากแช่เท้าแนะนำบ่อนี้นะคะ สงบมากๆ

บ่อที่สามชื่อว่า Yama Jigoku ที่นี่มีสวนสัตว์เล็กๆ อยู่ข้างๆ เอ่อ จริงๆ เรียกกว่ากรงสัตว์น่าจะถูกกว่า ด้วยความที่ตื่นเต้นกับสองบ่อแรก ทำให้บ่อนี้รู้สึกเฉยๆ ไปเลย ใครที่จะมาแนะนำว่าให้แวะบ่อนี้ก่อนนะคะ จะได้ค่อยๆ เพิ่มดีกรีความว้าว ไม่งั้นเดี๋ยวจะเป็นแบบเรา ว้าวเยอะไปหน่อยตอนแรก
เสร็จจากสามบ่อให้ข้ามถนนจากจุดที่ลงรถบัสมาฝั่งตรงข้ามค่ะ ตรงนี้จะมีอีก 3 บ่อให้เดินชมกัน

บ่อที่ 4 Kamado Jigoku มียักษ์ยืนต้อนรับอยู่ ทีนี้ตรงนี้มีหลายบ่อเล็กๆ รวมกันอยู่ค่ะ และที่สำคัญ ที่นี่แหละที่เป็นที่แช่เท้า เราก็คุยกันดิบดีว่าเนี่ย เมื่อยมาก แช่เท้าหน่อย เดินเข้าไป โอโหแม่เจ้า มีคนเป็นล้านค่ะที่คิดแบบเรา ทุกคนนั่งแช่เท้า แกะไข่ต้มเข้าปากกันอย่างสบายใจ สุดท้ายสองแม่ลูกก็ต้องถอยทัพค่ะ

เดินต่อลงมาเรื่อยๆ จริงๆ ก็ไม่กี่ก้าว จะเจอกับบ่อที่ 5 Oniyama Jigoku ที่นี่มีจระเข้ด้วยนะ

เดินต่อลงมาอีกค่ะ บ่อนี้จะอยู่ห่างออกมานิดนึง บ่อที่ 6 ซึ่งเป็นบ่อสุดท้ายของเรา ชื่อว่า Shiraike Jigoku ความพิเศษของที่นี่คือน้ำเป็นสีขาว... ดูยังไงก็ขาวนะ
เสร็จจาก 6 บ่อก็เกือบจะห้าโมงแล้ว แล้วด้วยควันที่พุ่งเต็มไปหมดก็เลยตัดสินใจไม่ไปต่อค่ะ เราสองคนแม่ลูกเดินออกจากบ่อขาวอย่างหิวโหย และมุ่งตรงไปที่ jigoku mushi kobo ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับการฝากท้องในมื้อนี้ค่ะ สำหรับวิธีการไปเดินตรงลงมาเลยค่ะ

พอถึงถนนใหญ่จะเจอทางข้าม และป้ายนี้ เดินตรงเข้าไปก็จะเจอกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวค่ะ ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่นี่เต็มไปด้วยควันจริงๆ ฝ่าค่ะ เราต้องฝ่าฝูงควันที่พุ่งจากท่อเข้าไปด้านใน…

คนญี่ปุ่นส่วนมากจะนำวัตถุดิบมาเองนะคะ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแบบเรา เขาก็มีจัดไว้ให้ค่ะ จุดเด่นของที่นี่คือเป็นสถานที่ที่ให้นักท่องเที่ยวทำอาหารทานเอง เดินเข้าไปก็จะเจอตู้ที่มีขายทั้งชุดซีฟู้ด ชุดหมู ชุดผัก อ่านไม่ออกก็ไม่ใช่ปัญหาค่ะ ทันทีที่เข้าไปยืนทำหน้างง ก็จะมีคุณลุงใจดีมาช่วยทันที
หลังจากกดรายการของสดเรียบร้อย ก็นำมาให้พนักงานค่ะ แล้วเราก็จะได้ของที่สั่งมา ให้นำไปให้คุณป้าๆ ด้านนอกเลยค่ะ คุณป้าๆ จะใส่ถุงมือให้เราพร้อมกับอธิบายว่าอันไหนนึ่งนานเท่าไหร่ แล้วก็ให้เราวางเอง จากนั้นก็รอค่ะ

นี่คือชุดหมูชาบู? ที่แม่บ่นนิดหน่อยว่าหมูให้น้อยจัง แต่จริงๆ แล้วข้างใต้นี่แหละ... ขุมทรัพย์เลย
หลังจากกินอิ่มเรียบร้อย ก็อย่าลืมล้างจานด้วยนะคะ ^^
เดินออกจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวย้อนกลับมา จะเจอป้ายรถเมล์ Kannawa ซึ่งนั่งกลับสถานีเบบปุได้ค่ะ ช่วงฤดูนี้ที่ญี่ปุ่นพระอาทิตย์ตกช้ามากๆ กลับมาถึงเกือบทุ่มยังสว่างอยู่เลย เที่ยวได้เต็มที่จริงๆ

ก่อนจะบอกลาเมืองแห่งควัน ก็ถ่ายรูปคุณ Pika Pika Oji san ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวเบบปุเล็กน้อย…
ขอจบตอนนี้ไว้เท่านี้ก่อนดีกว่า และเนื่องจากเป็นกระทู้แรก อาจมีผิดพลาดไปบ้าง ขอคำแนะนำจากทุกคนด้วยนะคะ
แล้วเจอกันในตอนหน้า เรายังไม่ไปไหนไกล จะพาไป Harmony land ค่ะ
**Edit เพิ่มลิ้งค์ไปตอนอื่นๆ ครบแล้วนะคะ
[CR] 11+2 วัน ฉันพาแม่บุกญี่ปุ่น
ตอนที่ 1: Beppu
ตอนที่ 2: Oita (Harmony Land)
ตอนที่ 3: Fukuoka
ตอนที่ 4: Hiroshima
ตอนที่ 5: Kyoto
ตอนที่ 6: Osaka
ตอนที่ 7: Tokyo
ตอนที่ 8: Hokkaido
สวัสดีชาวพันทิปทุกๆ คนค่ะ เนื่องจากมีโอกาสพาแม่ไปลุยกันที่ญี่ปุ่นด้วยตั๋ว JR Pass 14 วัน กับการเดินทาง 1,000 กว่ากิโลเมตร ตั้งแต่เกาะคิวชูไปถึงซัปโปโร เมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งหลายๆ คนก็คงพูดเหมือนกันว่าญี่ปุ่นอีกแล้ว~ ไปทำไมเดือน มิ.ย. อากาศก็ไม่ค่อยดี ซากุระไม่มี ใบไม้ไม่เปลี่ยนสี หิมะนี่ไม่ต้องพูดถึง ตัดสินใจนานมาก แต่สุดท้ายก็เลือกจะลุยไปกับทริปนี้ ข้อมูลอาจจะไม่ได้ละเอียดมาก แต่เห็นว่าแวะหลายเมืองเลยอยากรีวิวให้ทุกๆ คนได้อ่านกันค่ะ
เล่าก่อนว่าเมื่อหลายปีก่อนเคยไปญี่ปุ่นกับที่บ้านกับบริษัททัวร์ช่วงปีใหม่ ทำให้เก็บที่เที่ยวหลักๆ ได้หลายที่แล้ว ทริปนี้เลยเน้นไปแบบสบายๆ (ที่หนักเอาการ) เน้นเก็บที่เที่ยวที่ไม่เคยไปซะมากกว่า ส่วน 11 + 2 วัน มีที่มาจากการที่เราต้องไปธุระที่เมืองคิตะคิวชู 2 วันค่ะ เลยกลายเป็น 11 วันที่พาแม่เที่ยว และ 2 วันที่แม่หลงทางด้วยตัวเองค่ะ ทริปนี้เริ่มจากฟุกุโอกะ จบที่ซัปโปโร ด้วยสายการบิน Korean air ที่แวะเกาหลี เพราะแม่ไม่ชอบนั่งเครื่องนานๆ และเราสองคนอยากแวะช้อปปิ้งที่เกาหลีกันค่ะ ส่วนที่พักเลือกใช้บริการ Toyoko-inn ค่ะ เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ข้าวเช้าฟรี บวกกับเราพักนานค่ะทำให้สมัครสมาชิกแล้วใช้สิทธิพัก 10 ฟรี 1 ไปเลย (เรื่องเงินขอไม่พูดแล้วกันเนอะ เพราะไปกับแม่ค่ะ สบายเลย~~
เรามาเริ่มกันที่เมืองแรกเลยดีกว่าค่ะ
- - O i t a - -
หลังจากเครื่องลงที่ฟุกุโอกะเรียบร้อย เราสองแม่ลูกก็แบกกระเป๋านั่งรถมาฝั่ง Domestic เพื่อนั่งรถไฟใต้ดินเข้าเมือง แล้วไปแลก JR Pass เพื่อขึ้นชินคันเซนไปเก็บกระเป๋าที่คิตะคิวชูก่อน โอ้แม่เจ้าหลายทอดหลายต่ออะไรขนาดนี้ หลายคนคงพึมพำ แต่จริงๆ คือไม่มีอะไรเลย รถบัสจากสนามบินมีไปส่งทุกที่ค่ะ เพียงแต่มีเป็นรอบๆ แล้วเราก็ไม่อยากรอกัน ขึ้นลงรถไฟก็ไม่แย่ค่ะ ออกจากสนามบินก็จะเจอ shuttle bus รออยู่ ต่อใต้ดินแป๊ปเดียวก็เข้ามาถึงสถานี Hakata แล้วค่ะ
สถานี Hakata เป็นศูนย์กลางของการเดินทางด้วยรถไฟของเกาะคิวชูค่ะ ดังนั้นแล้วจึงเป็นสถานีที่ใหญ่มาก แล้วก็วุ่นวายมากสถานีนึงเลยก็ได้ค่ะ ที่สถานีนี้เราทำการแลก JR Pass แล้วก็ทำการจองตั๋วรถไฟล่วงหน้า เพราะเราจะไปซัปโปโรด้วยรถไฟนอน Hamanasu และเท่าที่หาข้อมูลคือเจ้า Nobinobi seat เนี่ย น้อยแล้วก็เต็มเร็วมาก… แล้วก็จริงๆ ค่ะ เราจองไม่ทัน T^T แต่อย่าได้เสียใจไป ยังมีตู้นั่งแบบ Dream car ที่สบายสุดๆ ให้นั่งได้ฟรีสำหรับคนใช้ JR Pass เช่นกันค่ะ เรื่องรถไฟนี้ค่อยว่ากันอีกทีตอนขึ้นไปซัปโปโรเนอะ
เอาล่ะ หลังจากจองตั๋วรถไฟได้มาเป็นปึก เน้นว่าเป็นปึก และฝากกระเป๋าที่โรงแรมเรียบร้อย ก็จับเจ้า LTD. Exp. Sonic พุ่งตรงไปที่เบบปุทันที เป้าหมายในวันนี้ของเราก็คือบ่อนรกทั้ง 8 ค่ะ จริงๆ แล้วเบบปุเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำร้อน ไปที่ไหนก็เห็นแต่ควันที่พุ่งขึ้นมา เราสองคนแม่ลูกมาถึงสถานีเบบปุเกือบบ่าย 3 กับสภาพอากาศที่เกือบจะดีค่ะ ไม่มีแดด ไม่มีฝน แต่ลมเย็นมาก ออกจากสถานีเราก็พุ่งดิ่งไปที่ป้ายรถทันทีค่ะ
หน้าตาของ LTD. Exp. Sonic ที่วิ่งถอยหลังออกจากสถานี ไม่กลับเก้าอี้ก็จะนั่งถอยหลังตลอดทางจ้า~
การเดินทางด้วยรถเมล์ จากสถานีเบบปุก็สามารถไปได้หลายสายนะคะ สามารถซื้อเป็นพาสสำหรับขึ้นรถเมล์ด้วยเช่นกัน สิทธิพิเศษก็คือพาสนั้นสามารถใช้เป็นบัตรลดค่าเข้าชมบ่อทั้ง 8 (แบบที่เป็นเล่มเหมารวม) ได้ด้วย ซึ่งบ่อทั้ง 8 นี้มี 6 บ่อที่อยู่ใกล้ๆ กัน และอีก 2 บ่อที่แยกออกมา ต้องนั่งรถบัสต่อค่ะ และเนื่องจากเรามาถึงช้า และคิดว่าจะไม่นั่งรถไปอีก 2 บ่อ เลยไม่ได้ซื้อพาสรถบัสค่ะ
นั่งรถบัสไปนานมาก จนคิดว่าเลย ก็มาจอดตรงป้ายนี้พอดีค่ะ (ชื่อป้ายก็คือ Umi-jigoku-mae) ลงจากรถมาให้เดินขึ้นไปซักนิด แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไป ตรงนั้นจะมี 3 บ่ออยู่ติดกันค่ะ เราซื้อตั๋วเป็นเล่มสำหรับ 8 บ่อ พนักงานก็อธิบายละเอียดมากว่าทุกบ่อปิด 5 โมงนะ อาจจะเข้าไม่ทันนะ บลาๆ แต่เราก็ ไฮ่ๆ ไดโจวบุเดส~สึ ตลอดค่ะ
บ่อแรกที่ไปคือบ่อ Umi Jigoku น้ำที่นี่เป็นสีฟ้าเหมือนน้ำทะเลสมกับชื่อบ่อค่ะ (Umi = ทะเล~) ข้างหลังมีโทริอิที่แดงตั้งอยู่ โชคไม่ค่อยดีที่เราไปตอนลมแรงมาก ควันเต็มบ่อเลย เป่าเท่าไหร่ก็ไม่หมด
ต้องลองนะคะ อร่อย
เสร็จจากบ่อแรก ก็ไปต่อที่บ่อโคลน Onishi Bōzu Jigoku ซึ่งเป็นบ่อที่เดือดปุดๆ ตลอดเวลาค่ะ ตรงนี้มีมุมเล็กๆ ให้แช่เท้าได้ แต่เราสองคนมองหน้ากันแล้วก็เลือกไม่แช่เพราะอ่านรีวิวมา อีกที่น่าแช่กว่า (แต่ตอนหลังเสียดายมากที่ไม่แช่) ใครอยากแช่เท้าแนะนำบ่อนี้นะคะ สงบมากๆ
บ่อที่สามชื่อว่า Yama Jigoku ที่นี่มีสวนสัตว์เล็กๆ อยู่ข้างๆ เอ่อ จริงๆ เรียกกว่ากรงสัตว์น่าจะถูกกว่า ด้วยความที่ตื่นเต้นกับสองบ่อแรก ทำให้บ่อนี้รู้สึกเฉยๆ ไปเลย ใครที่จะมาแนะนำว่าให้แวะบ่อนี้ก่อนนะคะ จะได้ค่อยๆ เพิ่มดีกรีความว้าว ไม่งั้นเดี๋ยวจะเป็นแบบเรา ว้าวเยอะไปหน่อยตอนแรก
เสร็จจากสามบ่อให้ข้ามถนนจากจุดที่ลงรถบัสมาฝั่งตรงข้ามค่ะ ตรงนี้จะมีอีก 3 บ่อให้เดินชมกัน
บ่อที่ 4 Kamado Jigoku มียักษ์ยืนต้อนรับอยู่ ทีนี้ตรงนี้มีหลายบ่อเล็กๆ รวมกันอยู่ค่ะ และที่สำคัญ ที่นี่แหละที่เป็นที่แช่เท้า เราก็คุยกันดิบดีว่าเนี่ย เมื่อยมาก แช่เท้าหน่อย เดินเข้าไป โอโหแม่เจ้า มีคนเป็นล้านค่ะที่คิดแบบเรา ทุกคนนั่งแช่เท้า แกะไข่ต้มเข้าปากกันอย่างสบายใจ สุดท้ายสองแม่ลูกก็ต้องถอยทัพค่ะ
เดินต่อลงมาเรื่อยๆ จริงๆ ก็ไม่กี่ก้าว จะเจอกับบ่อที่ 5 Oniyama Jigoku ที่นี่มีจระเข้ด้วยนะ
เดินต่อลงมาอีกค่ะ บ่อนี้จะอยู่ห่างออกมานิดนึง บ่อที่ 6 ซึ่งเป็นบ่อสุดท้ายของเรา ชื่อว่า Shiraike Jigoku ความพิเศษของที่นี่คือน้ำเป็นสีขาว... ดูยังไงก็ขาวนะ
เสร็จจาก 6 บ่อก็เกือบจะห้าโมงแล้ว แล้วด้วยควันที่พุ่งเต็มไปหมดก็เลยตัดสินใจไม่ไปต่อค่ะ เราสองคนแม่ลูกเดินออกจากบ่อขาวอย่างหิวโหย และมุ่งตรงไปที่ jigoku mushi kobo ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับการฝากท้องในมื้อนี้ค่ะ สำหรับวิธีการไปเดินตรงลงมาเลยค่ะ
พอถึงถนนใหญ่จะเจอทางข้าม และป้ายนี้ เดินตรงเข้าไปก็จะเจอกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวค่ะ ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่นี่เต็มไปด้วยควันจริงๆ ฝ่าค่ะ เราต้องฝ่าฝูงควันที่พุ่งจากท่อเข้าไปด้านใน…
คนญี่ปุ่นส่วนมากจะนำวัตถุดิบมาเองนะคะ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแบบเรา เขาก็มีจัดไว้ให้ค่ะ จุดเด่นของที่นี่คือเป็นสถานที่ที่ให้นักท่องเที่ยวทำอาหารทานเอง เดินเข้าไปก็จะเจอตู้ที่มีขายทั้งชุดซีฟู้ด ชุดหมู ชุดผัก อ่านไม่ออกก็ไม่ใช่ปัญหาค่ะ ทันทีที่เข้าไปยืนทำหน้างง ก็จะมีคุณลุงใจดีมาช่วยทันที
หลังจากกดรายการของสดเรียบร้อย ก็นำมาให้พนักงานค่ะ แล้วเราก็จะได้ของที่สั่งมา ให้นำไปให้คุณป้าๆ ด้านนอกเลยค่ะ คุณป้าๆ จะใส่ถุงมือให้เราพร้อมกับอธิบายว่าอันไหนนึ่งนานเท่าไหร่ แล้วก็ให้เราวางเอง จากนั้นก็รอค่ะ
นี่คือชุดหมูชาบู? ที่แม่บ่นนิดหน่อยว่าหมูให้น้อยจัง แต่จริงๆ แล้วข้างใต้นี่แหละ... ขุมทรัพย์เลย
หลังจากกินอิ่มเรียบร้อย ก็อย่าลืมล้างจานด้วยนะคะ ^^
เดินออกจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวย้อนกลับมา จะเจอป้ายรถเมล์ Kannawa ซึ่งนั่งกลับสถานีเบบปุได้ค่ะ ช่วงฤดูนี้ที่ญี่ปุ่นพระอาทิตย์ตกช้ามากๆ กลับมาถึงเกือบทุ่มยังสว่างอยู่เลย เที่ยวได้เต็มที่จริงๆ
ก่อนจะบอกลาเมืองแห่งควัน ก็ถ่ายรูปคุณ Pika Pika Oji san ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวเบบปุเล็กน้อย…
ขอจบตอนนี้ไว้เท่านี้ก่อนดีกว่า และเนื่องจากเป็นกระทู้แรก อาจมีผิดพลาดไปบ้าง ขอคำแนะนำจากทุกคนด้วยนะคะ
แล้วเจอกันในตอนหน้า เรายังไม่ไปไหนไกล จะพาไป Harmony land ค่ะ
**Edit เพิ่มลิ้งค์ไปตอนอื่นๆ ครบแล้วนะคะ